3 ก.ค. เวลา 12:04 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 2 : Ereshkigal: The Final Auditor (ผู้ตรวจบัญชีแห่งวาระสุดท้าย)

กายภาพและการปรากฏตัว - สิ่งที่ไม่มีรูปร่างแต่มีน้ำหนักที่สุด
ในบทที่ 1 เราได้เห็นว่า Ereshkigal ไม่ได้เลือกที่จะเป็นผู้ปกครอง Irkalla และไม่ได้เป็นเพียงกลไกที่ไร้ตัวตน เธอมีประวัติ มีความเจ็บปวด และมีมิติของการมองเห็นที่ลึกกว่าเทพเจ้าองค์อื่น
แต่บทที่ 1 ยังคงพูดถึงเธอในระดับนามธรรมเป็นส่วนใหญ่ บทที่ 2 นี้จะพยายามตอบคำถามที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น นั่นคือ Ereshkigal ปรากฏตัวต่อโลกอย่างไร และการปรากฏตัวนั้นทำงานอย่างไรในระดับที่ลึกกว่าแค่รูปลักษณ์ภายนอก
คำถามนั้นสำคัญกว่าที่เห็นในทีแรก เพราะในมหากาพย์แห่งความเงียบ วิธีที่ตัวละครปรากฏตัวต่อโลกนั้นไม่ใช่เรื่องของการแต่งตัวหรือท่าทาง มันคือการสื่อสารที่ลึกที่สุดว่าพวกเขาเป็นอะไรและเชื่อว่าอะไรคือความจริง
และในกรณีของ Ereshkigal ความแตกต่างระหว่างเธอกับตัวละครอื่นในมิตินั้นชัดเจนอย่างน่าตกใจ
ส่วนที่หนึ่ง: ปัญหาของการบรรยายสิ่งที่ไม่ต้องการถูกบรรยาย
ทำไมการอธิบายกายภาพของ Ereshkigal จึงยากกว่าตัวละครอื่น
ในการวิเคราะห์ Marduk บทที่ 2 เราพูดถึง Bodily Hexis ของ Bourdieu ซึ่งคือวิธีที่ร่างกายของบุคคลสื่อสารสถานะและอำนาจผ่านการเคลื่อนไหว ท่าทาง และการใช้พื้นที่ ในการวิเคราะห์ Inanna บทที่ 2 เราพูดถึง Divine Magnetism และวิธีที่เธอสร้าง Presence ที่ดึงดูดผู้คนเข้าหาเธอ
แต่กับ Ereshkigal สิ่งเหล่านั้นทำงานในแบบที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
นักปรัชญา Emmanuel Levinas จาก Sorbonne ในงานสำคัญเรื่อง Totality and Infinity (1961) เสนอแนวคิดที่เขาเรียกว่า "The Face" ซึ่งหมายถึงการที่ใบหน้าของผู้อื่นนั้นเรียกร้องจากเราในแบบที่ไม่มีสิ่งอื่นเรียกร้องได้ มันทำให้เราตระหนักว่าเรามีความรับผิดชอบต่อผู้อื่นก่อนที่เราจะเลือกมัน
Levinas เสนอว่าในการพบกับ "The Face" ของผู้อื่น เราไม่ได้เพียงรับรู้อีกบุคคลหนึ่ง เราเผชิญกับบางสิ่งที่เกินกว่าเราจะควบคุมหรือครอบงำได้โดยสมบูรณ์ เพราะ "The Face" ของผู้อื่นนั้นเรียกร้องให้เรายอมรับว่ามีบางสิ่งที่ดำรงอยู่นอกเหนือจากมุมมองของตัวเอง
Ereshkigal ในบทนี้คือการทำให้แนวคิดของ Levinas กลายเป็นรูปธรรมในแบบที่รุนแรงที่สุด เพราะการเผชิญหน้ากับเธอนั้นไม่ใช่การเผชิญหน้ากับบุคคลที่มีความต้องการและความปรารถนา
มันคือการเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่ต้องการอะไรจากคุณเลย และในความไม่ต้องการนั้น มันทำให้ทุกสิ่งที่คุณยึดถือว่าเป็นเครื่องมือในการเจรจากับโลกนั้นไร้ความหมาย
มีเอกสารที่บรรยายถึงความยากในการอธิบายว่า Ereshkigal "ดูอย่างไร"
เอกสาร Ir-8 (บันทึกของผู้ที่อ้างว่าได้เห็น Ereshkigal ในช่วงเวลาที่เธอปรากฏตัวในสภา):
"คนที่ถามฉันในภายหลังว่าเธอหน้าตาเป็นอย่างไร และฉันพบว่าฉันไม่สามารถตอบได้
"ไม่ใช่เพราะฉันลืม ฉันจำได้ทุกอย่างในห้องนั้น จำรายละเอียดของทุกคนที่นั่งอยู่ จำสีของแสง จำเสียงที่ได้ยินก่อนที่เธอจะมา
"แต่เมื่อฉันพยายามจำว่าเธอดูอย่างไร สิ่งที่ฉันได้คือความรู้สึก ไม่ใช่ภาพ
"ความรู้สึกนั้นคือความรู้สึกที่ฉันเคยมีเมื่อยืนอยู่ริมหน้าผาที่สูงมากในตอนกลางคืน เมื่อรู้ว่าถ้าก้าวอีกก้าวคือการสิ้นสุด และรู้ในเวลาเดียวกันว่าความสิ้นสุดนั้นไม่ได้โกรธคุณหรือรักคุณ มันแค่อยู่ที่นั่น
"ฉันคิดว่านั่นคือคำตอบที่ดีที่สุดที่ฉันมีว่าเธอ 'ดูอย่างไร'"
ส่วนที่สอง: ความเย็นเป็นภาษา
ในบรรดาสิ่งที่บันทึกต่างๆ ในมหากาพย์แห่งความเงียบบรรยายเกี่ยวกับการปรากฏตัวของ Ereshkigal สิ่งที่ซ้ำกันมากที่สุดคือความเย็น ไม่ใช่ความเย็นในแบบที่อากาศหนาวเย็น แต่ความเย็นในแบบที่เฉพาะเจาะจงกว่านั้น
ในทางประสาทวิทยา งานวิจัยของ Thalma Lobel จาก Tel Aviv University ที่รวบรวมในหนังสือ Sensation: The New Science of Physical Intelligence (2014) แสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิทางกายภาพและ "อุณหภูมิทางสังคม" นั้นประมวลผลในบริเวณสมองที่ทับซ้อนกัน
ผู้คนที่รู้สึกเย็นทางกายภาพมักรายงานว่ารู้สึกโดดเดี่ยวทางสังคมมากขึ้น และผู้คนที่คิดถึงการถูกปฏิเสธทางสังคมมักรู้สึกว่าอุณหภูมิรอบข้างต่ำลง
นักจิตวิทยา John Bargh จาก Yale University ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Science (2008) พบว่าการถือแก้วกาแฟร้อนทำให้ผู้คนประเมินบุคคลที่พบเจอว่ามีความอบอุ่นทางอารมณ์มากขึ้น และในทางกลับกัน การถือสิ่งเย็นทำให้ประเมินความเย็นชาทางอารมณ์มากขึ้น
เมื่อบันทึกในมหากาพย์แห่งความเงียบบรรยายว่าการปรากฏตัวของ Ereshkigal ทำให้ห้องรู้สึกเย็นลง นั่นไม่ใช่เพียงคำอุปมา มันคือการสื่อสารที่ทำงานในระดับสรีรวิทยาของผู้ที่เผชิญกับเธอ ร่างกายของพวกเขาตอบสนองต่อบางอย่างที่จิตใจยังไม่ได้ประมวลผลเป็นคำพูด
แต่ความเย็นของ Ereshkigal นั้นต่างจากความเย็นทั่วไปในแบบที่สำคัญ
นักฟิสิกส์ และนักปรัชญาวิทยาศาสตร์ Carlo Rovelli จาก Aix-Marseille University ในงานเรื่อง The Order of Time (2018) วิเคราะห์ว่า
ในทางฟิสิกส์ ความเย็นนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเอง มันคือการที่พลังงานความร้อนลดลง และในระดับพื้นฐาน มันคือการที่ระบบเคลื่อนเข้าสู่สถานะที่มีระเบียบมากขึ้นและมีการเคลื่อนไหวแบบสุ่มน้อยลง
Rovelli เสนอด้วยว่าเวลาและความร้อนนั้นเชื่อมโยงกันในระดับพื้นฐาน ระบบที่ร้อนคือระบบที่มีเวลาในแบบที่เราสัมผัสได้ คือมีการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน ระบบที่เย็นสมบูรณ์แบบจะไม่มีเวลาในความหมายนั้น
ความเย็นของ Ereshkigal ในแบบที่บันทึกบรรยายนั้นอาจสะท้อนสิ่งที่ Rovelli บรรยาย เธอคือการปรากฏตัวของสภาวะที่กฎแห่งเวลาและการเปลี่ยนแปลงทำงานในแบบที่แตกต่างจากโลกที่ผู้คนรู้จัก
มีเอกสารที่บรรยายถึงความเย็นนั้นในแบบที่เฉพาะเจาะจงกว่า
เอกสาร Ir-9 (บันทึกของที่ปรึกษาในสภาที่อยู่ในห้องเมื่อ Ereshkigal ปรากฏตัว):
"สิ่งแรกที่ฉันรู้สึกก่อนที่จะเห็นอะไรคือการที่ลมหายใจของฉันเปลี่ยนไป
"มันไม่ใช่ว่าฉันหายใจไม่ออก มันคือการที่ลมหายใจของฉันกลายเป็นสิ่งที่ฉันต้องนึกถึงในการทำ ปกติเราหายใจโดยไม่คิด แต่ในวินาทีนั้นมันกลายเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ความตั้งใจ
"ฉันรู้ในภายหลังว่าคนอื่นในห้องรู้สึกเหมือนกัน และนักบวชคนหนึ่งบอกว่าเขาคิดว่ามันคือการที่ร่างกายของเราตระหนักถึงบางอย่างก่อนที่จิตใจจะตามทัน นั่นคือในวินาทีนั้น ทุกระบบในร่างกายของเราเริ่มถามคำถามเดียวกัน ว่ากำลังจะสิ้นสุดหรือยัง
"มันไม่ใช่ความกลัวตาย มันลึกกว่านั้น มันคือการที่ร่างกายจำได้ว่ามันมีเวลาจำกัด และในวินาทีที่จำได้นั้น ทุกอย่างที่เคยดูสำคัญก็หยุดดูสำคัญชั่วขณะ"
ส่วนที่สาม: การปรากฏตัวที่ไม่ต้องการพื้นที่แต่ยึดครองทุกพื้นที่
สิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า Presence และสิ่งที่ Ereshkigal มีที่ต่างออกไป
ในการวิเคราะห์ Inanna บทที่ 2 เราพูดถึงงานของ Amy Cuddy จาก Harvard Business School เรื่อง Presence ซึ่งคือสภาวะที่บุคคลดำรงอยู่อย่างเต็มที่ในขณะนั้น ทำให้ผู้อื่นรับรู้ถึงพลังงานที่เต็มเปี่ยมของพวกเขา
Inanna สร้าง Presence ในแบบที่ Cuddy บรรยาย มันคือพลังงานที่แผ่ออกมาและดึงดูดผู้คนเข้าหา
Ereshkigal ไม่ได้สร้าง Presence ในแบบนั้น
นักปรัชญา Martin Heidegger จาก University of Marburg ในงานสำคัญเรื่อง Being and Time (1927) แยกแยะระหว่าง "Presence" ในความหมายทั่วไปและสิ่งที่เขาเรียกว่า "Being-there" หรือ Dasein ซึ่งคือการที่บุคคลดำรงอยู่ในโลกในฐานะผู้ที่รู้ตัวว่ากำลังดำรงอยู่และรู้ว่าการดำรงอยู่นั้นมีขีดจำกัด
Heidegger เสนอว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสิ่งอื่นคือการรู้ว่าตัวเองจะตาย และในความรู้นั้นทุกการเลือกและทุกการกระทำมีน้ำหนักที่ต่างออกไป
Ereshkigal ในฐานะผู้ดูแล Irkalla คือการทำให้ Heidegger ปรากฏเป็นรูปธรรม เธอไม่ได้แค่มีอยู่ในพื้นที่ มันคือการที่ในพื้นที่ที่เธออยู่นั้น ทุกคนที่อยู่ด้วยเริ่มรู้สึกถึงสิ่งที่ Heidegger บรรยายว่าเป็น "Being-towards-death" หรือการดำรงอยู่โดยตระหนักถึงความตายที่รออยู่
และนั่นคือสิ่งที่ทำให้การปรากฏตัวของเธอทำงานในระดับที่ต่างจาก Presence ของ Inanna หรืออำนาจที่น่าเกรงขามของ Marduk มันไม่ได้สร้างปฏิกิริยาทางอารมณ์ในผู้คน มันสร้างการเปลี่ยนแปลงในวิธีที่พวกเขาตระหนักถึงการดำรงอยู่ของตัวเอง
มีเอกสารที่บรรยายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเมื่อ Ereshkigal ปรากฏตัว ไม่ใช่กับ Ereshkigal โดยตรง แต่กับผู้คนในห้องนั้น
เอกสาร Ir-10 (บันทึกของนักบวชชั้นสูงที่บันทึกสิ่งที่เขาสังเกตในผู้เข้าร่วมสภาหลังการปรากฏตัวของ Ereshkigal):
"สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เธออยู่ในห้อง แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่เธอจากไป
"ทุกคนในห้องนั้นเปลี่ยนไปในระดับหนึ่ง ไม่ใช่เปลี่ยนในแบบที่เห็นได้ชัด ไม่มีใครร้องไห้หรือพูดอะไรที่แสดงออกถึงความรู้สึก
"แต่ฉันสังเกตว่าในวันและสัปดาห์ถัดมา ผู้คนเหล่านั้นทำสิ่งที่ต่างออกไป บางคนที่เคยผัดวันประกันพรุ่งในเรื่องที่สำคัญก็เริ่มทำมัน บางคนที่เคยหลีกเลี่ยงการพูดความจริงก็เริ่มพูด บางคนที่เคยใช้เวลาในสิ่งที่พวกเขาเองรู้ว่าไม่สำคัญก็หยุดทำ
"ฉันถามบุคคลหนึ่งว่าอะไรเปลี่ยนแปลงเขา เขาบอกว่าเขาไม่รู้จะอธิบายอย่างไร แต่หลังจากที่ได้เห็นเธอ เขารู้สึกว่าเวลาที่เขามีนั้นมีจำกัดจริงๆ ไม่ใช่รู้จากการได้ยิน แต่รู้จากร่างกายของเขาเอง
"และเมื่อรู้แบบนั้น สิ่งที่เคยดูสำคัญก็หยุดดูสำคัญ และสิ่งที่เคยเลื่อนออกไปก็กลายเป็นสิ่งที่ต้องทำทันที"
ส่วนที่สี่: เสียงที่ไม่ได้ใช้ภาษา
วิธีที่ Ereshkigal สื่อสารที่ต่างจากเทพเจ้าองค์อื่น
ในมหากาพย์แห่งความเงียบ ตัวละครแต่ละองค์มีวิธีสื่อสารที่เฉพาะเจาะจง Enlil ออกคำสั่งและประกาศกฎ Marduk สั่งการและอธิบายเหตุผล Inanna ใช้บทกวีและเสียงดนตรีและสัมผัสทางอารมณ์ Enki สอนและถ่ายทอดความรู้
Ereshkigal ไม่สื่อสารในแบบใดในสี่แบบนั้น
นักภาษาศาสตร์ George Lakoff จาก UC Berkeley ในงานที่เขาเขียนร่วมกับ Mark Johnson เรื่อง Metaphors We Live By(1980) เสนอว่าภาษาของมนุษย์ทั้งหมดนั้นรากฐานอยู่ในประสบการณ์ทางร่างกายและในความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
เราพูดว่า "โกรธจนร้อนเป็นไฟ" เพราะความโกรธและความร้อนนั้นเชื่อมกันในประสบการณ์ของร่างกาย เราพูดว่า "อนาคตข้างหน้า" เพราะเราประมวลผลเวลาผ่านทิศทางในพื้นที่
แต่ในบรรดาอุปลักษณ์ทั้งหมดที่ Lakoff และ Johnson ศึกษา ไม่มีอุปลักษณ์ใดที่สามารถอธิบายสิ่งที่ Ereshkigal สื่อสารได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะสิ่งที่เธอสื่อคือกฎที่มีอยู่ก่อนภาษาและก่อนประสบการณ์ใดๆ ที่ภาษาสร้างจาก
ในตำนาน "Inanna's Descent to the Underworld" ที่ Kramer และ Wolkstein วิเคราะห์ Ereshkigal ไม่ได้พูดมาก เธอออกคำสั่งสั้นๆ ที่ชัดเจน และคำสั่งเหล่านั้นได้รับการปฏิบัติตาม ไม่ใช่เพราะใครกลัวเธอในแบบที่กลัวผู้มีอำนาจ แต่เพราะคำสั่งเหล่านั้นสอดคล้องกับกฎที่ทุกคนรู้ว่ามีอยู่
นักจิตวิทยา Paul Ekman จาก UC San Francisco ในงานวิจัยของเขาเรื่อง Micro-expressions และการแสดงออกทางอารมณ์สากล พบว่ามีอารมณ์พื้นฐานที่มนุษย์ทุกวัฒนธรรมแสดงออกในแบบเดียวกัน รวมถึงความดูถูก ความโกรธ ความกลัว ความเศร้า และความสุข
แต่ Ekman ยังพบด้วยว่าในสถานการณ์ที่บุคคลเผชิญกับบางสิ่งที่เกินกว่าอารมณ์ทั้งหมดนั้น เช่น การรับรู้ถึงความตายที่ใกล้เข้ามา ใบหน้าและร่างกายจะตอบสนองในแบบที่ต่างจากการตอบสนองทางอารมณ์ทั้งหมด มันคือสภาวะที่นักจิตวิทยาบางคนเรียกว่า "Existential Freeze" หรือการหยุดนิ่งเมื่อเผชิญกับสิ่งที่ใหญ่กว่าการประมวลผลปกติจะรับมือได้
การที่คนเผชิญกับ Ereshkigal สร้างสภาวะนั้น และในสภาวะนั้น ทุกภาษาและทุกการแสดงออกหยุดชั่วขณะ
มีเอกสารที่บรรยายถึงวิธีที่ Ereshkigal สื่อสารในแบบที่เฉพาะเจาะจง
เอกสาร Ir-11 (บันทึกของผู้ที่อ้างว่าได้มีการสนทนากับ Ereshkigal โดยตรงในห้วงเวลาหนึ่ง):
"เธอพูดน้อย แต่สิ่งที่เธอพูดนั้นไม่ใช่ถ้อยคำธรรมดา
"ฉันหมายความว่าถ้อยคำของเธอนั้นถูกต้องตามภาษา แต่สิ่งที่มันกระทำในหูและในหัวของฉันนั้นต่างออกไป มันเหมือนกับว่าทุกคำที่เธอพูดนั้นพาน้ำหนักของทุกสิ่งที่คำนั้นเคยอธิบายมาด้วย
"เธอพูดคำว่า 'จบแล้ว' และมันไม่ได้หมายความแค่ว่าบางอย่างสิ้นสุดลง มันหมายความว่าทุกสิ่งที่เคยนำไปสู่จุดนี้ ทุกการกระทำและทุกการตัดสินใจที่สร้างเส้นทางมาถึงวินาทีนี้ ทั้งหมดนั้นถูกรวมอยู่ในสองคำนั้น
"ฉันไม่รู้จะอธิบายอย่างไรว่ามันเป็นไปได้ แต่ฉันรู้ว่ามันเกิดขึ้น"
ส่วนที่ห้า: ความแตกต่างระหว่างการปรากฏตัวของ Ereshkigal และตัวละครอื่น
ตารางเปรียบเทียบที่ไม่ใช่ตาราง
เพื่อทำความเข้าใจการปรากฏตัวของ Ereshkigal ได้ดีขึ้น การวางเธอเทียบกับตัวละครอื่นในมหากาพย์แห่งความเงียบนั้นมีประโยชน์
ในการวิเคราะห์ Marduk เราเห็นว่าการปรากฏตัวของเขาสร้าง Awe ซึ่ง Dacher Keltner จาก UC Berkeley อธิบายว่าเป็นการผสมระหว่างความยิ่งใหญ่และความน่ากลัวที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเล็กลงแต่ยังคงอยู่ในระบบของตัวเอง Awe ของ Marduk ทำให้ผู้คนยอมจำนน
การปรากฏตัวของ Inanna สร้างสิ่งที่ Keltner เรียกว่า "Elevation" ซึ่งคือสภาวะที่ผู้คนรู้สึกว่าตัวเองขยายใหญ่ขึ้นและสามารถเป็นมากกว่าที่เป็นอยู่ได้ Elevation ของ Inanna ดึงดูดผู้คนให้ก้าวไปข้างหน้า
การปรากฏตัวของ Enlil สร้างความรู้สึกของระเบียบที่มีอยู่ก่อนตัวเอง ความรู้สึกว่ามีสิ่งที่ใหญ่กว่าและมั่นคงกว่าที่ตัวเองต้องยึดถือ
การปรากฏตัวของ Ereshkigal นั้นต่างจากทั้งหมดนั้น มันไม่ได้สร้าง Awe หรือ Elevation หรือความรู้สึกของระเบียบ
นักจิตวิทยา Irvin Yalom จาก Stanford University ที่เราพูดถึงในการวิเคราะห์ Inanna ในงานเรื่อง Staring at the Sun (2008) เสนอแนวคิดที่เรียกว่า "Awakening Experiences" ซึ่งคือช่วงเวลาที่การตระหนักถึงความตายทำให้ผู้คนเห็นชีวิตของตัวเองในแบบที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
Yalom พบว่าสิ่งที่ Awakening Experiences สร้างนั้นไม่ใช่ความกลัว แต่คือความชัดเจนที่เจ็บปวด
การปรากฏตัวของ Ereshkigal สร้าง Awakening Experience ในแบบที่ Yalom บรรยาย แต่ไม่ใช่ผ่านการบอก ผ่านการเตือน หรือผ่านการอธิบาย มันเกิดขึ้นเพียงเพราะเธออยู่ที่นั่น
มีเอกสารที่บรรยายถึงการเปรียบเทียบนี้อย่างตรงไปตรงมาโดยบุคคลที่เคยพบกับทั้ง Inanna และ Ereshkigal
เอกสาร Ir-12 (บันทึกของนักรบอาวุโสที่อ้างว่าได้เผชิญกับทั้งสองในสถานการณ์ที่ต่างกัน):
"เมื่อ Inanna เดินเข้ามาในห้อง ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองดีขึ้น ราวกับว่าการที่เธออยู่ที่นั่นยืนยันว่าชีวิตมีค่า
"เมื่อ Ereshkigal ปรากฏตัว ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองชัดเจนขึ้น ราวกับว่าหมอกที่ปิดบังสิ่งต่างๆ นั้นสลายไปชั่วขณะ
"ทั้งสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน รู้สึกดีขึ้นนั้นเป็นประสบการณ์ที่น่าพอใจ รู้สึกชัดเจนขึ้นนั้นเป็นประสบการณ์ที่น่ากลัว
"แต่ถ้าถามฉันว่าประสบการณ์ใดที่เปลี่ยนวิธีที่ฉันใช้ชีวิตมากกว่า ฉันต้องบอกว่าเป็นอย่างหลัง เพราะความรู้สึกดีนั้นจางหายไปในไม่กี่วัน แต่ความชัดเจนที่เจ็บปวดนั้นยังคงอยู่"
ส่วนที่หก: กายภาพที่ไม่ต้องการการยืนยัน
ทำไม Ereshkigal ไม่มีสัญลักษณ์แห่งอำนาจ
สิ่งที่น่าสังเกตในบรรดาบันทึกเกี่ยวกับการปรากฏตัวของ Ereshkigal คือการที่เธอไม่ได้มีสัญลักษณ์แห่งอำนาจในแบบที่เทพเจ้าองค์อื่นมี
Enlil มีคทาและบัลลังก์ที่แสดงถึงอำนาจการปกครอง Marduk มีอาวุธและเกราะและรูปลักษณ์ที่น่าเกรงขาม Inanna มีเครื่องประดับและสีสันและรัศมีที่ดึงดูด
Ereshkigal ในบันทึกส่วนใหญ่ไม่มีสิ่งเหล่านั้น หรือถ้ามีก็ไม่ใช่สิ่งที่คนที่พบเธอสังเกตจำได้
นักสังคมวิทยา Pierre Bourdieu ที่เราพูดถึงหลายครั้งในการวิเคราะห์ก่อนหน้า ในงานเรื่อง Distinction (1984) เสนอว่าสัญลักษณ์แห่งอำนาจทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการยืนยันจากผู้อื่นจึงจะทำงานได้ คทาและบัลลังก์และเครื่องแต่งกายมีความหมายก็ต่อเมื่อมีคนที่ยอมรับว่ามันมีความหมาย
นักปรัชญา Thomas Hobbes ในงานเรื่อง Leviathan (1651) เสนอในแบบที่คล้ายกันว่าอำนาจทางการเมืองทั้งหมดนั้นรากฐานอยู่ในการที่ผู้คนยินยอมให้อำนาจนั้นดำรงอยู่ ไม่มีอำนาจใดที่ดำรงอยู่ได้โดยสมบูรณ์โดยไม่มีการยินยอมในระดับใดระดับหนึ่ง
อำนาจของ Ereshkigal ไม่ต้องการการยินยอม และนั่นคือเหตุผลที่เธอไม่ต้องการสัญลักษณ์ สัญลักษณ์นั้นมีไว้สำหรับอำนาจที่ต้องการการยืนยัน แต่อำนาจที่ดำรงอยู่ก่อนการยืนยันใดๆ ไม่จำเป็นต้องมีสัญลักษณ์
นักจิตวิทยา Robert Cialdini จาก Arizona State University ในงานสำคัญเรื่อง Influence (1984) วิเคราะห์ว่าสัญลักษณ์แห่งอำนาจทั้งหมดทำงานผ่านกลไกที่เขาเรียกว่า "Social Proof" และ "Authority" ซึ่งคือการที่ผู้คนตัดสินว่าบางอย่างมีคุณค่าโดยอ้างอิงจากสัญญาณทางสังคมที่คนอื่นยอมรับมันว่ามีคุณค่า
Ereshkigal ทำงานนอกกลไกนั้นทั้งหมด เธอไม่ต้องการ Social Proof เพราะสิ่งที่เธอเป็นตัวแทนนั้นไม่ได้ดำรงอยู่เพราะสังคมยืนยันมัน มันดำรงอยู่เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างของความเป็นจริงเอง
มีเอกสารที่บรรยายถึงความแตกต่างนั้นในแบบที่ตรงไปตรงมาที่สุด
เอกสาร Ir-13 (บันทึกของที่ปรึกษาอาวุโสในสภาที่เปรียบเทียบการปรากฏตัวของตัวละครต่างๆ):
"ฉันได้เห็นเทพเจ้าหลายองค์ปรากฏตัวในสภาตลอดหลายปีที่ผ่านมา และฉันสังเกตว่ามีสิ่งหนึ่งที่ทุกองค์ทำ นั่นคือพวกเขาตรวจสอบว่าผู้คนในห้องเห็นพวกเขาหรือเปล่า
"Enlil ทำมันด้วยการออกแบบการเข้ามาในห้องให้น่าประทับใจ Marduk ทำมันด้วยการเดินเข้ามาในแบบที่ทุกสายตาจะต้องหันมาดู Inanna ทำมันด้วยการทำให้ทุกคนรู้สึกถึงการมาถึงของเธอก่อนที่จะเห็น
"แต่ Ereshkigal ไม่ได้ทำสิ่งนั้น เธอไม่ได้ตรวจสอบว่าใครเห็นเธอหรือเปล่า
"และนั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดเกี่ยวกับเธอ เพราะทุกคนที่มีอำนาจนั้นต้องการให้ผู้คนรู้ว่าพวกเขามีอำนาจ แต่เธอไม่ต้องการมัน และสิ่งที่ไม่ต้องการการยืนยันจากคุณนั้นไม่มีทางถูกโต้แย้งโดยคุณ"
ส่วนที่เจ็ด: ความเงียบในฐานะภาษาหลัก
ในบรรดาสิ่งทั้งหมดที่เกี่ยวกับการสื่อสารของ Ereshkigal สิ่งที่บันทึกกล่าวถึงบ่อยที่สุดคือความเงียบของเธอ ไม่ใช่ในแบบที่เธอพูดน้อย แต่ในแบบที่ความเงียบของเธอนั้นมีน้ำหนักในตัวเองที่ต่างจากความเงียบทั่วไป
นักจิตบำบัด Winnicott ที่เราพูดถึงในการวิเคราะห์ Inanna เรื่อง "Capacity to Be Alone" ในงานเรื่อง The Maturational Processes and the Facilitating Environment (1965) วิเคราะห์ว่า
ความเงียบในบริบทของความสัมพันธ์มีความหมายที่หลากหลายมาก ความเงียบที่ดีที่สุดคือความเงียบที่เกิดขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายไม่ต้องการอะไรจากกันในขณะนั้น แต่ก็รู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ที่นั่น
แต่ความเงียบของ Ereshkigal ต่างจากที่ Winnicott บรรยาย มันคือความเงียบที่เกิดขึ้นเมื่อไม่มีอะไรที่ต้องพูดเพราะทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้นั้นมีอยู่แล้วในโครงสร้างของสถานการณ์
นักปรัชญาภาษา Ludwig Wittgenstein ที่เราพูดถึงในการวิเคราะห์ Inanna เขียนในตอนท้ายของ Tractatus Logico-Philosophicus (1921) ว่า "สิ่งที่ไม่สามารถพูดได้ต้องผ่านความเงียบ" ซึ่งเป็นประโยคที่มักถูกตีความว่าหมายถึงข้อจำกัดของภาษา
แต่ในบริบทของ Ereshkigal ประโยคนั้นอาจหมายความต่างออกไป สิ่งที่เธอเป็นตัวแทนนั้นไม่ใช่สิ่งที่ภาษาไม่เพียงพอในการอธิบาย มันคือสิ่งที่ไม่ต้องการการอธิบาย เพราะมันมีอยู่ก่อนภาษาและจะมีอยู่หลังภาษา และความเงียบของเธอสื่อสารสิ่งนั้นได้ดีกว่าคำพูดใดๆ
มีเอกสารสุดท้ายในบทนี้ที่บรรยายถึงความเงียบนั้นในแบบที่อาจเป็นคำอธิบายที่ใกล้เคียงที่สุดกับสิ่งที่มันเป็น
เอกสาร Ir-14 (บันทึกที่ค้นพบในชั้นดินที่ลึกที่สุด ถอดรหัสได้เกือบสมบูรณ์ แต่ไม่ทราบผู้เขียน):
"มีคนถามฉันว่าความเงียบของเธอแตกต่างจากความเงียบของคนอื่นอย่างไร
"ฉันบอกว่าความเงียบของคนส่วนใหญ่นั้นเต็มไปด้วยสิ่งที่พวกเขาไม่ได้พูด ความคิด ความรู้สึก ความปรารถนา สิ่งที่ต้องการจะพูดแต่ยังไม่พูด ความเงียบของพวกเขามีน้ำหนักของสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้น
"แต่ความเงียบของ Ereshkigal นั้นไม่เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่ได้พูด มันว่างเปล่าในแบบที่ต่างออกไป มันว่างเปล่าในแบบที่ท้องฟ้าว่างเปล่า ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรอยู่ที่นั่น มันหมายความว่าสิ่งที่อยู่ที่นั่นนั้นใหญ่เกินกว่าจะเรียกว่าเต็มหรือว่างในแบบที่เราใช้กับสิ่งอื่น
"เมื่อเธอเงียบ มันไม่ใช่การที่เธอไม่มีอะไรจะพูด มันคือการที่สิ่งที่มีอยู่นั้นไม่ต้องการคำพูด
"และในความเงียบนั้น ถ้าคุณนิ่งพอที่จะรับฟัง คุณจะได้ยินบางอย่างที่คุณรู้มาตลอดแต่ไม่เคยยอมฟัง"
บทสรุป: กายภาพที่สร้างความชัดเจนในแบบที่ความงามไม่สร้าง
ในบทที่ 2 นี้ เราได้เห็นว่าการปรากฏตัวของ Ereshkigal นั้นทำงานในระดับที่ต่างจากการปรากฏตัวของตัวละครอื่นในมหากาพย์แห่งความเงียบอย่างสิ้นเชิง
เธอไม่ได้สร้างความกลัวในแบบที่ Marduk สร้าง ไม่ได้สร้างความรักในแบบที่ Inanna สร้าง และไม่ได้สร้างความเคารพในแบบที่ Enlil สร้าง
เธอสร้างความชัดเจน และความชัดเจนนั้นมาในแบบที่เจ็บปวดเพราะมันลบทุกสิ่งที่ผู้คนใช้ในการซ่อนจากตัวเองออกไปชั่วขณะ
นักปรัชญา Friedrich Nietzsche ที่เราพูดถึงในการวิเคราะห์ก่อนหน้าเขียนไว้ว่า "สิ่งที่ไม่ฆ่าฉันทำให้ฉันแข็งแกร่งขึ้น" แต่ในกรณีของ Ereshkigal สิ่งที่เธอสื่อสารนั้นลึกกว่านั้น มันไม่ใช่เรื่องของความแข็งแกร่ง มันคือเรื่องของการเห็นสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็น ไม่ใช่ตามที่เราต้องการให้มันเป็น
และในโลกที่เต็มไปด้วยตัวละครที่สร้างเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองและโลก Ereshkigal คือผู้ที่ยืนอยู่ที่จุดซึ่งเรื่องราวทั้งหมดสิ้นสุดลงและความจริงที่ไม่มีเรื่องราวห่อหุ้มนั้นปรากฏออกมา
ในบทที่ตามมา เราจะเห็นว่าความชัดเจนนั้นนำ Ereshkigal ไปสู่สิ่งใดในการตัดสินใจและการกระทำ และว่าสิ่งที่เธอมองเห็นนั้นทำให้เธอตัดสินใจในแบบที่ตัวละครอื่นไม่สามารถทำได้ หรือไม่กล้าทำ
.
.
โฆษณา