5 ก.ค. เวลา 03:34 • ความคิดเห็น
ความเหงา นั้นเป็นอารมณ์ ที่เกิดขึ้น เปล่าเปลี่ยวใจ อ้างว้าง แม้อยู่ในสถานที่ มีคนมาก มีเพื่อน อยู่ใกล้ มันก็หงอยเหงา ไม่คึกคัก เหมือน น้อยอกน้อยใจ อะไรบางอย่าง มันคล้ายๆ อารมณ์ว้าเหว่ โดดเดี่ยว เหมือนว่า อยู่บ้าน คนเดียว มีญาติพี่น้องมา ทานข้าว สนุกสนาน พอเค้่ากลับกันหมด ก็เกิดความรู้สึก โดเดี๋ยว อยู่ตัวคนเดียว ว่าเหว่ มันเกิดขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง
เรื่องอารมณ์ ทั้งเหงา ว้าเหว่ มันไม่มีตัวตน มันไม่ทำให้ ใครตายได้ . ที่ทำให้ตาย ง่อยเหงามตรอมใจตาย . ก็เพราะ จิตมันอ่อน ไปยึดอารมณ์นั้นเอามา เป็นจิต มันก็เหมือน จิตนั้นป่วย กายมันก็เลย ป่วยไปตามจิต ..จิตป่วย กายก็ป่วยนไปตามจิต ที่ยึดอารมณ์ เหงา หงอนเหงาไปด้วย
ไปดูเรื่องราว ที่ว่า สามีตาย ภรรยาร้องไห้ แทบเป็นแทบตาย จะขาดใจตาย ที่สามีจากไป .เหงา.. ยิ่งร้องมากเท่าไหร่ ..ผ่านไปไม่ถึงสามเดือน เอ้า. มีคนใหม่เข้าเสียแล้ว
คราวนี้ เราไปดู . ดูพระ ที่ท่านปฏิบัติธรรม หรือ ว่า ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติธรรม .จิตมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งของจิต ก็อยู่ตัวคนเดียว อารมณ์เหงา หงอยเหงา มันไม่มา แกล้ง ก็อยู่ได้ .สมมุติ ว่า เราตั้งใจ ปฏิบัติธรรม ทำให้จิตเรามีสติสัมปชัญญะ ขึ้นมา รู้จักอารมณ์ .ได้ มันก็มีเรื่องราว สติของจิต ตื่นขึ้นมาทำงาน ทำหน้าที
.พออารมณ์อะไรมา จิตนั้นเหมือน น้ำใสสงบ พอมีอะไร หล่นลงมา น้ำก็กระเพื่อม ก็รับรู้ได้ ว่า สิ่งที่ล่วงลง มาเป็นอะไร ทำให้ร้อนหนาว หรือว่า เป็นของสกปรก ตกลงมา เรื่องราวของจิตนั่น ที่ว่าเป็นเหมือนน้ำ เมื่อเราทำให้น้ำนั้นใสสะอาดได้ .เราก็จะรักษาน้ำนั้น ไม่ให้สกปรก ตัวเหงา ตัวว้าเหว่ ก็เหมือนโคลน ที่ตกลงมา ในน้ำนั้น . จิตกับอารมณ์ ที่เราจะแนกแยกไม่ออก มันก็ยึดเอาอารมณ์นั่นเป็นจิต เหมือนว่า น้ำนั้นแทรกอยู่ในโคลนตม
โฆษณา