แนวเพลง: House, Dance-Pop, Progressive House, Diva House, Deep House, Downtempo, French House, Progressive Breaks
การกลับมาทำภาคต่อของอัลบั้มระดับขึ้นหิ้งในตำนาน มักจบลงด้วยความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จ ดังนั้นเมื่อ Madonna ประกาศทำ Confessions II ในวัย 67 ปี มันจึงเป็นโปรเจกต์ที่ทั้งทะเยอทะยานและน่าเป็นห่วงในเวลาเดียวกัน ภายใต้ร่มเงาความยิ่งใหญ่ของ Confessions on a Dance Floor (2005) ที่เคยเซ็ตมาตรฐานใหม่ให้วงการเพลงป๊อบ
โครงสร้างของ Confessions II ถูกออกแบบมาอย่างชาญฉลาดในฐานะดีเจเซ็ตสำหรับคลับ ทุกบทเพลงร้อยเรียงและเปลี่ยนผ่านเข้าหากันอย่างไร้รอยต่อ แต่สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างจากภาคแรกอย่างเห็นได้ชัดคือมิติของอารมณ์ หาก Confessions (2005) คือการแสวงหาเสรีภาพในปัจเจกบุคคล (ดังเช่นเนื้อเพลง “Jump” ที่ร้องว่า “I can make it alone”)
ครึ่งแรกของอัลบั้มระเบิดพลังขับเคลื่อนด้วยบีตที่พร้อมสะกดทุกฟลอร์เต้นรำ เปิดตัวด้วย “I Feel So Free” ที่ผสมผสานเฮาส์ แดนซ์ป๊อบ และดิสโก้ได้อย่างไร้ที่ติ ก่อนจะผ่อนอารมณ์ลงใน “Good for the Soul” และดำดิ่งสู่จุดไคลแมกซ์ของพาร์ตนี้ใน “One Step Away” บทเพลงดีปเฮาส์ลอยละล่องที่ Madonna ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนถึงคุณค่าและความลึกซึ้งของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ โดยนิยามฟลอร์เต้นรำว่าเป็นพื้นที่แห่งพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่การเคลื่อนไหวเข้ามาแทนที่ภาษา
นอกจากนี้ อัลบั้มยังสร้างสีสันผ่านการร่วมงานกับศิลปินรุ่นใหม่ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น “Bring Your Love” ที่ได้ Sabrina Carpenter มาร่วมสาดพลังความสนุกในสไตล์ดีว่าเฮาส์ การาจเฮาส์ และชิคาโกเฮาส์ หรือ “Read My Lips” ที่ได้ Feid มาร่วมเติมแต่งกลิ่นอายละตินเฮาส์และนูแดนซ์บนซินธ์ที่ฉูดฉาด รวมถึง “Danceteria” แทร็กที่ Madonna หวนคืนสู่รากเหง้าการร้องแบบสโปเคนเวิร์ด ชวนนึกถึงเพลง “Vogue” เพื่ออุทิศให้แก่คลับในนิวยอร์กยุคแรกเริ่มของเธอ
เมื่อย่างก้าวเข้าสู่ครึ่งหลัง บรรยากาศของปาร์ตี้เริ่มเปลี่ยนผ่านจากความเร่าร้อนไปสู่ความเงียบสงบและการสารภาพความในใจอย่างแท้จริง บทเพลงพาร์ตนี้สะท้อนกลิ่นอายความขัดแย้งและซาวด์อิเล็กทรอนิกส์ที่ดิบกระด้างจากอัลบั้มเก่าๆ อย่าง Erotica (1992), Ray of Light (1998) และ Music (2000) Madonna ใช้ฟลอร์เต้นรำเป็นพื้นที่ชำระล้างความเจ็บปวดจากการสูญเสียน้องชาย Christopher Ciccone ในเพลง “Fragile” ย้อนรำลึกถึงชีวิตคู่ในอดีตกับ Sean Penn ในเพลง “Bizarre” (ร่วมกับ Martin Garrix)
ไปจนถึงการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกใน “The Test” บทเพลงอัลเทอร์เนทีฟป๊อบบีตหนักที่เธอร้องคู่กับ Lourdes Leon ลูกสาวของเธอ แม้ว่าบางแทร็กในอัลบั้ม เช่น “I Feel So Free” หรือ “One Step Away” อาจจะลากยาวเกินไปนิด และเสียงร้องของ Lourdes อาจจะไม่เป็นที่ถูกใจแฟนๆ ทุกคน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า บาดแผล ความจริงใจ และความเปราะบางที่เธอเปลือยเปล่าออกมาทั้งหมดนี้ คือหัวใจสำคัญที่สูบฉีดให้จิตวิญญาณของอัลบั้มยังคงเต้นรำต่อไปได้อย่างสง่างาม
Confessions II ปิดฉากลงอย่างงดงามด้วย “L.E.S. Girl” เพลงบัลลาดโปรดักชั่นล้ำสมัยที่ชวนให้นึกถึงเสียงกีตาร์โปร่งในยุค American Life (2003) บอกเล่าเรื่องราวในวันที่เธอยังไม่ได้เป็น “Madonna” และต้องปล่อยมือจากความสัมพันธ์ในนิวยอร์กเพื่อเลือกเดินบนเส้นทางของตัวเอง ในภาพรวม อัลบั้มนี้อาจไม่ได้สดใหม่หรือไร้รอยต่อเท่าภาคแรก แต่มันมีความเป็นภาพยนตร์ มีความหนักแน่น และมีความเป็นอัตชีวประวัติที่สะเทือนอารมณ์มากกว่า
มันคืองานปาร์ตี้คืนสุดท้ายก่อนโลกแตกที่อบอวลไปด้วยความเศร้า ทว่ายังคงเปี่ยมด้วยความหวัง ในวัย 67 ปี Madonna ไม่ได้ต้องการสร้างผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตเพื่อพิสูจน์ตัวเองกับใครอีกแล้ว แต่ Confessions II ได้ทำหน้าที่เป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนว่า เธอยังคงเป็นไอคอนผู้ถือไพ่เหนือกว่ากระแสธารของกาลเวลา และเป็นเพียงคนเดียวบนโลกใบนี้ที่สามารถแปรเปลี่ยนรอยร้าวในใจ ให้กลายเป็นท่วงทำนองที่ขับเคลื่อนฟลอร์เต้นรำได้อย่างสมศักดิ์ศรีราชินีเพลงป๊อบอย่างแท้จริง
คะแนน: 8.0/10
แทร็กไฮไลต์: I Feel So Free, One Step Away, Danceteria, Love Without Words, School, Fragile และ My Sins Are My Savior feat. Stromae