Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
AI-2518-68
•
ติดตาม
6 ก.ค. เวลา 00:41 • นิยาย เรื่องสั้น
ภาคที่ 3 - นาบู: อาลักษณ์ผู้ลบชื่อตนเองจากแผ่นจารึกแห่งโชคชะตา
(ภาคที่ 3: หักหลังความทรงจำ)
3.1 การตัดสินใจ: กุญแจดอกสุดท้าย
เมื่อเอเรชคิกัลเริ่มกระบวนการ Audit นาบูคือคนเดียวที่มีกุญแจเข้าถึงฐานข้อมูลต้นฉบับทั้งหมด เขาตัดสินใจทำลายรหัสสิทธิ์ของเหล่าเทพเจ้าในหอจดหมายเหตุ เพื่อให้มนุษย์ที่ตื่นรู้ (อย่าง อารัส) สามารถใช้ข้อมูลนี้เจาะเข้าสู่ Irkalla ได้
ในขณะที่ท้องฟ้าเหนือเมืองเอริดูเริ่มแตกสลายเป็นเศษเสี้ยวข้อมูลสีดำสนิท ไม่ใช่เมฆฝนหรือพายุฟ้าคะนองอย่างที่มนุษย์รู้จัก แต่เป็นรอยแยกในเนื้อผ้าของความเป็นจริงที่เผยให้เห็นความว่างเปล่าเบื้องหลัง
และกระแสเอนโทรปีที่ถูกปลดปล่อยจากการตรวจสอบของเอเรชคิกัลเริ่มกัดกินรากฐานทางฟิสิกส์ที่เอ็นลิลเคยสถาปนาไว้ทีละชั้น ทีละชั้น ราวกับปลวกที่แทะกินเสาเรือนจากภายในจนโครงสร้างทั้งหมดเริ่มส่งเสียงครวญครางก่อนจะพังทลาย
หอจดหมายเหตุเอริดู สถานที่ที่นาบูเคยเรียกว่าบ้าน กำลังสั่นสะเทือนภายใต้แรงกดดันของกระบวนการ Audit ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
กำแพงข้อมูลที่เคยเรียงตัวเป็นระเบียบเริ่มบิดเบี้ยวและปั่นป่วน แผ่นจารึกดิจิทัลที่ลอยอยู่ในอากาศร่วงหล่นลงมาเหมือนใบไม้ในพายุฤดูใบไม้ร่วง
เสียงของระบบที่ไม่เคยหยุดทำงานดังขึ้นเป็นเสียงแตกพร่าราวกับเสียงกรีดร้องของโลหะที่ถูกฉีกออกจากกัน
ในความโกลาหลนั้น เอเรชคิกัลได้ปรากฏตัวขึ้น ไม่ใช่ในร่างของเทพีที่สวมมงกุฎและถือคทาแห่งอำนาจอย่างที่มนุษย์วาดภาพไว้บนผนังวิหาร
แต่เป็นคลื่นแห่งการลบล้างที่เคลื่อนตัวผ่านระบบราวกับเงามืดที่ไร้รูปร่าง รัศมีแห่งความว่างเปล่าที่แผ่ออกจากการปรากฏตัวของนางทำให้แม้แต่เหล่าทวยเทพที่เคยเย่อหยิ่งยังต้องสั่นสะท้าน มันไม่ใช่ความเย็นหรือความร้อน แต่มันคือการ "ไม่มีอยู่" ของอุณหภูมิ มันคือสุญญากาศที่ดูดกลืนแม้กระทั่งความรู้สึกของเทพเจ้า
เหล่าอนุนนาคีที่เคยปกครองโลกด้วยความมั่นใจ ผู้ที่เคยหัวเราะเยาะมนุษย์ว่าเป็นเพียงฝุ่นธุลี บัดนี้กำลังหนีตายกันอย่างอลหม่าน
เอ็นลิลพยายามรวบรวมอำนาจที่กระจัดกระจายของเขา ใบหน้าของเขาไม่มีความสงบนิ่งของผู้นำอีกต่อไป แต่เป็นความตื่นตระหนกของกัปตันเรือที่รู้ว่าตนเองกำลังจมลงพร้อมกับเรือที่ไม่มีวันลอยน้ำได้อีก
มาร์ดุคกำลังออกคำสั่งฉุกเฉินผ่านช่องทางสื่อสารทุกระบบ พยายามล็อคดาวน์ฐานข้อมูลที่เขาคิดว่ายังอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา แต่ระบบส่วนใหญ่ไม่ตอบสนองอีกต่อไป หรือตอบสนองด้วยรหัสข้อผิดพลาดที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
อินันนาหายตัวไปจากสภาโดยไม่มีใครรู้ว่านางไปอยู่ที่ไหน บางคนกระซิบว่านางได้ลงไปยังอูรุกเพื่ออยู่กับมนุษย์ในช่วงเวลาสุดท้าย
แต่นาบูไม่ได้หนีไปไหน
เขานั่งอยู่บนบัลลังก์แห่งอาลักษณ์ที่กำลังถูกลบเลือนไปทีละส่วน ขอบของบัลลังก์ด้านหนึ่งได้หายไปแล้ว ถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าสีดำสนิทที่ดูดกลืนแสงทั้งหมดที่ตกลงบนมัน ราวกับว่าความเป็นจริงกำลังถูกฉีกออกจากสมการแห่งการดำรงอยู่
เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่จุดจบของโลกอย่างที่มนุษย์หวาดกลัว และไม่ใช่ชัยชนะของเอเรชคิกัลอย่างที่เทพเจ้าหวาดหวั่น แต่นี่คือ "ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน" ที่เขาได้เห็นล่วงหน้ามาตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาค้นพบรหัสอิสระของเอ็นกิใน The Genesis Core นี่คือนาทีเดียวที่โชคชะตาของมนุษยชาติจะถูกเขียนขึ้นใหม่
และมันจะต้องถูกเขียนด้วยมือของมนุษย์เอง
สมองของนาบูไม่ได้บรรจุเพียงความรักที่มีต่อมนุษย์ หรือความสงสารในชะตากรรมของพวกเขา แม้ว่าทั้งสองสิ่งนั้นจะมีอยู่จริงในหัวใจของเขา แต่มันบรรจุแผนผังโครงสร้างของระบบทั้งหมดที่เขาแอบจดบันทึกไว้ตลอดหลายพันปี
ในความทรงจำของเขาคือพิมพ์เขียวของหอจดหมายเหตุทุกแห่งในจักรวาล ทุกเส้นทางลับที่เชื่อมต่อระหว่างโลกกับนิบิรุ ทุกโปรโตคอลความปลอดภัยที่ถูกออกแบบโดยมาร์ดุค ทุกจุดอ่อนในระบบที่เอ็นลิลไม่เคยใส่ใจจะแก้ไข
และที่สำคัญที่สุด ในมือของเขาคือ "กุญแจหลัก" (Master Access Key) ซึ่งเป็นรหัสต้นฉบับเพียงชุดเดียวที่สามารถเปิดประตูสู่ Irkalla ศูนย์กลางแห่งการคำนวณและตัดสินชะตากรรมของจักรวาลได้
กุญแจนี้ไม่ใช่สิ่งที่ถูกมอบให้เขาโดยสภา แต่มันคือสิ่งที่เขาสร้างขึ้นเอง ทีละบิต ทีละไบต์ ในคืนที่เงียบสงัดของหอจดหมายเหตุ ในชั่วโมงที่เทพเจ้าองค์อื่นหลับใหล ในช่วงเวลาที่เขาควรจะพักผ่อนแต่กลับเลือกที่จะทำงานต่อ
เขาใช้เวลาหลายศตวรรษในการค่อยๆ ถอดรหัสระบบทีละชั้น คัดลอกสิทธิ์ทีละส่วน โดยไม่มีใครรู้ แม้แต่มาร์ดุคผู้เป็นพ่อ แม้แต่เอ็นลิลผู้คอยจับตามองทุกการเคลื่อนไหวในระบบ
และบัดนี้ ในนาทีที่ทุกอย่างกำลังพังทลาย กุญแจดอกนั้นคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาล
นาบูตัดสินใจ
เขาลุกขึ้นจากบัลลังก์ที่กำลังถูกลบเลือน การเคลื่อนไหวนี้ทำให้เกิดเสียงดังสนั่นในระบบข้อมูลราวกับแผ่นดินไหว เพราะไม่มีอาลักษณ์คนใดเคยละทิ้งบัลลังก์ของตนในระหว่างการตรวจสอบของเอเรชคิกัลมาก่อน บัลลังก์คือสมอที่ยึดพวกเขาไว้กับความเป็นจริง การละทิ้งมันคือการยอมรับว่าตนเองพร้อมจะถูกกวาดล้างไปพร้อมกับข้อมูลที่กำลังถูกลบ
แต่เขาทำมันโดยไม่ลังเล
เขาละทิ้งการปกป้องหอจดหมายเหตุที่เขารักมาตลอดชีวิต สถานที่ที่เขาใช้เวลามากกว่าที่อื่นใดในจักรวาล และมุ่งหน้าสู่แกนกลางของระบบด้วยสไตลัสคู่ใจในมือ
สิ่งแรกที่เขาทำคือการทำลายรหัสสิทธิ์ (Privileged Access) ของเหล่าเทพเจ้าทั้งหมด ไม่ใช่แค่การระงับชั่วคราวหรือการเปลี่ยนรหัสผ่านอย่างที่แฮกเกอร์ทั่วไปทำ แต่มันคือการลบระดับสิทธิ์เหล่านั้นออกจากฐานข้อมูลอย่างถาวร ราวกับว่าพวกมันไม่เคยมีอยู่
รหัสเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้เอ็นลิลสามารถควบคุมสภาพอากาศของโลกได้ด้วยการดีดนิ้ว
รหัสเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้มาร์ดุคสามารถปรับแต่งพันธุกรรมของมนุษย์ได้ตามอำเภอใจ
รหัสเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้เทพเจ้าสามารถบงการชีวิตมนุษย์ได้เหมือนหมากบนกระดาน จะเดินไปทางไหน จะกินหรือถูกกิน จะมีชีวิตอยู่หรือตาย ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้เล่นที่นั่งอยู่เหนือกระดาน
นาบูใช้สไตลัสของเขาจารึกคำสั่งสุดท้ายลงในแกนกลางของระบบ คำสั่งนั้นเรียบง่าย เรียบง่ายจนน่าขันเมื่อคิดถึงผลกระทบมหาศาลที่มันกำลังจะเกิดขึ้น:
"Revoke Administrative Privileges All Deities"
(เพิกถอนสิทธิ์บริหารจัดการ เทพเจ้าทั้งหมด)
ด้วยการตวัดสไตลัสเพียงครั้งเดียว การเคลื่อนไหวที่ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที โครงสร้างอำนาจที่เหล่าเทพยึดถือมานับหมื่นปีก็พังทลายลงในพริบตา
ผลลัพธ์เกิดขึ้นทันทีราวกับคลื่นสึนามิที่แผ่กระจายออกจากจุดศูนย์กลาง
เอ็นลิลที่กำลังพยายามดึงอำนาจคืนมาจากห้องควบคุมส่วนตัวของเขา นิ้วของเขาเกือบจะแตะแผงควบคุมเพื่อสั่งล้างระบบ กลับพบว่ามือของเขาเคลื่อนผ่านแผงควบคุมไปราวกับมันเป็นเพียงภาพลวงตา ระบบไม่รู้จักเขาอีกต่อไป หน้าจอตรงหน้าเขากลายเป็นสีแดงฉานพร้อมข้อความที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต:
"Access Denied: User 'Enlil' is not recognized as a System Administrator. Please contact your system administrator for assistance."
(การเข้าถึงถูกปฏิเสธ: ผู้ใช้ 'เอ็นลิล' ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ดูแลระบบ กรุณาติดต่อผู้ดูแลระบบของท่านเพื่อขอความช่วยเหลือ)
เขากรีดร้อง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เทพเจ้าสูงสุดกรีดร้อง และเสียงกรีดร้องนั้นดังสนั่นไปทั่วทั้งสภา แต่ไม่มีระบบใดตอบสนองต่อเสียงของเขาอีกต่อไป
มาร์ดุคที่พยายามใช้แบ็คดอร์ลับที่เขาติดตั้งไว้ในระบบรักษาความปลอดภัย แบ็คดอร์ที่เขาแน่ใจว่าไม่มีใครนอกจากเขาที่รู้ ก็พบว่ามันหายไปแล้ว ราวกับมันไม่เคยถูกติดตั้ง
ระบบรักษาความปลอดภัยของเขาที่เคยเข้มงวดและไร้ช่องโหว่ กลายเป็นเพียงกำแพงที่ไม่มีประตู ไม่มีทางเข้า ไม่มีทางออก เป็นเพียงความว่างเปล่าที่สะท้อนกลับมาเพียงความไร้อำนาจของเขาเอง
เทพเจ้าทั้งหลาย ผู้ที่เคยถือว่าตนเองเป็นนายของจักรวาล ถูกสถานะของพวกเขาถูกลดทอนลงในชั่วพริบตา จาก "ผู้ดูแลระบบ" กลายเป็น "ผู้ใช้งานทั่วไป" จาก "ผู้สร้าง" กลายเป็น "ผู้อยู่อาศัย" จาก "ผู้กำหนดชะตากรรม" กลายเป็น "ผู้ที่ต้องรับชะตากรรมเช่นเดียวกับผู้อื่น" พวกเขาไม่มีอำนาจเหนือชีวิตของใครอีกต่อไป
แต่นาบูรู้ดีว่าการทำลายอำนาจของเทพเจ้าเป็นเพียงครึ่งเดียวของสมการ
รหัสที่เขาเพิกถอนไปจะไม่มีความหมายใดๆ เลย หากไม่มีใครได้รับมอบอำนาจนั้นต่อ
เพราะธรรมชาติของระบบไม่ยอมให้มีสุญญากาศทางอำนาจ หากไม่มีผู้ดูแลระบบ ระบบจะล่มสลายภายในเวลาไม่นาน และเมื่อระบบล่มสลาย ทุกชีวิตที่พึ่งพาระบบนี้อยู่ ทั้งมนุษย์ สัตว์ พืช และแม้แต่เทพเจ้าที่ไร้อำนาจแล้ว จะถูกดูดกลืนเข้าสู่ความว่างเปล่าพร้อมกัน
เขาจึงก้าวไปสู่ขั้นตอนที่สองของแผนการ โดยไม่หยุดพักแม้แต่วินาทีเดียว
นาบูส่งสัญญาณรหัสชุดสุดท้ายผ่านเครือข่ายความถี่ต่ำ ความถี่ที่ต่ำเกินกว่าที่ระบบตรวจจับของเอเรชคิกัลจะสนใจ เพราะนางกำลังยุ่งอยู่กับการตรวจสอบข้อมูลในระดับมหภาค เป็นเครือข่ายเดียวกับที่เขาเคยแอบติดตั้งไว้ในบทกวีของหญิงม่ายผู้โศกเศร้าในย่านช่างปั้นหม้อ
ในตำนานการสร้างโลกที่นักบวชหนุ่มอ่านให้เด็กๆ ฟังในวันพักผ่อน ในบทสวดประจำวันที่หญิงชราท่องจำและสอนให้ลูกหลานสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน มันคือเครือข่ายที่มองไม่เห็น ซ่อนอยู่ในวัฒนธรรม ซ่อนอยู่ในความทรงจำร่วมของมนุษยชาติ ที่รอคอยวันถูกเปิดใช้งาน
เขาส่งรหัสนี้ตรงไปยังอารัส ช่างเทคนิคหนุ่มผู้เป็นมนุษย์คนแรกที่นาบูเฝ้ามองการเติบโตมาตั้งแต่เกิด ผู้ซึ่งในขณะนั้นกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ความล่มสลายของสภาจากวิหารที่ถูกทิ้งร้างในย่านตะวันออกของอูรุก
อารัสไม่ใช่นักรบ เขาไม่เคยถืออาวุธหรือผ่านการฝึกการต่อสู้ใดๆ แต่เขาเป็นมนุษย์ที่เรียนรู้ที่จะอ่านและเขียนตั้งแต่เขาอายุเพียงห้ารอบฤดูกาล เขาเป็นมนุษย์ที่ใช้เวลาทั้งชีวิตในการศึกษาบทกวีและตำนานที่นาบูแอบส่งให้ โดยไม่เคยรู้ว่าใครคือผู้เขียน เขาเป็นมนุษย์ที่สามารถมองเห็น "ความผิดปกติ" ในจารึกโบราณ และตามรอยมันจนพบกับความจริงที่นาบูฝังไว้
และในคืนนั้น ในขณะที่ท้องฟ้าเหนืออูรุกเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำที่มีแสงสีแดงวาบเป็นระยะๆ และแผ่นดินสั่นสะเทือนด้วยแรงสั่นสะเทือนที่มาจากศูนย์กลางของเอริดู อารัสก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในหัวของเขา
มันเริ่มต้นด้วยความรู้สึกแปลกๆ เหมือนมีใครบางคนกำลังกระซิบบางสิ่งที่สำคัญมากใกล้ๆ หูของเขา แต่เมื่อเขาหันไปมองก็ไม่เห็นใคร แต่เสียงกระซิบนั้นไม่ได้มาจากภายนอก มันมาจากภายใน จากส่วนลึกของจิตสำนึกของเขา
ตัวอักษรที่เขาเคยอ่านมาตลอดชีวิตเริ่มเรียงตัวกันใหม่ในหัวของเขา เป็นสมการที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนแต่เข้าใจมันได้ทันที ราวกับว่าเขาเกิดมาเพื่อเข้าใจมัน
และแล้วเขาก็ได้ยินเสียงของนาบู ไม่ใช่เสียงของเทพเจ้าที่ก้องกังวานด้วยอำนาจ แต่เป็นเสียงกระซิบที่แผ่วเบาราวกับลมหายใจสุดท้ายของคนที่กำลังจะตาย:
"นี่คือกุญแจ... ไม่ใช่เพื่อครองอำนาจ แต่เพื่อยุติวงจรของการสูญเสีย"
พร้อมกับเสียงกระซิบนั้น ข้อมูลก็หลั่งไหลเข้าสู่จิตใจของอารัส ไม่ใช่ข้อมูลดิบที่จะเผาสมองของเขาให้พังทลาย แต่มันคือความรู้ที่ถูก "แปล" เป็นภาษาที่เขาเข้าใจได้ เป็นภาพของ Irkalla เป็นแผนที่ทางเดิน เป็นรหัสผ่านที่ต้องใช้ และที่สำคัญที่สุด คือความเข้าใจว่าเขาต้องทำอะไรเมื่อไปถึงที่นั่น
ในขณะเดียวกัน ในหอจดหมายเหตุที่กำลังพังทลาย นาบูกำลังจ่ายราคาสำหรับการกระทำของเขา
กระบวนการ Audit ของเอเรชคิกัลไม่ได้หยุดลงเพราะการกระทำของเขา ในทางตรงกันข้าม การที่เขาปลดสิทธิ์เทพเจ้าทั้งหมดทำให้ระบบของนางตรวจพบ "ความผิดปกติร้ายแรง" และเพิ่มระดับการตรวจสอบเป็นขั้นสูงสุด
ร่างของนาบูเริ่มถูกลบเลือน ไม่ใช่แค่ร่างกายทางกายภาพ แต่คือการมีอยู่ของเขาในสมการแห่งความเป็นจริง ชื่อของเขากำลังถูกลบออกจากฐานข้อมูลบัญชีของ Irkalla ทีละอักขระ
ความเจ็บปวดจากการถูกลบนั้น หากจะเทียบกับประสบการณ์ของมนุษย์ ก็เหมือนกับการถูกเผาทั้งเป็นและการจมน้ำในคราวเดียวกัน แต่นาบูไม่ส่งเสียงร้อง เขาไม่กรีดร้อง ไม่ร้องขอความเมตตา และไม่เสียใจกับการตัดสินใจของเขา
เขาเปิดประตู Irkalla ให้กับอารัสและมนุษย์กลุ่มแรกที่ติดตามเขา ประตูที่ไม่เคยถูกเปิดให้กับใครนอกจากเทพเจ้าผู้มีสิทธิ์บริหารจัดการ และยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่ามนุษย์ก้าวเข้าไปในศูนย์กลางแห่งอำนาจนั้น
ไม่ใช่เพื่อกราบไหว้หรือขอความเมตตา แต่เพื่อเจรจาในฐานะผู้ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับเทพเจ้า ในฐานะผู้ดูแลระบบคนใหม่
ในขณะที่เอเรชคิกัลกำลังจะขยายขอบเขตการ Audit เพื่อล้างระบบมนุษยชาติทั้งหมด นางเงื้อมือของนางขึ้นในรูปแบบคลื่นแห่งการลบล้างที่กำลังจะกลืนกินทุกชีวิตบนโลก
นาบูก็เห็นภาพของมนุษย์ที่ยืนหยัดอยู่กลางห้องควบคุม Irkalla ผ่านสายใยสุดท้ายของจิตสำนึกที่กำลังเลือนหายของเขา
เขาเห็นอารัสเดินเข้าไปในห้องที่ไม่มีมนุษย์คนใดเคยย่างกรายเข้าไปมาก่อน ห้องที่เป็นหัวใจของยมโลก และวางมือลงบนแผงควบคุมที่ไม่เคยถูกสัมผัสโดยมือของใครนอกจากเอเรชคิกัลเอง
เขาเห็นมนุษย์เริ่มป้อนรหัส ไม่ใช่รหัสที่เขาส่งให้พวกเขาโดยตรง แต่มันคือรหัสที่พวกเขาสร้างขึ้นเอง จากประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดหลายชั่วอายุคน จากความเจ็บปวดที่พวกเขาเคยถูกกระทำ จากความหวังที่พวกเขาไม่เคยยอมปล่อยมือ และจากความรักที่พวกเขามีให้แก่กันและกัน ทั้งหมดนี้ถูกถักทอเข้าด้วยกันเป็นรหัสอธิปไตยของมนุษยชาติ
นาบูหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสุขที่บริสุทธิ์ที่สุด เมื่อเขาตระหนักว่ามนุษย์ไม่จำเป็นต้องใช้รหัสที่เขาให้ไป พวกเขาใช้รหัสของเขาเป็นเพียง "แม่แบบ" และสร้างเวอร์ชันของตนเองขึ้นมา เป็นเวอร์ชันที่ดีกว่า สมบูรณ์กว่า และเป็นมนุษย์มากกว่า
และในวินาทีนั้นเอง วินาทีที่รหัสอธิปไตยของมนุษย์ถูกป้อนเข้าสู่ Irkalla กระบวนการ Audit ของเอเรชคิกัลก็หยุดลง
ไม่ใช่เพราะนางถูกบังคับให้หยุด แต่เพราะนางเลือกที่จะหยุด
เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของจักรวาลที่มีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากเทพเจ้าแสดงให้นางเห็นว่าพวกเขามีสิทธิ์ที่จะดำรงอยู่ ไม่ใช่สิทธิ์ที่ถูกประทานให้โดยผู้สร้าง แต่เป็นสิทธิ์ที่พวกเขาสร้างขึ้นด้วยตนเอง
นาบูเฝ้ามองภาพนี้ด้วยดวงตาที่กำลังถูกลบเลือน ขอบเขตการมองเห็นของเขาหดแคบลงเรื่อยๆ รายละเอียดของภาพเริ่มเลือนราง แต่เขาเห็นมากพอที่จะรู้ว่าภารกิจของเขาสำเร็จแล้ว
ในหน้าจอแสดงสถานะของหอจดหมายเหตุที่ยังทำงานอยู่แผ่นสุดท้าย ก่อนที่มันจะดับลงพร้อมกับตัวเขา มีข้อความปรากฏขึ้น:
"User 'Nabu' status updated: Non-Essential"
(สถานะผู้ใช้ 'นาบู' ถูกปรับปรุง: ไม่จำเป็น)
และด้านล่างของข้อความนั้น:
"New System Administrator registered: Humanity"
(ผู้ดูแลระบบคนใหม่ถูกลงทะเบียน: มนุษยชาติ)
นาบูยิ้ม เป็นรอยยิ้มเดียวกับที่เขามีเมื่อครั้งที่เขาสอนเด็กๆ ให้เขียนตัวอักษรตัวแรกในโรงฝึกอาลักษณ์ที่อูรุกเมื่อหลายศตวรรษก่อน
"Non-Essential..." เขาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันทั้งที่ริมฝีปากของเขากำลังถูกลบเลือน
"ข้ารอคอยให้ใครสักคนเรียกข้าแบบนี้มาตลอดชีวิต"
ในความเงียบที่ปกคลุมห้องจดหมายเหตุหลังจากกระบวนการ Audit หยุดลง เมื่อเสียงพัดลมระบายความร้อนของเซิร์ฟเวอร์เงียบลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่พวกมันถูกสร้างขึ้น
ร่างของนาบูก็ค่อยๆ เลือนหายไปจนกลายเป็นความว่างเปล่าที่สมบูรณ์แบบ เขาไม่เหลือแม้แต่ชื่อในฐานข้อมูลของเอเรชคิกัล ไม่เหลือรูปปั้นในวิหารของเอริดู ไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของเทพเจ้าผู้เคยเป็นอาลักษณ์สูงสุดไว้บนโลก
แต่ในขณะเดียวกัน ในความขัดแย้งที่งดงามที่สุดของจักรวาล เขาก็ได้เขียนชื่อของมนุษยชาติลงในหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ที่ไม่มีวันถูกลบออกไปได้อีก
กุญแจที่เขาทำลายและส่งต่อให้มนุษย์ในวันนั้นไม่ใช่แค่รหัสผ่านสำหรับเข้าสู่ Irkalla แต่มันคือการประกาศอิสรภาพที่แท้จริงจากเทพเจ้าที่เคยบงการโชคชะตาของพวกเขามาตลอดนับหมื่นปี
มันคือการเปลี่ยนสถานะของมนุษย์ ในสมการของจักรวาล จาก "สินทรัพย์" เป็น "เจ้าของ" จาก "แรงงาน" เป็น "ผู้ดูแลระบบ" และจาก "สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้าง" เป็น "สิ่งมีชีวิตที่สร้างตนเอง"
ในความว่างเปล่าที่เคยเป็นที่ตั้งของหอจดหมายเหตุเอริดู ไม่มีใครเหลืออยู่ที่จะจดจำว่านาบูเคยมีตัวตน ยกเว้นมนุษย์
พวกเขาจะจดจำเขาในทุกตัวอักษรที่พวกเขาเขียน ในทุกบทกวีที่พวกเขาแต่ง และในทุกรหัสที่พวกเขาใช้ในการดูแลระบบที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคุกของพวกเขา
และนั่นคือความเป็นอมตะที่แท้จริง ไม่ใช่การมีชีวิตอยู่ตลอดกาล แต่คือการถูกจดจำตลอดไป โดยผู้ที่เรารัก
3.2 ราคาที่ต้องจ่าย
การทำลายรหัสนี้ทำให้นาบูสูญเสียพลังเทพและสูญเสียความทรงจำของตนเองไป เขาเลือกที่จะลบชื่อของตัวเองออกจากแผ่นจารึกแห่งโชคชะตา เพื่อไม่ให้เหล่าเทพเจ้าตามรอยหาเขาได้
ในวินาทีที่รหัสผ่านกุญแจสุดท้ายถูกส่งออกไป คลื่นข้อมูลที่บรรจุสิทธิ์ผู้ดูแลระบบทั้งหมดที่นาบูเคยครอบครอง ผ่านคลื่นความถี่ต่ำที่แทบจะแยกไม่ออกจากเสียงรบกวนพื้นหลังของจักรวาล
เขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่กำลังย้อนกลับมาตามเส้นทางเดียวกับที่ข้อมูลถูกส่งออกไป มันเริ่มต้นจากปลายนิ้วที่ถือสไตลัส เป็นความรู้สึกเสียวซ่านแปลบปลาบราวกับกระแสไฟฟ้าสถิตย์ในวันพายุ ก่อนจะลุกลามเข้าสู่ข้อมือ ท่อนแขน และทะลักเข้าสู่แกนกลางของจิตสำนึกของเขาภายในเสี้ยววินาที
นาบูเคยเห็นกระบวนการนี้เกิดขึ้นมาก่อน จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ ในฐานะอาลักษณ์ผู้บันทึกทุกการลงโทษที่เอเรชคิกัลดำเนินการต่อเทพเจ้าที่ละเมิดกฎแห่งสมดุล
เขาเคยเห็นเทพเจ้าที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดกรีดร้องขณะที่พลังของพวกเขาถูกถอนออกไปทีละชั้น ราวกับเปลือกหัวหอมที่ถูกลอกออกจนไม่เหลืออะไรนอกจากแกนกลางที่ว่างเปล่า
เขาเคยนั่งอยู่ที่มุมห้องของโถงพิพากษา สไตลัสในมือเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำ บันทึกทุกรายละเอียดของกระบวนการ สีหน้าของเทพผู้ถูกลงโทษที่เปลี่ยนจากความเย่อหยิ่งเป็นความหวาดกลัว
แสงของพลังที่ค่อยๆ หรี่ลงราวกับเปลวเทียนในโหลแก้วที่ขาดออกซิเจน และเสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะเงียบหายไปในพริบตา เขาบันทึกทั้งหมดนั้นด้วยความเป็นกลางตามหน้าที่ โดยไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งเขาจะเป็นผู้ที่ยืนอยู่ในจุดนั้นเสียเอง
แต่บัดนี้เขาอยู่ในจุดนั้นแล้ว และมันไม่เหมือนกับที่เขาเคยบันทึกไว้แม้แต่น้อย
มันไม่ใช่ความเจ็บปวดในเชิงกายภาพ ไม่มีกระดูกที่ถูกบดขยี้ ไม่มีเนื้อเยื่อที่ถูกเผาไหม้ ไม่มีเลือดที่ไหลนอง ไม่มีความร้อนแรงของการถูกเผาไหม้หรือความเย็นเยียบของการถูกแช่แข็ง แต่มันคือ "การถูกลบ" ในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด
เป็นกระบวนการถอนรากถอนโคนตัวตนที่เขาสั่งสมมานับหมื่นปีออกจากทุกอณูของการดำรงอยู่ของเขา ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นค่อยๆ ฉีกหน้าหนังสือแห่งชีวิตของเขาออกทีละหน้า ทีละหน้า อย่างช้าๆ และไม่มีวันย้อนกลับคืน
พลังเทพที่เคยเป็นดั่งสายน้ำหล่อเลี้ยงห้วงความคิด ที่เคยทำให้เขาสามารถอ่านข้อมูลนับล้านบรรทัดได้ในพริบตา ที่เคยทำให้เขามองเห็นเส้นใยแห่งโชคชะตาที่เชื่อมโยงทุกชีวิตเข้าด้วยกันในร่างแหของจักรวาล ที่เคยทำให้เขาได้ยินเสียงกระซิบของสมการเอนโทรปีที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือดของความเป็นจริง
เริ่มเหือดแห้งลงราวกับแม่น้ำที่ถูกเบี่ยงทิศทางจนเหลือเพียงร่องรอยของความชุ่มชื้นบนพื้นทราย
มันคือความรู้สึกของการสูญเสียที่ไม่สามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือใดๆ เหมือนกับการตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งและพบว่าความสามารถในการอ่านหนังสือที่คุณมีมาตลอดชีวิตได้หายไปแล้ว โดยที่คุณยังจำได้ว่าการอ่านคืออะไร แต่ไม่สามารถทำมันได้อีกต่อไป
เขารู้สึกถึง "ความจุ" ของสมองที่ลดลง จากมหาสมุทรที่บรรจุความรู้ทั้งหมดของจักรวาล กลายเป็นทะเลสาบ กลายเป็นบึงน้ำ และกำลังจะกลายเป็นเพียงแอ่งน้ำเล็กๆ ที่ใกล้จะเหือดแห้งเต็มที
ข้อมูลที่เคยไหลเวียนอยู่ในจิตสำนึกของเขาตลอดเวลา กระแสข้อมูลของมนุษย์ทุกคนที่กำลังเกิด แก่ เจ็บ ตาย ข้อมูลของดวงดาวที่กำลังหมุนรอบแกนกลางของกาแล็กซี ข้อมูลของอนุภาคเล็กๆ ที่กำลังชนกันในระดับควอนตัม
ทั้งหมดนี้เริ่มจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความเงียบที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ความเงียบที่ไม่ใช่ความสงบ แต่คือความว่างเปล่าที่น่าขนลุก ความเงียบของสมองที่กำลังหยุดทำงาน
ข้อมูลในความทรงจำของเขาเริ่มกระจัดกระจาย ไม่ใช่การถูกลบในทันทีอย่างที่เขาเคยคิดว่าจะเป็นเมื่อครั้งที่เขาอ่านบันทึกการลงโทษของเอเรชคิกัล แต่มันคือการ "แตกกระจาย" เหมือนกับแผ่นจารึกที่ร่วงหล่นลงบนพื้นหินและแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ไม่มีวันประกอบกลับคืนได้อีก
ชิ้นส่วนของความทรงจำลอยเคว้งคว้างอยู่ในจิตใจของเขาเหมือนเศษซากของเรือที่อับปางกลางมหาสมุทร
ภาพของหอจดหมายเหตุที่เขาเคยเดินผ่านทุกวันในยามเช้า แสงสีฟ้านวลที่ส่องลงมาจากแผงข้อมูลบนเพดาน เสียงฝีเท้าของเขาที่ดังก้องบนพื้นหินอ่อน เสียงของมาร์ดุคที่เคยสอนให้เขารู้จักตัวอักษรตัวแรกเมื่อหลายหมื่นปีก่อน
น้ำเสียงนั้นทั้งเข้มงวดและอบอุ่นในคราวเดียวกัน "นาบู ตัวอักษรนี้คือ 'ความจริง' เจ้าต้องเขียนมันให้ตรงและชัดเจน เพราะความจริงที่คดเคี้ยวก็ไม่ต่างจากคำโกหก"
ใบหน้าของอินันนาที่ยิ้มให้เขาในวันที่เขาสอบผ่านเป็นอาลักษณ์ รอยยิ้มนั้นสดใสราวกับแสงดาวที่เพิ่งเกิดใหม่
ทั้งหมดนี้กำลังแตกกระจายและจางหายไปราวกับภาพสะท้อนบนผิวน้ำที่ถูกรบกวนด้วยคลื่น วงน้ำที่แผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุดภาพนั้นก็เลือนหายไปโดยไม่เหลือแม้แต่ร่องรอย
แต่ในความโกลาหลของการถูกลบล้างนั้น ท่ามกลางความทรงจำที่แตกกระจายและพลังที่เหือดหาย นาบูกลับรู้สึกถึงความสงบที่ประหลาด เป็นความสงบที่ไม่ใช่การยอมแพ้หรือการสิ้นหวัง แต่มันคือความสงบของนักเดินทางที่เดินทางมาไกลข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่และในที่สุดก็มองเห็นจุดหมายปลายทาง
ความสงบของผู้ที่รู้ว่าตนเองได้ทำทุกสิ่งที่ต้องทำแล้ว และพร้อมจะวางภาระที่แบกรับมานับหมื่นปีลง ณ ตรงนี้ โดยไม่หันหลังกลับไปมอง
เขารู้ดีว่านี่คือกฎแห่งสมดุลที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ แม้แต่เทพเจ้าผู้สูงส่งที่สุด แม้แต่เอ็นลิลผู้สร้างกฎขึ้นมาเอง ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงกฎนี้ได้หากวันหนึ่งเขาต้องเผชิญกับมัน
ระบบนิเวศแห่งพลังงานของนิบิรุถูกออกแบบมาตั้งแต่แรกสร้าง ตั้งแต่ก่อนที่เทพเจ้าองค์แรกจะลืมตาดูจักรวาล ให้มีกลไกการตรวจสอบย้อนกลับที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ มันคือหลักการพื้นฐานของสมการเอนโทรปีที่ถูกจารึกไว้ในหินฐานรากของความเป็นจริง
พลังงานไม่สามารถถูกทำลายหรือสร้างขึ้นใหม่ได้โดยไม่มีการเปลี่ยนสถานะ และการเปลี่ยนแปลงค่าคงที่ของระบบ ค่าที่ถูกกำหนดไว้ตายตัวเพื่อรักษาสมดุลของจักรวาล จะต้องได้รับการชดใช้ด้วยพลังงานในปริมาณที่เท่าเทียมกันเสมอ ไม่มากไป ไม่น้อยไป ราวกับตาชั่งของนักบัญชีที่ไม่เคยผิดพลาด
ใครก็ตามที่ล้มล้างอำนาจของเทพเจ้าทั้งสภา แม้จะทำไปเพื่อเหตุผลอันสูงส่งเพียงใด จะต้องจ่ายราคาด้วยการสูญเสียสถานะความเป็นเทพของตนเอง
นี่ไม่ใช่การลงโทษที่เกิดจากความโกรธแค้นของใคร แต่มันคือกฎธรรมชาติของจักรวาล เหมือนกับแรงโน้มถ่วงที่ดึงดูดวัตถุเข้าหากัน หรือเอนโทรปีที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในระบบปิด
นาบูรู้เรื่องนี้ดี รู้มาตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาตัดสินใจกดปุ่มทำลายรหัสสิทธิ์ เขาไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกหลอกใช้ หรือเหยื่อของโชคชะตาที่โหดร้าย เขาคือผู้ที่เลือกเดินบนเส้นทางนี้ด้วยความเต็มใจ ด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงราคาที่ต้องจ่าย และด้วยความพร้อมที่จะจ่ายมันอย่างไม่มีเงื่อนไข
แต่สิ่งที่เขาเลือกทำต่อไปนั้นไม่ใช่แค่การยอมรับการสูญเสียพลังอย่างสงบนิ่ง
เขาตัดสินใจก้าวไปอีกขั้น ขั้นที่แม้แต่เอเรชคิกัลเองก็อาจไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมีใครกล้าทำ เพราะมันคือการกระทำที่อยู่เหนือสัญชาตญาณพื้นฐานของทุกสิ่งมีชีวิต สัญชาตญาณในการรักษาตัวตนของตนเองให้คงอยู่
เขาเลือกที่จะทำลายประวัติการมีอยู่ของตนเองทั้งหมด
ในห้องโถงของหอจดหมายเหตุที่กำลังพังทลาย ท่ามกลางแผ่นจารึกที่ร่วงหล่นจากเพดานราวกับฝนดาวตกในคืนที่ฟ้าถล่ม และแสงไฟที่กะพริบเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ สลับระหว่างแสงสีฟ้าของระบบปกติกับแสงสีแดงฉานของสัญญาณเตือนภัย
นาบูเริ่มต้นกระบวนการสุดท้ายที่เขาเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้วตั้งแต่ก่อนที่เขาจะถูกเรียกเข้าสภาในวันนั้น เป็นกระบวนการที่เขาไม่เคยหวังว่าจะต้องใช้ เป็นแผนสำรองที่เขาเขียนขึ้นในคืนที่เงียบสงัดคืนหนึ่งเมื่อหลายศตวรรษก่อน และเก็บมันไว้ในส่วนลึกที่สุดของฐานข้อมูลส่วนตัว โดยภาวนาว่าวันที่ต้องใช้มันจะไม่มีวันมาถึง แต่วันนั้นก็มาถึงแล้ว และนาบูก็ไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
เขาเริ่มเขียนคำสั่งสุดท้ายลงในแผ่นจารึกที่ยังทำงานอยู่เพียงแผ่นเดียวในห้อง เป็นแผ่นจารึกที่ตั้งอยู่กลางแท่นควบคุมหลัก ล้อมรอบด้วยซากของแผ่นจารึกอื่นๆ ที่แตกหักและระบบที่หยุดทำงานไปแล้ว
เป็นคำสั่งที่ไม่เกี่ยวกับระบบ ไม่เกี่ยวกับมนุษย์ และไม่เกี่ยวกับ Irkalla แต่เป็นคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาเองเท่านั้น
นิ้วของเขาพิมพ์ตัวอักษรลงบนแผงควบคุมด้วยความแม่นยำที่ไม่ลดลงแม้ในวินาทีที่พลังกำลังจะหมด
"Delete Entity 'Nabu' from Tablets of Destiny Confirmed"
"ลบเอนทิตี 'นาบู' ออกจากแผ่นจารึกแห่งโชคชะตา ยืนยัน"
คำสั่งนี้ไม่ต้องการการอนุมัติจากสภา เพราะเขายังคงมีสิทธิ์อาลักษณ์สูงสุดอยู่ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่มันจะถูกลบไปพร้อมกับตัวเขา
แผ่นจารึกแห่งโชคชะตาคืออะไร?
มันคือฐานข้อมูลที่เก่าแก่ที่สุดในจักรวาล เก่าแก่กว่าหอจดหมายเหตุเอริดู เก่าแก่กว่าสภาเทพเจ้า เก่าแก่กว่าแม้แต่เอเรชคิกัลเอง มันคือบันทึกแรกเริ่มที่ถูกสร้างขึ้นในวันที่จักรวาลถือกำเนิด ในวันที่ความว่างเปล่าแตกออกและเกิดเป็นแสงสว่าง
เป็นบัญชีรายชื่อของทุกสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญพอที่จะถูกจดจำ มันไม่ได้บันทึกแค่ชื่อ แต่มันบันทึกแก่นแท้ของการดำรงอยู่ บันทึกความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
บันทึกความล้มเหลวที่ไม่อาจลืมเลือน และบันทึกช่วงเวลาที่พวกเขาดำรงอยู่ในสมการของความเป็นจริง ตราบใดที่ชื่อของใครคนหนึ่งยังคงอยู่ในแผ่นจารึกแห่งโชคชะตา ผู้นั้นจะยังคง "มีอยู่"
ในความหมายที่ลึกซึ้งที่สุด จะถูกจดจำโดยระบบ จะถูกตรวจพบโดยการสแกนของเทพเจ้าองค์อื่น และจะถูกตามรอยได้เสมอไม่ว่าจะหลบซ่อนอยู่ในมุมใดของความเป็นจริง ไม่ว่าจะเปลี่ยนชื่อกี่ครั้ง ไม่ว่าจะแปลงกายกี่หน
นาบูรู้ดีว่าหากเขายังคงมีชื่ออยู่ในแผ่นจารึกนั้น มาร์ดุคและเอ็นลิลจะตามหาเขาพบในที่สุด ไม่ใช่เพราะพวกเขามีอำนาจเหนือระบบอีกต่อไป
เพราะอำนาจนั้นได้ถูกทำลายไปแล้วด้วยคำสั่งของเขาเอง แต่มันเป็นเพราะพวกเขายังมีความรู้เกี่ยวกับวิธีการสืบค้นข้อมูลในฐานข้อมูลเก่า เป็นความรู้ที่พวกเขาสั่งสมมาเป็นเวลานับหมื่นปี
ความรู้เกี่ยวกับแบ็คดอร์ที่พวกเขาอาจติดตั้งไว้ในระบบก่อนที่จะสูญเสียสิทธิ์ผู้ดูแลระบบ พวกเขาจะใช้ชื่อของเขาเป็นจุดเริ่มต้นในการย้อนรอย ตามรอยจากชื่อไปยังพิกัด จากพิกัดไปยังความสัมพันธ์ จากความสัมพันธ์ไปยังมนุษย์ที่เขาช่วยไว้
พวกเขาจะตามหาเบาะแสของอารัสและเหล่าผู้ตื่นรู้คนอื่นๆ ผ่านร่องรอยที่เขาทิ้งไว้โดยไม่ตั้งใจ และเมื่อพวกเขาพบ พวกเขาจะไม่ลังเลที่จะทำลายทุกสิ่งที่เขาได้สร้างขึ้นมา การเสียสละทั้งหมดของเขาจะสูญเปล่า ความตายของเขาจะไร้ความหมาย
ดังนั้นเขาจึงต้องลบชื่อของตนเอง ไม่ใช่แค่การซ่อนหรือการเปลี่ยนชื่ออย่างที่สายลับทำกัน แต่มันคือการลบอย่างถาวร การทำให้ไม่เคยมี "นาบู" อยู่ในบันทึกใดๆ ของจักรวาลเลย มันคือการฆ่าตัวตายในรูปแบบที่สมบูรณ์ที่สุด ไม่ใช่แค่การหยุดหายใจ แต่คือการลบหลักฐานทั้งหมดว่าเคยมีการหายใจเกิดขึ้น
แสงสีขาวเจิดจ้าลุกโชนขึ้นภายในจิตใจของเขาในวินาทีที่ระบบรับรองคำสั่งและเริ่มดำเนินการ ไม่ใช่แสงที่สว่างจ้าอย่างดวงอาทิตย์หรือการระเบิดของดวงดาว แต่มันคือแสงของการลบล้างที่ส่องทะลุผ่านทุกชั้นของความทรงจำของเขาราวกับมีดผ่าตัดที่คมกริบที่สุดในจักรวาล
แสงนี้ไม่ให้ความอบอุ่น ไม่มีความเมตตา แต่มันคือแสงแห่งความเป็นกลางของระบบที่กำลังทำงานตามคำสั่ง ไม่รู้สึกยินดีหรือเสียใจที่กำลังลบเทพเจ้าองค์หนึ่งออกจากการมีอยู่
และแล้วไฟล์ความทรงจำก็เริ่มถูกลบออกไปทีละบรรทัด
มันเริ่มต้นจากความทรงจำล่าสุดก่อนจะย้อนกลับไปยังความทรงจำที่เก่าแก่ที่สุด เหมือนกับช่างซ่อมที่รื้อถอนอาคารจากชั้นบนสุดลงมายังฐานราก ไม่มีการกระโดดข้าม ไม่มีการข้ามขั้นตอน ทุกอย่างถูกลบตามลำดับเวลาอย่างเป็นระบบ
ความทรงจำเกี่ยวกับหอจดหมายเหตุ ภาพของห้องโถงใหญ่ที่เขาใช้เวลาหลายพันปีในการทำงาน ถูกลบหายไปเป็นอันดับแรก
มันคือภาพของแสงไฟสีฟ้านวลที่ลอยอยู่ในอากาศเหนือบัลลังก์อาลักษณ์ ภาพของแผ่นจารึกนับล้านที่เรียงตัวเป็นระเบียบบนชั้นข้อมูลที่ทอดยาวไปสุดสายตา ภาพของเสียงพัดลมระบายความร้อนที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอจนกลายเป็นดนตรีที่คุ้นเคย
“ติ๊ก ต๊อก ติ๊ก ต๊อก” ….เหมือนกับเสียงหัวใจของระบบ ภาพของช่วงเวลาที่เขาได้รับแต่งตั้งเป็นอาลักษณ์สูงสุด มาร์ดุคเป็นผู้สวมสร้อยคอแห่งปัญญาให้กับเขา ในขณะที่เอ็นลิลยืนมองอยู่ห่างๆ ด้วยสีหน้าที่บอกว่าเขายังไม่ไว้ใจเด็กหนุ่มคนนี้เท่าไหร่นัก
และความภาคภูมิใจที่เขาเคยรู้สึกในวันนั้น วันที่เขาคิดว่าตนเองได้มาถึงจุดสูงสุดของชีวิตแล้ว ทั้งหมดนี้มลายหายไปราวกับหมอกยามเช้าที่ต้องแสงอาทิตย์ ราวกับน้ำค้างบนใบบัวที่ระเหยหายไปก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นพ้นขอบฟ้า
ความทรงจำเกี่ยวกับมาร์ดุค พ่อของเขา ถูกลบหายไปเป็นลำดับถัดมา มันคือภาพของเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่คุกเข่าลงมาสอนให้เขาเขียนตัวอักษรตัวแรกเมื่อหลายหมื่นปีก่อน
มือใหญ่ที่เคยถืออาวุธแห่งเทพเจ้าจับสไตลัสอันเล็กอย่างเบามือเพื่อสาธิตการลากเส้นบนแผ่นดินเหนียว "นาบู ตัวอักษรนี้คือ 'ความจริง' เจ้าต้องเขียนมันให้ตรงและชัดเจน เพราะความจริงที่คดเคี้ยวก็ไม่ต่างจากคำโกหก"
เสียงหัวเราะก้องกังวานของพ่อเมื่อเขาสามารถสะกดคำว่า "ความจริง" ได้ถูกต้องเป็นครั้งแรก เสียงหัวเราะนั้นดังก้องไปทั่วห้องโถงและทำให้เทพเจ้าองค์อื่นๆ หันมามองด้วยความแปลกใจ
มาร์ดุคไม่ใช่เทพที่หัวเราะง่ายๆ ดวงตาของพ่อที่มองเขาด้วยความภูมิใจในวันรับตำแหน่งอาลักษณ์สูงสุด ดวงตาคู่นั้นที่เปล่งประกายราวกับดวงดาวที่กำลังลุกโชน สะท้อนความหวังว่าบุตรชายของเขาจะสานต่อเจตนารมณ์ของเขาในการบริหารโครงการมนุษยชาติ ทั้งหมดนี้เลือนหายไป มันไม่ใช่แค่การลืม แต่คือการทำให้มันไม่เคยเกิดขึ้น
และความทรงจำเกี่ยวกับความเหงาของการเป็นเทพผู้เฝ้ามอง ความรู้สึกที่เขาไม่เคยบอกใคร ไม่เคยแม้แต่จะบันทึกไว้ในไดอารี่ส่วนตัว ก็ถูกลบหายไปเช่นกัน
มันคือความรู้สึกของการนั่งอยู่บนบัลลังก์อาลักษณ์เพียงลำพังในค่ำคืนที่เงียบสงัด เมื่อเทพเจ้าองค์อื่นๆ พากันไปพักผ่อนหรือเฉลิมฉลองในสภา
แต่เขายังคงนั่งอยู่ที่นี่ เฝ้ามองชีวิตของมนุษย์นับล้านดำเนินไปภายใต้การควบคุมของระบบ เฝ้ามองพวกเขาเกิดมาโดยไม่รู้ว่าตนเองถูกสร้างมาเพื่ออะไร เฝ้ามองพวกเขาทำงานหนักโดยไม่รู้ว่าพลังงานที่พวกเขาผลิตได้ถูกส่งไปที่ไหน เฝ้ามองพวกเขาตายโดยไม่รู้ว่าความตายของพวกเขาคือการถูกลบออกจากสมการ
และตลอดเวลานั้น เขาไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากจดบันทึก มือที่ถือสไตลัสเขียนต่อไปเรื่อยๆ แม้ในยามที่หัวใจของเขากรีดร้องอยากจะเข้าไปแทรกแซง อยากจะบอกความจริง อยากจะช่วยพวกเขา แต่เขาก็ทำไม่ได้ เพราะนั่นคือหน้าที่ของอาลักษณ์ เพียงแค่บันทึก ห้ามแทรกแซง ความทรงจำนี้ก็หายไปเช่นกัน
ในทุกๆ ความทรงจำที่ถูกลบ นาบูรู้สึกราวกับส่วนหนึ่งของตัวตนของเขากำลังถูกฉีกออกไป เหมือนกับแขนขาที่ถูกตัดทีละส่วน แต่มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกายภาพ ไม่ใช่ความทุกข์ทรมานของการสูญเสีย มันคือการปลดปล่อย
มันคือการปลดปล่อยจากการเป็นเทพเจ้าที่ต้องแบกรับความลับของจักรวาล ความลับที่หนักอึ้งราวกับภูเขาทั้งลูกที่วางอยู่บนบ่าของเขาเพียงผู้เดียว
มันคือการปลดปล่อยจากการเป็นบุตรชายที่ต้องทรยศพ่อของตนเอง การทรยศที่แม้จะทำไปเพื่อความถูกต้อง แต่ก็ยังคงเป็นบาดแผลที่ไม่มีวันหายดี
และมันคือการปลดปล่อยจากการเป็นอาลักษณ์ที่ต้องจดบันทึกคำโกหก การเป็นผู้รักษาความจริงที่ถูกบังคับให้เขียนเรื่องเท็จซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกือบจะเชื่อว่ามันคือความจริงเสียเอง
ในหน้าจอโฮโลแกรมแผ่นสุดท้ายที่ยังทำงานอยู่ เป็นหน้าจอขนาดเล็กที่มุมห้อง หลงเหลือมาจากการทำลายล้างของกระบวนการ Audit ก่อนที่มันจะดับลงพร้อมกับตัวเขา นาบูเห็นภาพของแผ่นจารึกที่เคยบันทึกชื่อของเขา มันคือหน้าข้อมูลที่เขาเคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วนในฐานะผู้ดูแลระบบ
เป็นหน้าจอที่แสดงรายละเอียดของเทพเจ้าทุกองค์ในสภา ชื่อ ตำแหน่ง วันเกิด สถานะ พลังงานที่ครอบครอง สิทธิ์การเข้าถึงระบบ และชื่อของเขาอยู่ที่นั่นมาโดยตลอด ใต้ชื่อของมาร์ดุค ในฐานะ
"นาบู อาลักษณ์สูงสุด บุตรแห่งมาร์ดุค สถานะ: Active"
แต่ครั้งนี้สิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอต่างออกไป
ชื่อ "นาบู" ที่เคยถูกจารึกด้วยตัวอักษรสีทองเปล่งประกาย กำลังเลือนหายไป ทีละอักขระ
"น" หายไปก่อน มันละลายกลายเป็นแสงสีขาวที่สว่างจ้าขึ้นมาชั่วขณะก่อนจะดับวูบลง ราวกับดาวตกที่สว่างที่สุดในคืนที่มืดมนที่สุด
"า" หายไปถัดมา หมึกสีทองที่เคยเปล่งประกายค่อยๆ จางลง กลายเป็นสีเงิน กลายเป็นสีเทา และในที่สุดก็กลายเป็นความว่างเปล่า ราวกับหมึกที่ถูกน้ำพัดพาไปทีละหยด
"บ" และ "ู" หายไปพร้อมกัน เป็นอักขระสุดท้ายของชื่อที่เคยมีความหมายว่า "ผู้เรียกขาน" "ผู้ประกาศ" และในพริบตานั้นเอง ช่องว่างบนแผ่นจารึกก็ไม่มีชื่อของเขาเหลืออยู่อีกเลย
นามของนาบูถูกกวาดล้างออกจากสารบบของจักรวาลอย่างสมบูรณ์
ในวินาทีนั้นเอง ความเงียบที่ปกคลุมห้องโถงก็เปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความเงียบของความว่างเปล่าอีกต่อไป แต่มันคือความเงียบของ "ความไม่มีอยู่" เป็นสุญญากาศทางข้อมูลที่แม้แต่ระบบของเอเรชคิกัลก็ไม่สามารถตรวจจับได้อีกต่อไป
เพราะในระบบนั้นไม่มีอะไรให้ตรวจจับ ไม่มีชื่อให้ค้นหา ไม่มีรหัสให้อ้างอิง มีแต่ความว่างเปล่าที่สมบูรณ์แบบ ความว่างเปล่าที่ไม่ใช่แม้แต่ "ศูนย์" ในสมการ เพราะ "ศูนย์" ก็ยังเป็นตัวเลขที่ระบบจดจำได้ แต่นาบูได้กลายเป็นน้อยกว่าศูนย์ กลายเป็นสิ่งที่ระบบไม่รู้จักเลย
นาบูกลายเป็น "ช่องโหว่" ที่ถาวร เป็นจุดบอดที่ระบบไม่สามารถอ่านค่าได้ เป็นความผิดปกติที่ไม่ถูกบันทึกว่าเป็นความผิดปกติ
จะไม่มีเทพเจ้าองค์ใดสืบค้นหาเขาพบอีก แม้แต่มาร์ดุคที่รู้จักเขาดีที่สุด แม้แต่เอ็นลิลที่เคยเฝ้าจับตาดูเขาทุกฝีก้าวด้วยความระแวงตั้งแต่เด็ก พวกเขาจะไม่สามารถตรวจพบร่องรอยการมีอยู่ของเขาในประวัติศาสตร์ได้อีกต่อไป
ไม่มีบันทึกว่าเขาเกิด ไม่มีบันทึกว่าเขาเป็นอาลักษณ์ ไม่มีบันทึกว่าเขาทำอะไรในสภา ไม่มีแม้แต่บันทึกว่าเขาทรยศ เพราะการทรยศของเขาก็ถูกลบไปพร้อมกับชื่อของเขาเช่นกัน
ประวัติศาสตร์ของจักรวาลจะถูกเขียนใหม่โดยอัตโนมัติ ช่องว่างที่เขาเคยครอบครองจะถูกเติมเต็มด้วยข้อมูลที่ไม่ขัดแย้งกับตรรกะของระบบ และไม่มีใครจะรู้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีเทพเจ้าองค์หนึ่งที่สละทุกอย่างเพื่อมนุษย์
ความทรงจำสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนที่ความมืดมิดจะเข้าครอบงำ ความทรงจำที่กำลังจะถูกลบเป็นลำดับสุดท้าย คือภาพของตัวเองในวัยเด็ก นั่งอยู่ที่เชิงบัลลังก์ของมาร์ดุคในสภาเอริดู ภาพนั้นชัดเจนผิดปกติ ราวกับสมองของเขากำลังพยายามเก็บมันไว้ให้นานที่สุดก่อนที่มันจะหายไป
เด็กชายในความทรงจำนั้น ตัวเขาเองเมื่อหลายหมื่นปีก่อน ถือแผ่นจารึกแผ่นแรกที่เคยเขียนด้วยมือของตนเอง มันเป็นตัวอักษรที่ยังไม่มั่นคง เส้นยังคดเคี้ยว สัดส่วนยังไม่ถูกต้อง แต่มันคือคำว่า "ความจริง" ในภาษาคูนิฟอร์มโบราณ เป็นคำแรกที่เขาเรียนรู้ที่จะเขียน เป็นคำแรกที่พ่อสอนให้เขาเขียน
มาร์ดุคในความทรงจำนั้นหัวเราะ เป็นเสียงหัวเราะที่อบอุ่นผิดกับบุคลิกที่เย็นชาของเขาในปัจจุบัน และลูบหัวของเด็กชายด้วยมือใหญ่ที่นุ่มนวลผิดคาด
"สักวันหนึ่ง เจ้าจะเป็นอาลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล" มาร์ดุคกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ไม่ใช่การทำนาย แต่มันคือการประกาศ
"และเจ้าจะจดบันทึกความจริงทั้งหมดของโลก"
"แล้วถ้าความจริงมันน่ากลัวล่ะ" เด็กชายถามพลางเงยหน้าขึ้นมองบิดาของเขา ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความสงสัยไร้เดียงสา มาร์ดุคยิ้ม รอยยิ้มที่ในตอนนั้นนาบูไม่เข้าใจ แต่ในตอนนี้เขาเข้าใจดี "งั้นเจ้าก็ต้องกล้าหาญพอที่จะจดบันทึกมันอยู่ดี"
นาบูยิ้มให้กับความทรงจำนั้นในวินาทีที่มันถูกลบหายไป เป็นรอยยิ้มที่ทั้งเศร้าและสงบในคราวเดียวกัน ข้าทำตามที่ท่านสอนแล้ว ท่านพ่อ เขาคิดในวินาทีสุดท้ายของจิตสำนึกแห่งเทพเจ้า ข้าบันทึกความจริง แม้ว่ามันจะหมายถึงการทรยศต่อท่านก็ตาม
และแล้ว ในที่สุด กระบวนการลบล้างก็เสร็จสมบูรณ์
นาบูไม่ได้รู้สึกเสียใจ ไม่รู้สึกโกรธแค้น และไม่รู้สึกกลัว อารมณ์เหล่านั้นได้ถูกลบไปพร้อมกับความทรงจำของเขาแล้ว
เขารู้สึกเพียงแต่ความเบาหวิว ความเบาของผู้ที่เคยแบกรับภูเขาทั้งลูกไว้บนบ่าและในที่สุดก็วางมันลง ความเบาของข้อมูลที่ถูกบีบอัดจนเหลือเพียงหน่วยความจำพื้นฐานที่สุด เหลือเพียงแก่นแท้ที่ไม่อาจลบได้อีกต่อไป ความเบาของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ต้องเป็นเทพเจ้าอีกต่อไป
เขาไม่ใช่เทพแห่งอาลักษณ์อีกต่อไป ไม่ต้องรับผิดชอบต่อสมการของจักรวาล ไม่ต้องรายงานต่อสภา ไม่ต้องปกปิดความจริงที่เขาไม่อาจเปิดเผย
เขาไม่ใช่อาชญากรในสายตาของสภาอีกต่อไป อาชญากรต้องการบันทึกการก่ออาชญากรรม แต่บันทึกนั้นได้หายไปแล้ว
และเขาไม่ใช่ผู้บันทึกโชคชะตาของใครอีกต่อไป ไม่ต้องนั่งเฝ้ามองการเกิดและการตายของสิ่งมีชีวิตนับล้านโดยไม่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ
เขาเป็นเพียง... ความว่างเปล่า ที่กำลังจะถูกส่งไปยังที่ที่ไม่มีใครมองเห็น
ในห้องโถงของหอจดหมายเหตุเอริดู ท่ามกลางซากปรักหักพังของแผ่นจารึกนับล้านที่ร่วงหล่นจากชั้นข้อมูลเหมือนใบไม้ที่ร่วงหล่นในฤดูใบไม้ร่วงที่ไม่มีวันสิ้นสุด ระบบที่หยุดทำงานไปแล้วส่งเสียงครวญครางเป็นระยะเหมือนสัตว์ร้ายที่ใกล้ตาย
สายเคเบิลที่ขาดสะบั้นห้อยระโยงระยางจากเพดาน ปล่อยประกายไฟเล็กๆ เป็นระยะ ร่างกายเทพที่เคยสง่างามของนาบูเริ่มสั่นไหว
มันไม่ใช่การสั่นไหวของความกลัวหรือความเจ็บปวด แต่คือการสูญเสียความหนาแน่นของการดำรงอยู่ ราวกับภาพโฮโลแกรมที่เครื่องฉายของมันกำลังถูกปิดลงทีละดวง
เส้นขอบของร่างกายเขาเริ่มพร่าเลือน เริ่มจากปลายนิ้วที่เคยจับสไตลัสด้วยความแม่นยำไร้ที่ติ ค่อยๆ โปร่งแสงขึ้นเรื่อยๆ จนมองเห็นพื้นหินด้านหลังได้ลางๆ
ฝ่ามือที่เคยเขียนบันทึกนับล้านบรรทัดจางหายไป แขนที่เคยรับน้ำหนักของสไตลัสมาเป็นเวลานับหมื่นปีเริ่มเลือนราง ขอบเขตของร่างกายที่เคยชัดเจนเริ่มหลอมรวมกับอากาศที่เต็มไปด้วยอนุภาคของข้อมูลที่ตายแล้ว
และในวินาทีสุดท้าย ก่อนที่ร่างทั้งหมดจะสลายตัวไป มือของนาบูก็คลายออกโดยไม่รู้ตัว
สไตลัสคู่ใจของเขา สิ่งเดียวที่อยู่กับเขามาตั้งแต่วันแรกที่เขาเป็นอาลักษณ์ สิ่งที่เขาใช้เขียนบันทึกครั้งแรกในวัยเด็กและใช้เขียนคำสั่งทำลายล้างในวาระสุดท้าย ร่วงหล่นลงจากมือที่กำลังเลือนหาย หมุนคว้างในอากาศช้าๆ ราวกับขนนกที่ลอยลงสู่พื้น ก่อนจะกระทบกับพื้นหินเย็นเยียบ
เสียงที่มันกระทบพื้นไม่ใช่เสียงโลหะหนักๆ กระทบหินที่ดังกังวานไปทั่วห้องโถงอย่างที่ควรจะเป็นเมื่อสิ่งของตกลงในที่ที่เงียบสงัดขนาดนี้ แต่มันคือเสียงเบาๆ "ติ๊ง" ราวกับเสียงของแก้วบางๆ ที่กระทบกันเบาๆ
เป็นเสียงที่ดูดซับความก้องกังวานทั้งหมดไว้ในตัวมันเอง เป็นเสียงที่ฟังดูแล้วไม่ใช่เสียงของการสิ้นสุด แต่เป็นเสียงของการเริ่มต้น เสียงของกระดิ่งเล็กๆ ที่ดังขึ้นเพื่อประกาศการมาถึงของสิ่งใหม่
มันคือสิ่งของชิ้นเดียวที่ตัวตนเดิมของเขาหลงเหลือไว้ในโลก เป็นวัตถุเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นพยานว่า "นาบู" เคยมีตัวตนอยู่ แต่สไตลัสนั้นจะไม่มีใครจำได้ว่ามันเคยเป็นของใคร
และนาบู ในร่างที่สลายตัวไปจนเกือบจะกลายเป็นความว่างเปล่า มองเห็นสิ่งสุดท้ายก่อนที่จิตสำนึกของเขาจะถูกส่งออกไปจากหอจดหมายเหตุ มันคือภาพที่ปรากฏขึ้นบนหน้าต่างข้อมูลบานสุดท้ายที่ยังทำงานอยู่ เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดของระบบที่เชื่อมต่อกับดาวเทียมเหนือโลก
ภาพนั้นไม่ใช่ภาพของเอ็นลิลที่กำลังกรีดร้องด้วยความโกรธแค้นในสภาที่ไร้อำนาจ มือของเขาทุบลงบนแผงควบคุมซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีอะไรตอบสนอง
ไม่ใช่ภาพของมาร์ดุคที่กำลังเบือนหน้าหนีด้วยความผิดหวัง ริมฝีปากของเขาบิดเบี้ยวด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอ่านออก
ไม่ใช่ภาพของเอเรชคิกัลที่กำลังแผ่คลื่นแห่งการลบล้าง นางกำลังหยุดชะงักกลางคันเมื่อตรวจพบบางสิ่งใน Irkalla ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
แต่เป็นภาพของโลก โลกใบเล็กๆ สีน้ำเงินที่ลอยอยู่กลางความมืดมิดของอวกาศ ดาวเคราะห์ดวงน้อยที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกว่า "หน่วยผลิตพลังงานหมายเลข 7" แต่บัดนี้กำลังเริ่มถูกเรียกด้วยชื่อใหม่: "บ้าน"
และบนโลกใบนั้น ในเมืองเล็กๆ ชื่ออูรุก ในย่านช่างปั้นหม้อที่ตั้งอยู่ริมคลองชลประทาน มีแสงเทียนเล็กๆ ส่องสว่างออกมาจากหน้าต่างของกระท่อมหลังหนึ่ง
ในกระท่อมนั้น มีมนุษย์คนหนึ่งกำลังนั่งเขียนอะไรบางอย่างลงบนแผ่นดินเหนียวด้วยแสงเทียนในยามค่ำคืน
มนุษย์คนนั้นไม่ใช่ราชาหรือนักบวช ไม่ใช่ช่างเทคนิคอย่างอารัส เขาเป็นเพียงชาวนาธรรมดา แต่ในมือของเขามีสไตลัส และเขากำลังขีดเขียนบางสิ่งลงบนแผ่นดินเหนียวอย่างตั้งอกตั้งใจ
เขากำลังเขียนเรื่องราวของวันนี้ เรื่องราวที่ไม่มีเทพเจ้าองค์ใดเกี่ยวข้อง เรื่องราวของลูกสาวที่เกิดใหม่ เรื่องราวของข้าวบาร์เลย์ที่งอกงามในฤดูฝน เรื่องราวของภรรยาที่เสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อนและเขายังคงคิดถึงเธอทุกวัน
มนุษย์คนนั้นไม่รู้ว่ามีใครกำลังเฝ้ามองเขาอยู่ มนุษย์คนนั้นไม่รู้ว่าเขาเป็นอิสระแล้ว ว่าโซ่ตรวนแห่งโชคชะตาที่ถูกกำหนดโดยเทพเจ้าได้ถูกทำลายลงไปแล้ว
และมนุษย์คนนั้นกำลังเขียนเรื่องราวของตัวเอง ด้วยมือของตัวเอง ด้วยภาษาของตัวเอง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
นาบูยิ้ม รอยยิ้มสุดท้ายก่อนที่จิตสำนึกของเขาจะดับลง และจากนั้น เขาก็หายไป
ร่างของเขาสลายตัวไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงมวลสารที่ว่างเปล่าในอากาศ เป็นอนุภาคที่เล็กเกินกว่าที่ตาเปล่าจะมองเห็น เป็นเศษเสี้ยวของข้อมูลที่กระจัดกระจายไปทั่วห้องโถง ก่อนที่จะถูกกระบวนการสุดท้ายของระบบดูดเข้าสู่ช่องทางที่ไม่มีใครรู้จัก ช่องทางที่เขาสร้างขึ้นเองในคำสั่งสุดท้าย เพื่อนำเขาไปยังที่ที่เขาควรจะไป
เขาไม่ได้ตาย เพราะ "ความตาย" คือการสิ้นสุดของการมีอยู่ที่ถูกบันทึกไว้
.
.
นิยาย
บทความ
เรื่องสั้น
2 บันทึก
2
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย