6 ก.ค. เวลา 05:45 • สุขภาพ

เปรียบเทียบวิธีตรวจมะเร็งปากมดลูก Pap Smear, ThinPrep และ HPV DNA Testing

มะเร็งปากมดลูก ยังคงเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยและคร่าชีวิตผู้หญิงไทยอยู่ทุกวัน แต่ข่าวดีก็คือ มะเร็งชนิดนี้เป็นโรคที่สามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เนื่องจากเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุจะใช้เวลาพัฒนาตัวนานหลายปี ทำให้เรามี “ช่วงเวลาทอง” ในการค้นหาความเสี่ยงและยับยั้งโรคร้ายนี้ก่อนที่จะสายเกินไป สิ่งสำคัญที่ผู้หญิงทุกคนต้องรู้คือ “มะเร็งปากมดลูกในระยะแรกมักไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ” การรอให้มีอาการก่อนแล้วค่อยมาพบแพทย์จึงอาจสายเกินไป
ตรวจมะเร็งปากมดลูก
การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการปกป้องชีวิตของคุณ
ปัจจุบัน แนวคิดของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ได้เปลี่ยนผ่านจาก “การตรวจหาเซลล์ที่ผิดปกติไปแล้ว” มาสู่ “การตรวจหาเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุตั้งแต่ต้นทาง” เพื่อช่วยค้นหาความเสี่ยงได้ก่อนที่เซลล์จะเกิดการเปลี่ยนแปลง
ปัจจุบันการดูแลสุขภาพสตรีไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการค้นหาความผิดปกติเมื่อเกิดโรคแล้วเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงและการป้องกันโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อให้สามารถวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เรามาเปรียบเทียบ 3 วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่นิยมในปัจจุบัน ได้แก่ Pap Smear, ThinPrep และ Primary HPV DNA Testing
เปรียบเทียบการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
  • Pap Smear มองหาเซลล์ที่เริ่มผิดปกติเป็นวิธีดั้งเดิม แพร่หลายทั่วไปต้องตรวจทุก 2 ปี
  • ThinPrep หาเซลล์ที่เริ่มผิดปกติ ด้วยเทคนิคสารละลายที่ช่วยให้ตัวอย่างมีคุณภาพมากขึ้น ลดสิ่งรบกวนในการอ่านผลต้องตรวจทุก 2 ปี
  • Primary HPV DNA Testing (แนวทางคัดกรองที่ได้รับการแนะนำในปัจจุบัน)ตรวจหาสาเหตุของโรคโดยตรง ในระดับ DNA ของเชื้อ High-risk HPV (สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง)
  • ค้นหาความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้นทาง ก่อนที่เซลล์จะเปลี่ยนแปลง
  • มีประสิทธิภาพในการค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
  • ช่วยวางแผนการติดตามระยะยาวได้ดี
  • ตรวจทุก 5 ปี (หากผลปกติ เว้นระยะได้ยาวนาน)
* แนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568
สรุปให้เข้าใจง่าย การตรวจแบบ Pap Smear และ ThinPrep เป็นการตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกที่เกิดขึ้นแล้ว ขณะที่ Primary HPV DNA Testing มุ่งค้นหาปัจจัยเสี่ยงจากเชื้อ HPV ตั้งแต่ก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์
ทำไมแนวโน้มทั่วโลกและประเทศไทยจึงเน้นย้ำ HPV DNA Testing ?
เพราะงานวิจัยระดับสากลยืนยันแล้วว่า การตรวจหาเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง (High-risk HPV) สามารถประเมินความเสี่ยงได้ไวกว่าและแม่นยำกว่าการส่องกล้องตรวจเซลล์เพียงอย่างเดียว ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ จึงได้ออกแนวทางคำแนะนำล่าสุด โดยสนับสนุนให้ผู้หญิงเข้าถึงการตรวจแบบ HPV-based Screening มากขึ้น
นอกจากความแม่นยำแล้ว “ความคุ้มค่าและความสบายใจ” ก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากคุณเลือกตรวจด้วยวิธี Primary HPV DNA Testing แล้วผลออกมาเป็นปกติ (Negative) คุณจะสามารถ เว้นระยะการตรวจเช็กได้ยาวนานถึง 5 ปี ไม่ต้องทนกังวลใจและไม่ต้องมาขึ้นขาหยั่งบ่อย ๆ ทุก 2 ปีเหมือนวิธีเดิม ๆ
Primary HPV DNA Testing เหมาะกับใครบ้าง ?
สตรีไทยที่มีอายุ ตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป ควรเริ่มเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้
  • ผู้ที่ต้องการวางแผนดูแลสุขภาพเชิงรุกระยะยาวร่วมกับแพทย์
  • ผู้ที่ไม่เคยเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมาก่อนเลยในชีวิต
  • ผู้ที่มีประวัติการติดเชื้อ HPV หรือเคยมีผลตรวจเซลล์ปากมดลูกผิดปกติในอดีต
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
Q : การตรวจ HPV DNA Testing เจ็บไหม ?
A : ไม่เจ็บครับ ขั้นตอนคล้ายกับการตรวจภายในทั่วไป ใช้เวลาสั้นมากเพียงไม่กี่นาที และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันหรือทำงานต่อได้ทันที
Q : ผลตรวจออกมาเป็น HPV Positive แปลว่าเป็นมะเร็งแล้วใช่ไหม ?
A : ไม่ใช่ครับ ผล Positive หมายถึง “ตรวจพบเชื้อไวรัสสายพันธุ์ความเสี่ยงสูงในร่างกาย” แต่ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็ง แพทย์จะนำผลนี้ไปใช้วางแผนติดตามอาการอย่างใกล้ชิด หรือตรวจเพิ่มเติมเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อพัฒนาไปเป็นมะเร็งในอนาคตครับ
Q : เคยฉีดวัคซีน HPV มาแล้ว ยังจำเป็นต้องตรวจคัดกรองอยู่ไหม ?
A : ยังจำเป็นต้องตรวจครับ เนื่องจากวัคซีนสามารถป้องกันสายพันธุ์หลัก ๆ ที่พบบ่อยได้ดีมาก แต่ไม่ครอบคลุมเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูงครบทุกสายพันธุ์ การตรวจคัดกรองควบคู่กันจึงปลอดภัยที่สุด
Q : ถ้าอายุต่ำกว่า 25 ปี จำเป็นต้องตรวจไหม ?
A : ตามแนวทางมาตรฐานสากลและราชวิทยาลัยฯ หากอายุต่ำกว่า 25 ปีและไม่มีอาการผิดปกติ ยังไม่แนะนำให้ตรวจคัดกรองทั่วไป ยกเว้นในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมาก เช่น มีคู่นอนหลายคน, มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง (ติดเชื้อ HIV) หรือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หูดหงอนไก่ เป็นต้น
Q : สตรีที่ตัดมดลูกไปแล้ว ต้องตรวจมะเร็งปากมดลูกอีกไหม ?
A : หากเป็นการผ่าตัดมดลูกพร้อมกับตัดปากมดลูกออกไปด้วยแล้ว (Total Hysterectomy) และในอดีตไม่เคยมีประวัติรอยโรคขั้นรุนแรง (CIN 2-3, AIS) หรือเป็นมะเร็งปากมดลูกมาก่อน ไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรองอีกต่อไปครับ
Q : การเตรียมตัวก่อนตรวจต้องทำอย่างไรบ้าง ?
A : ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ งดการสวนล้างช่องคลอด และหลีกเลี่ยงการใช้ยาสอดช่องคลอดก่อนตรวจอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง และควรหลีกเลี่ยงการมาตรวจในช่วงที่มีประจำเดือน เพื่อให้แพทย์สามารถเก็บตัวอย่างเซลล์ได้อย่างสมบูรณ์และแม่นยำที่สุดครับ
เพราะมะเร็งปากมดลูกในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นวิธีสำคัญในการค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อให้สามารถวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/health/care/7940
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา