6 ก.ค. เวลา 09:50 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

🔑ไขปริศนาฝุ่นของ 3I/ATLAS ด้วยภาพถ่ายสเปกตรัมจาก JWST/MIRI 🛰

🗓 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2026 มีการเผยแพร่งานวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาแร่ธาตุของ 3I/ATLAS จากการสังเกตการณ์ของ JWST/MIRI โดยอาศัยการวิเคราะห์ภาพถ่ายสเปกตรัมในช่วงความยาวคลื่นต่างๆ งานวิจัยนี้ต่างจากงานวิจัยก่อนหน้านี้ โดยครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ฝุ่นจาก 3I/ATLAS แต่ก่อนหน้านี้เป็นการวิเคราะห์ก๊าซ และการเรืองแสงของก๊าซ รวมถึงสารระเหยง่าย เช่น เมทานอล มีเทน และคาร์บอนมอนอกไซด์ที่พุ่งออกจากตัวมัน นับเป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบแร่ธาตุในหัวดาวหาง (Dust Coma) ของวัตถุต่างระบบดวงดาวเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!
⏰️ไทม์ไลน์การสังเกตการณ์และการวิเคราะห์เชิงตำแหน่ง📍
🛰 JWST/MIRI ได้ทำสังเกตการณ์ 3I/ATAS ในวันที่ 15~16 และ 27 ธันวาคม 2025 ขณะนั้น 3I/ATLAS กำลังเดินทางออกจากระบบสุริยะชั้นใน และอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 2.53 AU (บริเวณพื้นที่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี) จากผลการคำนวณพบว่า มันได้สูญเสียมวลผิวหน้าของมันไปแล้ว เทียบเท่าความลึกประมาณ 2.5~56.5 เมตร ทำให้แน่ใจได้ว่า ภาพที่ JWST/MIRI จับได้จะเป็นภาพฝุ่นที่มาจากวัสดุดั้งเดิมจากภายในตัวมันจริงๆ
🎯 สรุปเนื้อหาที่น่าสนใจจากงานวิจัย ✨️
1️⃣ มันประกอบด้วย ซิลิเกตแบบอสัณฐาน (Amorphous Silicates) หรือฝุ่นที่มีโครงสร้างโมเลกุลไม่เป็นระเบียบคล้ายแก้วเป็นหลัก
💎 ปกติดาวหางในระบบสุริยะของเราจะมีองค์ประกอบของซิลิเกตแบบผลึก (Crystalline Silicate) อยู่ค่อนข้างสูง เฉลี่ยประมาณ 20~30% ซึ่งเกิดจากการหลอมและควบแน่นของสสารเมื่อมันเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ก่อนที่จะวนออกไปอยู่วงนอกที่มีอุณหภูมิต่ำ แต่ข้อมูลจาก JWST/MIRI เผยว่า แร่ธาตุฝุ่นของ 3I/ATLAS ประกอบด้วยซิลิเกตอสัณฐาน หรือแร่โครงสร้างไร้ระเบียบแบบแก้ว (Amorphous Silicates) เกือบทั้งหมด โดยมีส่วนที่เป็นผลึกอยู่ต่ำมากอย่างมีนัยสำคัญ
2️⃣ มันเป็นเศษซากแช่แข็งอันบริสุทธิ์จากอวกาศระหว่างดวงดาว
🌌 การที่ 3I/ATLAS มีซิลิเกตอสัณฐานเป็นหลัก ซึ่งต่างจากดาวหางในระบบสุริยะ แต่กลับไปคล้ายกับจานสสารเปลี่ยนผ่านรอบดาวฤกษ์เกิดใหม่นอกระบบ (Circumstellar Transition Disks) เช่น ดาว CX Tau และคล้ายกับสสารระหว่างดวงดาว (Interstellar Medium: ISM) ดังนั้น 3I/ATLAS น่าจะก่อตัวขึ้นในบริเวณที่หนาวเย็นจัด และห่างไกลมาก ๆ โดยสะสมมวลขึ้นมาจากสสารระหว่างดวงดาวโดยตรง (ISM) และไม่เคยผ่านการหลอมละลายหรือได้รับความร้อนจากดาวฤกษ์ใดๆ เลย จนมาเจอดวงอาทิตย์ของเรา ซึ่งต่างจากทฤษฎีการกำเนิดดาวหางในระบบสุริยะของเรา
3️⃣ พบร่องรอยของ "คาร์บอนและเกลือ" บนแถบความยาวคลื่นปริศนา
📊 ทีมวิจัยพบการแผ่รังสีที่เด่นชัดตรงช่วงคลื่น 6.9 ไมครอน ในทางเคมีอวกาศมักเรียกช่วงความยาวคลื่น 6.8~7.2 ไมครอนนี้ว่าเป็นแถบปริศนา (Mystery band) เพราะมันสามารถเกิดจากโมเลกุลหรือสารประกอบทางเคมีได้หลายประเภทมาก ซึ่งสเปกตรัมมักจะซ้อนทับกันจนแยกได้ยาก สารสำคัญที่มักจะแย่งกันจับจองช่วงคลื่นนี้ ได้แก่
▫️คาร์บอเนต (Carbonates): หรือกลุ่มเกลือที่เป็นสารอนินทรีย์
▫️สารอินทรีย์ที่มีโมเลกุลไฮโดรเจนเนต (Hydrogenated Amorphous Carbon / Aliphatic Hydrocarbons): เช่น แรงสั่นสะเทือนของพันธะ C-H ในโครงสร้างคาร์บอน
▫️น้ำแข็งชนิดอื่นๆ (Ices): เช่น แอมโมเนียมไอออน (NH₄⁺) ที่ผสมอยู่ในน้ำแข็ง
🚩 ในเบื้องต้นทีมวิจัยยังไม่สามารถฟันธงได้ว่ามันควรเป็นอะไร แต่เมื่อนำแบบจำลอง Deep Impact Spectral Compositional Dust Model (DI Model) มาเทียบ ทีมวิจัยพบว่า มันน่าจะเป็นการผสมผสานกันของของคาร์บอนอสัณฐาน (Amorphous Carbon) และกลุ่มเกลือคาร์บอเนต (Carbonates) หรืออาจมีโมเลกุลไฮโดรเจนเนต PAH / สารอินทรีย์กลุ่มอะลิฟาติกปะปนอยู่ด้วย ซึ่งยืนยันว่า ฝุ่นของดาวหางดวงนี้มีลักษณะทางเคมีที่คล้ายคลึงกับ สสารระหว่างดวงดาว (ISM) ที่อุดมไปด้วยสารประกอบคาร์บอน มากกว่าที่จะเหมือนกับดาวหางในระบบสุริยะของเรา👋
#3ITALAS #3IATLASTH #InterstellarObject
#Mineralogy #JamesWebb #JWST #MIRI
โฆษณา