6 ก.ค. เวลา 12:00 • เกม

แผ่นเกมกำลังจะสูญพันธุ์! ซื้อเกมดิจิทัล = เช่าอากาศ เหตุผลที่ PlayStation มุ่งสู่ยุคดิจิทัล 100%

เคยสงสัยกันมั๊ยครับว่าของที่เราจ่ายเงินซื้อมา เราเป็นเจ้าของมันจริงๆ หรือเปล่า
ลองนึกภาพตามว่าเราเดินเข้าไปในร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือร้านเกม
เราสอดส่องสายตามองหากล่องเกมที่รอคอยมานาน หยิบกล่องพลาสติกขึ้นมา จ่ายเงิน แล้วนำกลับบ้าน
ความรู้สึกตอนแกะซีลพลาสติก กลิ่นกระดาษคู่มือที่อยู่ด้านใน และการได้ใส่แผ่นแวววาวลงในเครื่องเล่น
มันคือความคลาสสิกที่คนยุคก่อนหน้านี้หลงรักและผูกพัน…
แต่รู้หรือไม่ว่าสิ่งเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในหน้าประวัติศาสตร์
อุตสาหกรรมวิดีโอเกมระดับโลกกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุด
จุดเปลี่ยนที่สื่อรูปแบบ Physical หรือสิ่งที่เราจับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอัน
กำลังจะสูญพันธุ์และหายไปจากตลาดตลอดกาล
ย้อนกลับไปในอดีต แผ่นเกมหรือตลับเกมเป็นมากกว่าแค่สื่อบันเทิง
มันคือสัญลักษณ์ของการเป็น “เจ้าของ” อย่างแท้จริง
เมื่อเราจ่ายเงินซื้อเกมมาหนึ่งกล่อง เรามั่นใจได้เลยว่าข้อมูลทุกอย่างอยู่ข้างในนั้น
เราเพียงแค่ใส่แผ่นลงในเครื่องเล่น ติดตั้ง แล้วก็สนุกกับมันได้ทันที
เราไม่ต้องสนใจเลยว่าบริษัทผู้ผลิตจะยังสนับสนุนเครื่องเล่นรุ่นนี้อยู่ไหม ไม่ต้องกังวลว่าเซิร์ฟเวอร์เกมจะปิดตัวลงเมื่อไหร่
และไม่ต้องแคร์ว่าร้านค้าออนไลน์ของแพลตฟอร์มนั้นจะยังมีตัวตนอยู่หรือไม่
ตราบใดที่เรามีเครื่องเล่นและแผ่นเกมอยู่ในมือ เราก็สามารถเปิดเล่นมันได้เสมอ…
ที่สำคัญมากไปกว่านั้น แผ่นเกมยังทำหน้าที่เหมือนไทม์แคปซูล
มันช่วยเก็บรักษาสภาพดั้งเดิมของเกมในวันแรกที่เพิ่งวางจำหน่ายเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์
ลองดูตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนอย่างเกม Monster Hunter World
ใครที่เป็นแฟนซีรีส์นี้จะรู้ดีว่าประสบการณ์ในเวอร์ชันดั้งเดิมนั้นคลาสสิกและลงตัวมาก
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้พัฒนาได้ปล่อยภาคเสริมที่ชื่อว่า Iceborne ออกมา
ระบบนิเวศในเกมและพฤติกรรมของมอนสเตอร์ก็ถูกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มีการปรับแต่งทุกอย่างเพื่อรองรับระบบใหม่ที่เพิ่มเข้ามา
ถ้าเราเล่นเกมนี้ผ่านระบบดิจิทัล ตัวเกมจะถูกบังคับให้อัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดทันที
แต่ถ้าเรามีแผ่นเกมดั้งเดิม เราสามารถเลือกที่จะไม่ต่ออินเทอร์เน็ต
และย้อนกลับไปสัมผัสประสบการณ์ออริจินัลที่ไม่มีให้เล่นอีกแล้วในโลกออนไลน์ได้…
นี่คือมนต์เสน่ห์ของการเก็บรักษาประวัติศาสตร์ที่สื่อดิจิทัลไม่สามารถให้ได้
แต่แล้วจุดเริ่มต้นของการล่มสลายก็ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบๆ
ซึ่งแน่นอนว่าหากเรามองในมุมมองของการทำธุรกิจและการแสวงหากำไร
ต้นทุนในการผลิตแผ่นเกมหนึ่งแผ่นนั้นมีมูลค่าที่ซ่อนอยู่มากมาย
มันไม่ได้มีแค่ค่าแผ่นพลาสติกเปล่าๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจ
แต่มันรวมถึงค่าออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่งทางเรือและทางอากาศ ค่าเช่าพื้นที่โกดังจัดเก็บสินค้า และการบริหารจัดการสต็อก
แถมบริษัทยังต้องหักส่วนแบ่งกำไรให้กับร้านค้าปลีกอีกหลายสิบเปอร์เซ็นต์
นอกจากนี้ยังมีปัญหาใหญ่ที่ค่ายเกมเกลียด นั่นคือตลาดเกมมือสอง…
ผู้เล่นหลายคนเลือกที่จะซื้อแผ่นเกมมา เล่นจนจบ แล้วนำไปขายต่อให้คนอื่น
เงินหมุนเวียนในตลาดมือสองนี้มีมูลค่ามหาศาล แต่ค่ายเกมผู้พัฒนาไม่ได้ส่วนแบ่งจากตลาดนี้เลยแม้แต่นิดเดียว
เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตของโลกพัฒนาขึ้น
ความเร็วของบรอดแบนด์สูงพอที่จะดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่ได้ในเวลาไม่นาน
บริษัทเกมจึงเริ่มเห็นช่องทางสว่างในการตัดลดต้นทุนมหาศาลเหล่านี้ทิ้งไป
นั่นคือการผลักดันผู้เล่นทุกคนเข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มตัว…
เราเริ่มเห็นสัญญาณอันตรายนี้ชัดเจนขึ้นในเกมยุคหลังๆ
เกมใหม่ๆ ที่วางขายในรูปแบบกล่อง ไม่ได้บรรจุข้อมูลเกมมาให้ครบถ้วนอีกต่อไป
แผ่นเกมถูกลดคุณค่ากลายสภาพเป็นเพียงแค่ตัวติดตั้งเริ่มต้น
เมื่อเราใส่แผ่นเข้าไปในเครื่อง เรายังคงถูกบังคับให้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ดี เพื่อดาวน์โหลดข้อมูลส่วนที่เหลืออีกหลายสิบกิกะไบต์
ลองคิดดูว่าถ้าในอนาคตอีกสิบปีข้างหน้า เซิร์ฟเวอร์เหล่านี้ถูกปิดตัวลงไป
แผ่นเกมที่เราถืออยู่ในมือก็จะมีค่าไม่ต่างอะไรกับแผ่นพลาสติกรองแก้วน้ำ เพราะมันไม่สามารถนำมาเปิดเล่นด้วยตัวเองได้อีกต่อไป…
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งเท่านั้น แต่มันลุกลามไปทั่วทั้งอุตสาหกรรม
ไม่ว่าจะเป็นค่ายใหญ่อย่าง PlayStation หรือ Xbox หรือแม้กระทั่ง Nintendo Switch
สิ่งนี้ทำให้ผู้เล่นจำนวนมากเริ่มรู้สึกท้อแท้และถูกเอาเปรียบ
เกมเมอร์บางคนถึงขั้นตัดสินใจย้ายแพลตฟอร์มหลักของตัวเองไปเล่นบน PC แทน
เพราะบน PC อย่างน้อยผู้เล่นก็ไม่ต้องจ่ายเงินค่าบริการออนไลน์รายเดือน
ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อสิทธิ์ในการเล่นมัลติเพลเยอร์หรือใช้ระบบเซฟเกมผ่านคลาวด์…
ความน่ากังวลเริ่มเดินทางมาถึงจุดสูงสุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา
เมื่อมีข่าวสารระบุว่า PlayStation เตรียมเดินหน้าเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ
มีการระบุอย่างชัดเจนว่าเพื่อตอบสนองต่อเทรนด์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
เกมใหม่ๆ ในอนาคตจะวางจำหน่ายในรูปแบบดิจิทัลเท่านั้น
แม้กระทั่งการวางจำหน่ายตามร้านค้าปลีกในอนาคต ก็อาจจะเป็นเพียงการขายกล่องเปล่าที่ไม่มีช่องร่องวงกลมสำหรับใส่แผ่นดิสก์อีกต่อไป
แต่จะถูกแทนที่ด้วยร่องสี่เหลี่ยมสำหรับใส่การ์ดแข็ง ซึ่งเป็นการ์ดที่มีแถบฟอยล์ให้เราขูดเพื่อนำรหัสดาวน์โหลดไปกรอกในระบบแทน…
ข้ออ้างคลาสสิกของบริษัทยักษ์ใหญ่คือ นี่คือสิ่งที่ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการ
พวกเขาอ้างว่ายอดขายเกมในปัจจุบันมาจากฝั่งดิจิทัลมากกว่าแผ่นดิสก์อย่างเทียบไม่ติด
แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคต้องการสิ่งนี้จริงๆ หรือเราเพียงแค่จำใจต้องยอมรับสภาพแวดล้อมที่ถูกบีบบังคับกันแน่
เหตุการณ์ที่อาจเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ผู้บริหารมั่นใจในทิศทางนี้
คือปรากฏการณ์ของเกมฟอร์มยักษ์อย่าง GTA 6
เมื่อเริ่มมีกระแสข่าวและรายละเอียดการสั่งซื้อล่วงหน้าหลุดออกมา
มีข้อมูลระบุว่า GTA 6 เวอร์ชันกล่องที่วางจำหน่ายตามร้านค้า จะมีเพียงรหัสดาวน์โหลดอยู่ภายในกล่องเท่านั้น…
หลายคนอาจจะคาดเดาว่าเกมเมอร์จะต้องโกรธแค้นและประท้วงด้วยการไม่ซื้อ
แต่ความจริงที่เกิดขึ้นในโลกทุนนิยมกลับตรงกันข้าม
มีข่าวลือในวงการว่ายอดการสั่งซื้อล่วงหน้าของ GTA 6 นั้นพุ่งสูงทะลุเพดานไปไกลมาก
ตัวเลขมหาศาลนี้สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของตลาดเกมที่เติบโตขึ้นอย่างน่ากลัว
ยิ่งเมื่อรวมกับฐานผู้ใช้งานเครื่อง PlayStation ที่มีมากกว่าคู่แข่ง
หมายความว่าพวกเขามีข้อมูลหลังบ้านที่ชัดเจน
มีผู้เล่นจำนวนนับไม่ถ้วนที่ยอมควักเงินซื้อเกมระดับโลกผ่านระบบดิจิทัลโดยไม่สนใจแผ่นเกม…
ผู้บริหารระดับสูงอาจจะมองตัวเลขบนหน้าจอแล้วประเมินไปเองว่า
ผู้เล่นทั่วโลกพร้อมแล้วสำหรับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ
โดยลืมคิดทบทวนไปว่า ที่ผู้คนยอมจ่ายเงินซื้อเกมแบบไม่มีแผ่นในครั้งนี้ เป็นเพราะเกมนั้นคือ GTA 6 ที่คนทั้งโลกรอคอยมานานกว่าสิบปี
พวกเขายอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เข้าไปเดินในโลกของเกมตั้งแต่วินาทีแรก
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะยอมทำแบบเดียวกันกับเกมทั่วไปในตลาด…
ทีนี้ลองมาพิจารณาถึงความน่ากลัวของการถือครองสื่อดิจิทัลกันบ้าง
การที่เรามีแผ่นเกม เราคือเจ้าของทรัพย์สินชิ้นนั้นแบบเบ็ดเสร็จ
แต่การกดซื้อเกมแบบดิจิทัล เราไม่ได้เป็นเจ้าของเกมแม้แต่นิดเดียว
เราเพียงแค่ซื้อสิทธิ์ในการเข้าถึง หรือที่เรียกว่า “License” เท่านั้น
และสิทธิ์นั้นสามารถถูกบริษัทแม่ยึดคืนเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่พวกเขาต้องการ
ตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นจริงและสร้างความสั่นสะเทือนไม่น้อย คือการที่ PlayStation ตัดสินใจถอดภาพยนตร์กว่าหลายร้อยเรื่องออกจากระบบ…
ในอดีตแพลตฟอร์มคอนโซลพยายามทำตัวเป็นศูนย์กลางความบันเทิงในบ้าน
เราสามารถกดซื้อภาพยนตร์มาเก็บไว้ในบัญชีส่วนตัวได้ หลายคนจ่ายเงินเต็มจำนวนเพื่อซื้อภาพยนตร์เรื่องโปรดเก็บไว้
แต่เมื่อสัญญาลิขสิทธิ์ระหว่างบริษัทหมดลง ภาพยนตร์เหล่านั้นกลับถูกลบออกจากระบบ
ผู้เล่นที่เคยจ่ายเงินซื้อไปกลับไม่สามารถกดเข้าไปดูได้อีกต่อไป
ไม่มีระบบคืนเงิน ไม่มีข้อเสนอชดเชยใดๆ ให้กับผู้บริโภค
ทรัพย์สินดิจิทัลที่เคยคิดว่าเป็นของตัวเอง มลายหายไปในอากาศเพียงชั่วข้ามคืน…
นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนและโหดร้ายที่สุดว่า คำว่าซื้อในโลกดิจิทัล ไม่ได้แปลว่าครอบครอง
ไม่เพียงแค่นั้น การประกาศเตรียมปิดตัวของสโตร์ออนไลน์บนเครื่องรุ่นเก่า
ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงวงจรชีวิตที่แสนสั้นและเปราะบางของระบบดิจิทัล
แม้ทางค่ายจะใจดีประกาศว่าผู้ที่เคยซื้อเกมไปแล้วจะยังสามารถดาวน์โหลดกลับมาเล่นได้
แต่ทุกคนก็ทราบความจริงดีว่าคำว่าอนาคตอันใกล้นั้นมีวันหมดอายุ
เมื่อเซิร์ฟเวอร์ถูกระงับการให้บริการอย่างถาวร เกมดิจิทัลเหล่านั้นก็จะสูญหายไปตลอดกาล…
ลองจินตนาการถึงเด็กที่เกิดในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
พวกเขาจะสามารถกลับมาเล่นเกมคลาสสิกของยุคนี้ได้ยังไง ในเมื่อจะไม่มีแผ่นเกมมือสองวางขายตามร้านอีกแล้ว และเซิร์ฟเวอร์ดิจิทัลก็ถูกปิดตัวลงไปตามกาลเวลา
การอนุรักษ์ประวัติศาสตร์วิดีโอเกมกำลังเผชิญกับวิกฤตที่น่าเป็นห่วงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ความตลกร้ายของวิกฤตครั้งนี้คือ หากเราย้อนเวลากลับไปในงาน E3 2013 ซึ่งเป็นงานจัดแสดงวิดีโอเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกในยุคนั้น…
ช่วงเวลานั้นค่ายเกมคู่แข่งอย่าง Xbox ได้พยายามนำเสนอเครื่องเล่นคอนเซปต์ใหม่
เป็นเครื่องเล่นที่บังคับให้ผู้เล่นต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา
และมีกฎระเบียบที่เข้มงวดวุ่นวายมากเกี่ยวกับการยืมหรือแชร์แผ่นเกมให้เพื่อน
แนวคิดนี้ทำให้เกิดกระแสต่อต้านและเสียงก่นด่าจากฝั่งเกมเมอร์อย่างหนักหน่วง
จนกระทั่งในงานเวทีการนำเสนอของฝั่ง PlayStation
ผู้บริหารชื่อดังอย่าง Shuhei Yoshida ได้ปล่อยวิดีโอสั้นๆ เพื่อแซะคู่แข่งโดยตรง…
ในวิดีโอนั้นเขาเพียงแค่ยื่นกล่องแผ่นเกมพลาสติกให้กับเพื่อนร่วมงาน พร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก แล้วพูดสั้นๆ ว่านี่คือวิธีแชร์เกม
วิดีโอนั้นกลายเป็นไวรัล เรียกเสียงฮือฮาและเสียงปรบมือดังสนั่นลั่นฮอลล์
มันคือการประกาศชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของสื่อแบบแพคเกจจิงที่เรียบง่ายและเป็นมิตรกับผู้บริโภค
แต่ใครจะเชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไปเพียงสิบกว่าปี บริษัทที่เคยสร้างตำนานแซะระบบที่ยุ่งยากและเคยยืนหยัดเคียงข้างคนเล่นแผ่น
กลับกำลังเดินหน้าเข้าสู่วิถีทางเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…
ความอึดอัดของผู้บริโภคทั่วโลกนำไปสู่แคมเปญระดับอินเตอร์ที่ชื่อว่า Stop Killing Games
แคมเปญนี้คือการรวมตัวกันของเกมเมอร์และนักเคลื่อนไหว ที่พยายามผลักดันข้อกฎหมายเพื่อบีบบังคับให้บริษัทผู้พัฒนาต้องรับผิดชอบต่อสินค้า
เมื่อบริษัทตัดสินใจที่จะหยุดการสนับสนุนหรือปิดเซิร์ฟเวอร์หลัก บริษัทจะต้องถูกบังคับให้ปล่อยซอฟต์แวร์ออกมา
ซอฟต์แวร์ที่อนุญาตให้ผู้เล่นสามารถนำไปตั้งเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวดูแลกันเองได้
เพื่อไม่ให้เกมที่ทุกคนรักกลายเป็นเศษขยะดิจิทัลที่ไร้ค่า…
แต่เส้นทางของการเรียกร้องก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด
เมื่อหน่วยงานระดับใหญ่อย่าง ESA ซึ่งเป็นกลุ่มตัวแทนของผู้จัดจำหน่ายเกม
ได้ออกมาแสดงจุดยืนแข็งกร้าวว่าการตั้งเซิร์ฟเวอร์ชุมชนแบบส่วนตัวถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
พวกเขาอ้างว่ามันคือการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของผู้พัฒนา
และบริษัทเกมมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ที่จะดำเนินการฟ้องร้องเอาผิด
ข้ออ้างนี้สร้างความขบขันและย้อนแย้งอย่างรุนแรงในสายตาคนวงใน…
เพราะแม้แต่ผู้บริหารของบริษัทเกมยักษ์ใหญ่อย่าง Tim Sweeney
ก็ยังเคยออกมายืนยันผ่านสื่อว่าข้อตกลงการใช้งานของเกมพวกเขานั้น
สนับสนุนและอนุญาตให้ผู้เล่นตั้งเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวได้อย่างอิสระมาโดยตลอด
การออกมาขัดขวางขององค์กรกลางจึงถูกมองว่าเป็นเพียงความพยายามรวบอำนาจ และต้องการผูกขาดการเข้าถึงของเกมเมอร์อย่างเบ็ดเสร็จนั่นเอง
เรื่องราวการเปลี่ยนผ่านจากยุคทองของแผ่นเกมสู่ความเวิ้งว้างของโลกดิจิทัล
คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการปะทะกันระหว่างความสะดวกสบายและสิทธิขาดที่แท้จริง…
ในมุมหนึ่ง การที่เราไม่ต้องลุกจากโซฟาเพื่อเดินไปเปลี่ยนแผ่นเกม หรือการที่เราสามารถกดซื้อเกมใหม่ได้ทันทีในเวลาเที่ยงคืนของวันวางจำหน่าย
คือความสะดวกสบายขั้นสุดที่เทคโนโลยีดิจิทัลมอบให้
บริษัทเกมก็โกยผลกำไรได้อย่างมหาศาลจากการลดต้นทุนสายพานการผลิตทั้งหมด
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผู้บริโภคกำลังถูกริบสิทธิ์ความเป็นเจ้าของไปอย่างแนบเนียน
เราถูกระบบทุนนิยมทำให้คุ้นชินกับการต้องจ่ายเงินในราคาเต็ม
เพียงเพื่อเช่าซื้ออากาศที่พร้อมจะสลายหายไปเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจบริษัทแม่…
การพังทลายของอุตสาหกรรมแผ่นเกม จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การสูญเสียกล่องพลาสติก
แต่มันคือการสูญเสียหลักประกันในชีวิต
หลักประกันว่าสินทรัพย์ที่เราหาเงินมาซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรง จะคงอยู่กับเราไปตลอด
ในฐานะผู้บริโภคตัวเล็กๆ แม้เราอาจจะไม่มีพลังมากพอที่จะไปปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมนี้ให้กลับหลังหัน
แต่สิ่งที่เราทำได้คือการตระหนักรู้ถึงเงื่อนไขต่างๆ ในโลกยุคใหม่
การช่วยกันสนับสนุนแคมเปญที่ปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภค
และการไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนทุกครั้งก่อนที่จะกดปุ่มยืนยันการซื้อในสโตร์ออนไลน์
เพราะในยุคที่ทุกอย่างถูกเก็บลอยไว้บนระบบคลาวด์
บางทีสิ่งเดียวที่เราสามารถเป็นเจ้าของได้อย่างแท้จริงและไม่มีใครแย่งชิงไปได้
อาจมีเพียงแค่ความทรงจำดีๆ ที่เราเคยมีร่วมกับเกมเหล่านั้นเท่านั้นเอง…
References : [playstation,rockstargames,stopkillinggames,gamesindustry,ign]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา