Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Krisana Tamvimol
•
ติดตาม
7 ก.ค. เวลา 01:13 • การเกษตร
การลงทุน 1 ล้านล้านบาทในการเกษตร Indoor Vertical Farm เป็นตัวเลขการลงทุนในประเทศญี่ปุ่น ใช่ครับฟังไม่ผิด 1,000,000,000,000 บาท ประมาณ 5.4-5.5% ของ GDP ประเทศไทยครับ
ญี่ปุ่นจัดทำร่างแผนลงทุนร่วมรัฐ-เอกชนด้านเทคโนโลยีอาหาร หรือ Food Tech มูลค่า 9.7 ล้านล้านเยน หรือราว 2 ล้านล้านบาท ถึงปีงบประมาณ 2040 ภายใต้แผนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ครอบคลุม 17 สาขายุทธศาสตร์
ร่างแผนดังกล่าวถูกนำเสนอเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ในการประชุมร่วมของ Japan Growth Strategy Council และ Council on Economic and Fiscal Policy โดยทั้ง 17 สาขา รัฐบาลคาดว่าจะมีการลงทุนสะสมมากกว่า 370 ล้านล้านเยน (75.96 ล้านล้านบาท) ถึงปีงบประมาณ 2040
กลุ่มที่มีวงเงินมากที่สุดคือฟาร์มในอาคาร 4.6 ล้านล้านเยน (1 ล้านล้านบาท) ตามด้วยเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบนบก 2.9 ล้านล้านเยน เครื่องจักรอาหาร 1.2 ล้านล้านเยน และอาหารใหม่ 1 ล้านล้านเยน
ด้าน Indoor Vertical Farm ญี่ปุ่นต้องการให้ภาคนี้ขยับจากการพึ่งพาผักใบเป็นหลัก ไปสู่ระบบที่รวมพืช อุปกรณ์การผลิต ข้อมูลการปลูก และความรู้ด้านการดำเนินงานเข้าด้วยกัน โดยตั้งเป้าครองส่วนแบ่งตลาดในประเทศและต่างประเทศ 30% ภายในปี 2040
รัฐมนตรีเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น Norikazu Suzuki ระบุว่า โรดแมปนี้ไม่ควรเป็นเพียง “ภาพฝัน” แต่ควรให้การสนับสนุนกับสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นจริงได้ โดยต้องประเมินหลายด้าน ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่รวมถึงความสามารถด้านการจัดการ ทิศทางต่างประเทศ และเครือข่ายบุคลากร
การตัดสินใจลงทุนมหาศาลขนาดนี้ในเทคโนโลยี Indoor Vertical Farm มีเหตุผลรองรับในเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจ และความมั่นคงระดับชาติอย่างจริงจัง
1. ความมั่นคงทางอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Food Security & Climate Change)
- สภาพอากาศแปรปรวน: ญี่ปุ่นเผชิญกับปัญหาคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตทางการเกษตรแบบเปิด (Open-field) ราคาผักในตลาดญี่ปุ่นผันผวนสูงจากปัญหาเก็บเกี่ยวล้มเหลว
- การพึ่งพาตนเอง: ญี่ปุ่นมีอัตราการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร (Food Self-Sufficiency Ratio) ค่อนข้างต่ำ การลงทุนใน Indoor Vertical Farm ที่ควบคุมสภาพแวดล้อมได้ 100% ทั้งแสง LED, ค่าสารอาหาร, CO2 และความชื้น (VPD) จึงเป็นหลักประกันว่าประเทศจะมีแหล่งอาหารที่มั่นคงตลอด 365 วัน โดยไม่ขึ้นกับสภาพอากาศภายนอก
2. วิกฤตโครงสร้างประชากรและแรงงาน (Demographic Crisis)
- สังคมผู้สูงอายุขั้นสุด: เกษตรกรดั้งเดิมของญี่ปุ่นมีอายุเฉลี่ยสูงขึ้นมาก (ส่วนใหญ่เกิน 60-70 ปี) และไม่มีคนรุ่นใหม่มาสืบทอด
- ทดแทนด้วย Automation และ AI: เทคโนโลยี Indoor Vertical Farm ยุคใหม่เปลี่ยนการเกษตรให้กลายเป็น "กระบวนการทางอุตสาหกรรม" ที่ใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) หุ่นยนต์ และ AI ในการมอนิเตอร์และเก็บเกี่ยว ซึ่งช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรได้อย่างสมบูรณ์
3. ข้อจำกัดด้านพื้นที่และทรัพยากร (Resource Constraints)
- พื้นที่เพาะปลูกจำกัด: ภูมิประเทศของญี่ปุ่นเป็นภูเขาสูง พื้นที่ราบที่เหมาะกับการทำเกษตรมีน้อยและค่าเช่าที่ดินสูง การทำฟาร์มแนวตั้งในร่ม (Vertical Stack) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ได้มากกว่าฟาร์มทั่วไปหลายเท่าตัว
- ประหยัดน้ำสูงสุด: ระบบไฮโดรโพนิกส์หมุนเวียนในระบบปิดช่วยลดการใช้น้ำลงได้ถึง 90-95% เมื่อเทียบกับการเกษตรดั้งเดิม
4. ยุทธศาสตร์การส่งออกเทคโนโลยีและ Know-how ไปทั่วโลก (Global Export Strategy)
รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้มองตลาดนี้แค่การผลิตผักเพื่อบริโภคภายในประเทศเท่านั้น แต่เป้าหมายในแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว (มุ่งสู่ปี 2040) คือการทำ "System Export" * ญี่ปุ่นต้องการส่งออกเทคโนโลยีแบบครบวงจร (Turnkey Solution) ที่รวมตั้งแต่ สายพันธุ์พืชที่พัฒนามาเฉพาะ + อุปกรณ์โรงงาน (Hardware/LED) + ข้อมูลการเพาะปลูก (Cultivation Data) + ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ ไปยังตลาดต่างประเทศ โดยตั้งเป้าเจาะตลาดในยุโรป สหรัฐอเมริกา และภูมิภาคเอเชียที่ใส่ใจด้านสุขภาพ
5. การขยายความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ (Economic Viability & Crop Diversification)
- ในอดีต ข้อจำกัดสำคัญของฟาร์มแนวตั้งคือ "ค่าไฟ" และ "ข้อจำกัดชนิดพืช" (มักปลูกได้แค่ผักสลัดใบเขียว)
- แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยี LED มีการพัฒนาประสิทธิภาพการให้แสง (Photon Efficacy) สูงขึ้นมาก ประกอบกับระบบ AI Climate Control ช่วยลดการใช้พลังงานลงได้ 15-30% รัฐบาลญี่ปุ่นจึงเล็งเห็นโอกาสในการใช้นบประมาณนี้มาผลักดันการวิจัยเพื่อ ขยายประเภทพืชเชิงพาณิชย์ ไปสู่กลุ่มพืชที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น สมุนไพรทางการแพทย์ ผลไม้ หรือพืชที่ให้สารสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมยาและฟังก์ชันนัลฟู้ด (Functional Nutrition)
6. การใช้วิธีคิดแบบการผลิตเชิงอุตสาหกรรมมาใช้กับการเกษตร (Economy of scale) เนื่องจากในปัจจุบันพบว่าถ้าทำขนาดการผลิตของ Indoor Vertical Farm ให้ผลิตพืชได้มากพอ, รวดเร็วพอ, รวมถึงการประหยัดน้ำ, พื้นที่และแรงงาน แล้วต้นทุนการปลูกต่อต้นแทบไม่แตกต่างจากการปลูกแบบมาตรฐานออร์แกนิกเลย ซึ่งเป็นมาตรฐานผักผลไม้ที่ผู้บริโภคต้องการ ไม่ใช่ผักผลไม้ที่ใช้ยาฆ่าแมลงในขั้นตอนการปลูกซึ่งไม่ได้มาตรฐานออร์แกนนิค
การลงทุนครั้งใหญ่ของญี่ปุ่นไม่ใช่แค่เทรนด์การตลาดระยะสั้น แต่คือ "ความจำเป็นเชิงโครงสร้าง" (Structural Imperative) เพื่อแก้ปัญหาด้านประชากร สภาพภูมิอากาศ และเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมให้กลายเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (AgriTech) ที่พร้อมจะสร้างรายได้กลับเข้าประเทศผ่านการส่งออกนวัตกรรมในอนาคตครับ
เกษตร
เกษตรในเมือง
เกษตรอินทรีย์
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย