7 ก.ค. เวลา 05:38 • ไลฟ์สไตล์

คลื่นความร้อนในยุโรป กำลังเปลี่ยนหลายสิ่ง ตั้งแต่สุขภาพ พลังงาน จนถึงการออกแบบเมือง

คลื่นความร้อนช่วงปลายเดือนมิถุนายนทำให้หลายพื้นที่ของยุโรปมีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส หลายประเทศทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดของเดือนมิถุนายน
ตัวอย่างเช่น เมืองเอล กรานาโด (El Granado) ทางตอนใต้ของสเปน วัดอุณหภูมิได้ 46 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิสูงสุดที่เคยบันทึกได้ในเดือนมิถุนายนของประเทศ
สาเหตุนั้น นักอุตุนิยมวิทยาได้ระบุว่า เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และระบบความกดอากาศสูงที่คงอยู่นาน ซึ่งกักเก็บอากาศร้อนไว้เหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปตอนใต้และตะวันตก
โดยตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน มีผู้เสียชีวิตที่เชื่อมโยงสาเหตุจากอุณหภูมิ มากกว่า 1,000 รายในหลายพื้นที่ของยุโรป ตามคำบอกกล่าวของ ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส (Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus) ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO)
“ความเครียดจากความร้อนถูกขนานนามว่าเป็น ‘ฆาตกรเงียบ’ เนื่องจากบ้าน อาคารสำนักงาน และโรงเรียนในยุโรปจำนวนมากไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับอุณหภูมิระดับนี้” ผู้อำนวยการ WHO กล่าว
ผลกระทบจากสภาพอากาศที่ร้อนรุนแรง ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางสภาพอากาศที่อันตรายที่สุด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง และผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้วอย่างไม่สมดุล
สภาพอากาศที่ร้อนสามารถทำให้อาการของโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคระบบทางเดินหายใจแย่ลง อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ ภาวะอ่อนเพลียจากความร้อน และโรคลมแดด
บางประเทศต้องปรับเวลาทำงาน เลื่อนกิจกรรมกลางแจ้ง หรือปิดโรงเรียนบางแห่ง เพราะอาคารไม่ได้ถูกออกแบบให้ปลอดภัยในวันที่อุณหภูมิสูงผิดปกติ
ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยร่วมของสหภาพยุโรป (JRC) รายงานว่าหลายพื้นที่ของยุโรปตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือเผชิญภาวะแห้งแล้งรุนแรง ความชื้นในดินและระดับน้ำในแม่น้ำต่ำกว่าปกติ ซึ่งเริ่มส่งผลต่อพืชพรรณและแนวโน้มผลผลิตทางการเกษตร
และเมื่อความร้อนสูง ผนวกรวมกับความแห้งแล้ง พืชที่แห้งจึงกลายเป็นเชื้อเพลิง สร้างเงื่อนไขให้ไฟป่าเกิดง่ายและลุกลามเร็วขึ้น
เหตุการณ์ล่าสุดในยุโรปตอนใต้สะท้อนภาพนี้ชัดเจน โดยไฟป่าในฝรั่งเศสตอนใต้ทำให้ประชาชนกว่า 10,000 คนต้องอพยพ พื้นที่หลายพันเฮกตาร์ถูกเผาไหม้ และสหภาพยุโรปต้องส่งเครื่องบินดับไฟและกำลังสนับสนุนเข้าไปช่วยเหลือ
ด้านพลังงานก็ได้รับผลกระทบ จากพฤติกรรมการใช้พลังงานที่กำลังเปลี่ยน ผู้คนเริ่มหันมาใช้เครื่องปรับอากาศ พัดลม และระบบทำความเย็นมากขึ้น ทำให้ความต้องการไฟฟ้าพุ่งสูงในช่วงกลางวันและช่วงเย็น
ในบางประเทศพบว่าความต้องการไฟฟ้าสูงขึ้นพร้อมกับราคาพลังงานในตลาดที่พุ่งขึ้น เนื่องจากกำลังผลิตบางส่วนลดลง
และถึงแม้ยุโรปกำลังเดินหน้าสู่พลังงานสะอาด แต่คลื่นความร้อนก็สร้างความท้าทายให้พลังงานหมุนเวียนเช่นกัน
ในช่วงคลื่นความร้อน ระบบความกดอากาศสูงมักทำให้ลมสงบลง ส่งผลให้กำลังผลิตจากกังหันลมลดลง ขณะที่ความต้องการไฟฟ้ากลับสูงขึ้นในเวลาเดียวกัน
จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ทำให้องค์การอนามัยโลกได้เร่งทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกและพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อเสริมสร้างความพร้อมรับมือกับคลื่นความร้อนในอนาคต
มีทั้งเรื่องการปรับปรุงระบบเตือนภัยล่วงหน้า สนับสนุนมาตรการป้องกันด้านสาธารณสุข และช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในการสร้างระบบดูแลสุขภาพที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
และนอกเหนือจากการรับมือกับเหตุฉุกเฉิน นักวิจัยจำนวนมากเริ่มมองว่า การปรับโครงสร้างเมืองให้รับมือกับความร้อนเป็นทางออกระยะยาวที่สำคัญ หนึ่งในแนวทางที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการเพิ่มพื้นที่สีเขียว
ประเด็นนี้ถูกอ้างอิงจากงานวิจัยเรื่อง Effect of tree canopy cover on air pollution-related mortality in European cities: an integrated approach ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อปลายปี 2025 ชี้ให้เห็นว่า การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้สามารถมีบทบาทสำคัญในการลดผลกระทบต่อสุขภาพจากทั้งความร้อนจัดและมลพิษทางอากาศได้
ในรายงานระบุว่า การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ในเขตเมืองเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ใน 744 เมืองทั่ว 36 ประเทศในยุโรป สามารถป้องกันการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ประมาณ 5,000 รายต่อปี ผ่านนิเวศบริการด้านการปรับปรุงคุณภาพอากาศและลดอุณหภูมิ
และหากทุกเมืองมีพื้นที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ไม่ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ จะช่วยป้องกันการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้มากถึง 12,000 รายต่อปี
งานวิจัยดังกล่าวตั้งข้อสังเกตอีกว่า ต้นไม้ให้ประโยชน์มากมายนอกเหนือจากการกรองมลพิษทางอากาศ
ป่าในเมืองช่วยลดอุณหภูมิพื้นผิวและอุณหภูมิอากาศ ลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมืองที่ทำให้คลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น ร่มเงาของต้นไม้ยังช่วยลดอุณหภูมิของถนน อาคาร และพื้นที่สาธารณะ ในขณะที่การระเหยของน้ำจากต้นไม้จะปล่อยความชื้นสู่ชั้นบรรยากาศ ช่วยลดอุณหภูมิของอากาศโดยรอบ
โดยรวมแล้ว ผลกระทบเหล่านี้ช่วยบรรเทาปรากฏการณ์เกาะความร้อน ในเมือง ซึ่งทำให้เมืองมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่ชนบทใกล้เคียงอย่างมาก เนื่องจากพื้นผิวและวัสดุที่ดูดซับความร้อน เช่น คอนกรีต
ป่าในเมืองยังช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพด้วยการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนก แมลง และสัตว์ป่าอื่นๆ
นอกจากนี้ พื้นที่สีเขียวยังเชื่อมโยงกับการมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ลดความเครียด เพิ่มโอกาสในการออกกำลังกาย และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยรวมสำหรับผู้อยู่อาศัย
กลับมาที่สถาการณ์ปัจจุบัน มีรายงานว่า ความต้องการเครื่องปรับอากาศกำลังพุ่งสูงขึ้น ร้านค้าปลีกบางแห่งขายเครื่องปรับอากาศหมดเกลี้ยงทั้งในร้านค้าและทางออนไลน์
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การพึ่งพาเครื่องปรับอากาศมากขึ้นอาจทำให้การใช้ไฟฟ้าและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มสูงขึ้น
เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศเตือนว่าคลื่นความร้อนกำลังเกิดขึ้นบ่อยขึ้น ยาวนานขึ้น และรุนแรงขึ้นอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน การขยายพื้นที่ป่าไม้ในเมืองจึงควรเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศในยุโรป
และสำหรับเหตุการณ์คลื่นความร้อนในยุโรปครั้งนี้ คือหนึ่งในสิ่งที่ถูกคาดการณ์มาหลายสิบปีว่า โลกที่อุ่นขึ้นจะทำให้ฤดูร้อนอากาศร้อนขึ้น ซ้ำยังทำให้เหตุการณ์อากาศสุดขั้วเกิดบ่อยขึ้น ยาวนานขึ้น และสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ตั้งแต่สุขภาพ ระบบพลังงาน ไปจนถึงเศรษฐกิจและการออกแบบเมือง
การปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถหยุดภาวะโลกร้อนได้ แต่เมืองที่มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้นย่อมมีโอกาสรับมือกับความร้อนที่กำลังกลายเป็นเรื่องปกติของโลกได้ดีกว่าเดิม
อ้างอิง
Effect of tree canopy cover on air pollution-related mortality in European cities: an integrated approach https://www.thelancet.com/pdfs/journals/lanplh/PIIS2542-5196(25)00112-3.pdf
โฆษณา