8 ก.ค. เวลา 16:01 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ซาอุฯ สร้าง ‘ทางหนีฮอร์มุซ’ ขยายท่อส่งน้ำมันสู่ทะเลแดง รับมือวิกฤติขนส่งพลังงาน หลังสงครามอิหร่านเปลี่ยนเกม

เมื่อฮอร์มุซเสี่ยงเกินไป ซาอุดีอาระเบียกำลังเตรียม​แผนขยายขีดความสามารถของ “ท่อส่งน้ำมันดิบฝั่งตะวันออก-ตะวันตก” ที่เชื่อมแหล่งผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียกับท่าเรือยานบูบนชายฝั่งทะเลแดง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการส่งออกน้ำมัน โดย “ไม่ต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญของภูมิภาค
แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับการหารือ เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า ซาอุดีอาระเบียอยู่ระหว่างการเจรจาเบื้องต้นกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขยายกำลังการขนส่งของท่อส่งน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบันที่รองรับได้ราว 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยมีเป้าหมายให้ทั้งซาอุดีอาระเบียและประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายอื่นในอ่าวอาหรับสามารถส่งออกน้ำมันได้ แม้เกิดวิกฤติในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
สำหรับท่อส่ง East-West นี้ ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1980 แต่ความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังสงครามอิหร่านปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดชะงักเป็นเวลาหลายเดือน
ปัจจุบันท่อส่งดังกล่าวสามารถลำเลียงน้ำมันดิบได้สูงสุด “7 ล้านบาร์เรลต่อวัน” โดยประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวันส่งไปยังโรงกลั่นน้ำมันบนชายฝั่งตะวันตกของประเทศ ส่วนอีกราว 5 ล้านบาร์เรลต่อวันใช้สำหรับการส่งออกผ่านท่าเรือยานบูบนทะเลแดง
แหล่งข่าวระบุว่า ยังไม่มีข้อสรุปว่าการเพิ่มกำลังการขนส่งจะใช้วิธีปรับปรุงระบบท่อเดิม หรือก่อสร้างท่อส่งใหม่ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หนึ่งในแนวคิดที่กำลังพิจารณาคือ การสร้างท่อขนาดเล็กเพิ่มเติมสำหรับขนส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปควบคู่ไปด้วย
นอกจากการเพิ่มศักยภาพของซาอุดีอาระเบียแล้ว โครงการดังกล่าวยังอาจเปิดทางให้ประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน โดยเฉพาะ “คูเวต” ซึ่งปัจจุบันไม่มีเส้นทางส่งออกน้ำมันที่สามารถหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้
แหล่งข่าวระบุว่า การขยายท่อส่งครั้งนี้อาจรองรับกำลังการขนส่งเพิ่มเติมประมาณ 1-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมถึงอาจรองรับการขนส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปด้วย
ในอีกด้านหนึ่ง “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” ซึ่งเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่มีโครงสร้างพื้นฐานหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซในระดับที่มีนัยสำคัญ ก็กำลังเร่งก่อสร้าง “ท่อส่งน้ำมันฝั่งตะวันตก-ตะวันออกสายใหม่” โดยโครงการดำเนินไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่ง และเมื่อแล้วเสร็จในปีหน้า จะช่วยเพิ่มกำลังการส่งออกน้ำมันผ่านท่าเรือฟูไจราห์ “เป็นสองเท่า” จากปัจจุบันท่อส่งเดิมรองรับได้ราว 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน
โฆษณา