เมื่อวาน เวลา 08:25 • ความคิดเห็น

ถ้าเอาตามที่ว่าจริง ภาครัฐจะขาดกำลังคนคุณภาพ + ภาระคลังรุนแรงกว่าเก่าแน่ๆ

เพราะว่ากลุ่ม 40+ คนเก่ง ๆ (ชำนาญการ-ชำนาญการพิเศษ / พันตรี-พันเอก) เป็นช่วงที่กำลังเติบโตและสะสมประสบการณ์มาแต่วัย 30+ แต่ด้วยเก้าอี้ตำแหน่งระดับสูงที่มีจำกัดเป็นคอขวด โตก็โตไม่ได้ ความเบื่อหน่ายในระบบราชการก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
พวกนี้เขามี portfolio ที่พร้อมจะกระโดดไปรับตำแหน่ง Senior/Manager ในภาคเอกชนที่กล้าจ่ายสมน้ำสมเนื้อมากกว่า
แล้วถ้ากล้าปล่อยคนกลุ่มนี้ออกไปพร้อมกลุ่มอายุ 50+ นี่ไม่ใช่วิธี cut-loss แต่คือ หายนะทางการคลังแผ่นดิน เพราะรัฐต้องควักงบประมาณมาจ่ายบำนาญรายเดือนเลี้ยงคนกลุ่มนี้ยาวนานขึ้นเป็นเท่าตัวในยุคที่การแพทย์ก้าวหน้าและคนอายุยืนขึ้น
แทนที่พวกเขาจะอยู่ทำงานสร้าง Value และส่งเงินสะสมเข้ากองทุน กบข. ไปอีก 20 ปี รัฐกลับต้องเปลี่ยนสภาพเป็นฝั่งรายจ่าย + ต้องคืนเงินก้อน กบข. ออกมาก่อนกำหนด ทีนี้ระบบการคลังและกองทุนออม กบข. ได้พังกระจุยกระจายแน่นอน
สมมติว่าไม่จ่ายบำนาญรายเดือน จ่ายเป็นบำเหน็จก้อนเดียว cut-loss เลยจะเป็นไง?
เอาอายุงานเฉลี่ยที่ 10 ปี (เริ่มงานอายุ 30 ลาออก 40) สิ่งที่ต้องจ่ายคือ (1) เงินเดือนสุดท้าย x อายุ (2) โบนัสจูงใจ สมมติ 10 เท่า (3) เงินสะสม + เงินสมทบรัฐ + ผลตอบแทน โดยสมมติว่าเงินเดือนสุดท้าย 32,000.- บาท
รัฐต้องควักคลังจ่ายเงินทันที ก้อน (1)+(2) = 640,000.- บาทต่อคน และจาก กบข. ก้อน (3) อีก 250,000.- บาท รวมเน็ตๆ 890,000/คน เดินสะบัดออกจากระบบราชการ พร้อมทรัพยากรรัฐที่ลงไปกับทุนมนุษย์ ช่วยปั้นสร้างโปรไฟล์ เพื่อให้ไปเป็นผู้บริหารเอกชน?
สมมติว่ามีคนเข้าร่วมโครงการสัก 3,000 คน รัฐ+กบข. ต้องกระเป๋าฉีกเกือบ 2,000 ลบ. แน่ๆ แล้วคิดว่า ใน 3,000 ที่เดินออกจากระบบราชการไปพร้อมเงินสดทะลุถัง คือ กลุ่มข้าราชการกลุ่มหัวกะทิ หรือพวกเช้าชามเย็นชาม???
แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือกระแสข่าววิธีคิดของรัฐบาล จะกู้เงินเพิ่มเพื่อมาลงทุน cut-loss ระยะยาว โดยมองเพียงแค่ว่าจะเฉือนเนื้อจ่ายก้อนเดียวเพื่อตัดภาระคนรุ่นใหม่ให้จบ ๆ ไป
แต่ท่านอาจลืมไปว่าในระบบยังมีหนี้ผูกพันก้อนยักษ์ กับข้าราชการบำนาญเดิม อีกกว่า 9 แสนคน ที่รัฐต้องจัดสรรงบประมาณโอนจ่ายเฉลี่ยหัวละ 35,000 บาท ทุกเดือนไปตลอดชีพ และเป็นสิทธิตามกฎหมายที่รัฐไม่อาจละเมิดได้
ถ้าหากคำนวณพลาดจนกระแสเงินสดของคลังทะลุ ผลลัพธ์อย่างเบาคือท่านไม่ได้แก้ปัญหาคลังแต่กลายเป็นสร้างภาระหนี้สาธารณะใหม่
ส่วนอย่างหนักคือ รัฐบาลถังแตกจนกระทบต่อสิทธิบำนาญของข้าราชการเก่า ทั้งที่พวกลุงป้าน้าอา เขาทุ่มเททำงานจนเกษียณมาอย่างถูกต้อง และไม่ได้ทำผิดอะไรเลย
ถ้าคิดอยากจะลดภาระคลังจริง ควรวางแผนมองอนาคตไปอีก 10 ปี โดยเริ่มที่แผนอัตรากำลัง ปรับลด ยุบตำแหน่งที่ไม่จำเป็น เพื่อไม่ต้องบรรจุข้าราชการเพิ่ม เป็นวิธีประณีประนอมที่ดีที่สุด และควรทำมาตั้งแต่ 10 ปี ที่แล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้ดินพอกหางหมูจนคลังวิกฤตแล้วค่อยมาหักดิบด้วยยาแรง
โฆษณา