วันนี้ เวลา 00:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

วิกฤตินโยบาย 'รักษาฟรี' กับต้นทุนนวัตกรรมที่แท้จริง | บทบรรณาธิการกรุงเทพธุรกิจ

ความสำเร็จของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ “บัตรทอง” ที่ผ่านมา เป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่าช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง ทว่าเมื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และมีต้นทุนการรักษาที่สูงเกินกว่าความสามารถในการจัดสรรงบประมาณของรัฐจะครอบคลุมได้ทั้งหมด ปรากฏการณ์ “การจ่ายส่วนต่าง” (Extra Billing) อย่างเช่นกรณีจังหวัดยะลา จึงนี้เกิดขึ้น
เมื่อแพทย์พิจารณาเลือกใช้วิธีใส่สเตนต์ (Stent Graft) เพื่อรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองให้แก่ผู้ป่วยสูงอายุ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงหากใช้วิธีผ่าตัดแบบเปิด แต่อุปกรณ์สเตนต์ดังกล่าวมีราคาสูงถึง 200,000 - 300,000 บาท ในขณะที่อัตราชดเชยที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จ่ายให้โรงพยาบาลนั้น ต่ำกว่าต้นทุนจริงถึง 30,000 บาทต่อราย จึงต้องเรียกเก็บ “เงินมัดจำ” หรือค่าส่วนต่างจำนวน 30,000 บาทจากญาติผู้ป่วยก่อนผ่าตัด
กรณีที่จังหวัดยะลาคือภาพจริงที่เกิดขึ้นระหว่างคำว่า “นโยบายรักษาฟรี” กับ “ต้นทุนนวัตกรรมที่แท้จริง” เมื่อการประเมินเพื่อเบิกจ่ายภายใต้เพดานงบประมาณแบบปลายปิด (Global Budget) และระบบการจ่ายตามกลุ่มโรค (DRGs) ที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริง ทำให้โรงพยาบาลศูนย์และโรงเรียนแพทย์มีภาระส่วนต่างจากการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และาอาจทำให้ประชาชนผู้ยากไร้ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่ดีได้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัด ยะลา สะท้อนว่าระบบสาธารณสุขกำลังเผชิญกับปัญหาความยั่งยืนทางการคลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์” และเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ภายในปี 2573 ความต้องการเทคโนโลยีการแพทย์ราคาแพงเพื่อรักษาโรคซับซ้อนของผู้สูงอายุจะพุ่งสูงขึ้น สวนทางกับวัยแรงงานซึ่งเป็นฐานภาษีหลักที่กำลังหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ภาวะ “แก่ก่อนรวย” และปัญหาส่วนต่างจะเป็นอุปสรรคหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์
ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันหาทางออกเชิงนโยบายอย่างจริงจัง รัฐอาจต้องพิจารณาการใช้ระบบฐานข้อมูลและเทคโนโลยี AI เข้ามาคำนวณอัตราชดเชย DRGs ให้สะท้อนต้นทุนจริงแบบ Real-time ควบคู่ไปกับการทำสัญญาแบ่งปันความเสี่ยง (Managed Entry Agreements) กับบริษัทยาและเวชภัณฑ์
ตลอดจนการร่วมจ่าย (Co-payment) แบบขั้นบันไดสำหรับผู้ที่มีกำลังทรัพย์ เพื่อนำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปดูแลกลุ่มผู้ที่เปราะบางยากไร้ สร้างความมั่นคงของระบบสาธารณสุข ด้วยการบริหารจัดการงบประมาณ เพื่อให้คนไทยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน
โฆษณา