8 ก.ค. เวลา 15:13 • ดนตรี เพลง

Lemme Revisit: Portishead — Third (2008)

บทบันทึกการดิ่งลงเหวของจิตใจมนุษย์ ผ่านมิกซ์เสียงอันวิกลจริตที่พร้อมจะบีบคั้นหัวใจ และทิ้งบาดแผลอันงดงามเอาไว้ในโสตประสาทไปตลอดกาล
แนวเพลง: Electronic, Experimental Rock, Krautrock, Post-Industrial, Trip Hop, Post-Rock
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “ทริปฮอป” แนวดนตรีที่ถือกำเนิดขึ้นในเมืองบริสตอล ประเทศอังกฤษ ช่วงยุค 90s ได้หวนกลับมามีบทบาทและส่งอิทธิพลต่อซาวด์ของศิลปินระดับโลกในอุตสาหกรรมดนตรีร่วมสมัยอย่างเห็นได้ชัด ด้วยเอกลักษณ์ของการผสมผสานจังหวะฮิปฮอปแบบดาวน์เทมโป เข้ากับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์และบรรยากาศอันลึกลับมืดหม่น แนวเพลงนี้ได้ทิ้งมรดกทางดนตรีเอาไว้มากมายในหลายมิติ ซึ่งหนึ่งในวงดนตรีที่เป็นดั่งสัญลักษณ์สูงสุดและผู้ให้กำเนิดแนวทางนี้ก็คือ Portishead
แต่แทนที่เราจะหยิบยกอัลบั้มเปิดตัวสุดคลาสสิกอย่าง Dummy (1994) ที่ทุกคนคุ้นเคยขึ้นมาพูดถึง Lemme Revisit ในวันนี้ ขอพาทุกคนไปสำรวจ Third สตูดิโออัลบั้มลำดับที่สามและเป็นผลงานชุดสุดท้ายก่อนที่วงจะปิดฉากลง ซึ่งเป็นงานที่พวกเขาหันหลังให้แก่ซาวด์ทริปฮอปแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง แล้วกระโจนเข้าสู่โลกของคราวด์ร็อกและซาวด์สยองขวัญในแบบภาพยนตร์ของ John Carpenter แทน
บริบทที่น่าสนใจก่อนจะมาเป็นอัลบั้มนี้เกิดขึ้นหลังจากที่วงออกทัวร์คอนเสิร์ตยาวนานถึงสามปี Geoff Barrow มือกลองและโปรดิวเซอร์หลักของวงเกิดภาวะหมดไฟและสูญเสียแรงบันดาลใจในการทำเพลง เขาพยายามหันไปทำโปรเจกต์อื่นกับวงอินดี้ร็อกอย่าง The Coral แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน จนกระทั่งในปี 2003 Geoff ตัดสินใจหวนกลับมาแท็กทีมกับอีกสองสมาชิกอย่าง Adrian Utley และ Beth Gibbons เพื่อเริ่มต้นทำเพลงใหม่อีกครั้ง พวกเขาใช้เวลาบ่มเพาะและอัดเพลงอย่างประณีตอยู่นานหลายปี
จนกระทั่งคลอดอัลบั้ม Third ออกมาในวันที่ 28 เมษายน ปี 2008 ซึ่งได้รับกระแสชื่นชมจากนักวิจารณ์อย่างท่วมท้น แต่ในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นั้น วันต่อมา Geoff ได้ให้สัมภาษณ์และประกาศยุติบทบาทของวงอย่างเป็นทางการ โดยอธิบายว่าการลองผิดลองถูกและการตรากตรำทำงานหนักในสตูดิโอและทัวร์คอนเสิร์ตมาอย่างยาวนานได้รีดเค้นพลังงานของพวกเขาจนหมดสิ้น และไม่มีแรงผลักดันที่จะเดินหน้าต่อในนาม Portishead อีกแล้ว
หากจะนิยามประสบการณ์จากการฟัง Third คงไม่มีคำไหนอธิบายได้ดีไปกว่าความรู้สึกหดหู่ดิ่งลึกและดำดิ่งที่สุดเท่าที่อัลบั้มร็อกชุดหนึ่งจะมอบให้ได้ เมื่อเทียบกับสองอัลบั้มก่อนหน้าอย่าง Dummy หรือ Portishead (1997) งานชุดนี้โดดเด่นและฉีกกรอบออกมาในแง่ของความสร้างสรรค์และความแปลกใหม่ ระดับการโปรดักชั่นของเพลงในอัลบั้มนี้เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง
มวลเสียงที่ถูกดีไซน์ออกมาให้ความรู้สึกโดดเดี่ยว สิ้นหวัง ราวกับเรากำลังเดินหลงทางอยู่ในบ้านผีสิงที่มีสายตาของสิ่งลี้ลับคอยจับจ้องอยู่ตลอดเวลา เป็นความรู้สึกหวาดระแวงและติดกับดักในพื้นที่ปิดล้อมที่ไม่มีใครสามารถยื่นมือเข้ามาช่วยได้ ซาวด์ดีไซน์เน้นการตัดเสียงสังเคราะห์อิเล็กทรอนิกส์แบบเดิมออกไป แล้วแทนที่ด้วยการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างทริปฮอปและเอกซ์เพอริเมนทัลร็อกที่ลงตัวและทรงพลัง บีตและเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นถูกเฆี่ยนตีออกมาให้มีความหม่นหมองแต่กระแทกกระทั้นโสตประสาทอย่างรุนแรง
องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้อัลบั้มนี้มีความหลอนและดิ่งจนกู่ไม่กลับ คือเนื้อเพลงและไลน์การร้องของ Beth แม้ในภาพรวมเนื้อเพลงจะไม่ได้มีความซับซ้อนมากมาย แต่การเขียนบทกวีของเธอกลับทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ น้ำเสียงของเธอยังคงดิบและเต็มไปด้วยความโศกเศร้าไม่ต่างจากยุค 90s แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมันถูกรีดเอาความเซ็กซี่เย้ายวนสไตล์ Femme Fatale ที่คนฟังเคยหลงใหลออกไปจนหมดสิ้น
เหลือไว้เพียงน้ำเสียงที่แหบพร่า สั่นเครือ และเย็นเยียบราวกับเสียงของภูตผีที่กำลังคร่ำครวญ เนื้อหาหลักๆ ในอัลบั้มวนเวียนอยู่กับความโดดเดี่ยว การแตกสลาย ความเสียใจภายหลัง วิกฤตอัตลักษณ์ และภาวะซึมเศร้า ซึ่งเนื้อหาที่หม่นหมองและดำมืดขั้นสุดนี้ ถึงขนาดทำให้สื่อมวลชนและแฟนเพลงในยุคนั้นพากันแสดงความห่วงใยต่อสภาพจิตใจของเธอ และพาลให้นึกถึงความสิ้นหวังในแบบของ Ian Curtis แห่ง Joy Division เลยทีเดียว
ในแง่ของการเรียงร้อยแทบทุกแทร็ก อัลบั้มนี้มีการวางโครงสร้างที่ร้อยรัดกันราวกับภาพยนตร์ระทึกขวัญที่พาคนฟังดิ่งลงสู่เหวแห่งความวิตกกังวลทีละระดับ เริ่มต้นด้วยแทร็กเปิดตัวอย่าง “Silence” ที่ทำหน้าที่เป็นประตูบานแรกได้อย่างยอดเยี่ยม ไลน์กลองและจังหวะเพอร์คัชชั่นมีความลึกลับ ชวนให้รู้สึกเหมือนกำลังถูกสิ่งไม่พึงประสงค์ไล่ล่าท่ามกลางเสียงกีตาร์ที่หนาทึบและเสียงร้องที่สะท้อนภาวะตื่นตระหนก (Panic Attack)
ก่อนที่เพลงจะตัดจบลงดื้อๆ อย่างไม่ทันตั้งตัว สะท้อนความไม่มั่นคงทางอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ถัดมาคือ “Nylon Smile” แทร็กที่อบอวลไปด้วยความสับสนและท้อแท้ เสียงร้องของ Beth นุ่มนวลแต่กรีดลึกถึงจิตวิญญาณ เล่าถึงความพยายามที่จะอธิบายความรู้สึกบางอย่างให้คนรักฟังแต่กลับไร้ซึ่งคำพูด เป็นความโศกเศร้าที่แสนงดงาม
จุดเปลี่ยนผ่านของสไตล์ดนตรีปรากฏชัดใน “The Rip” และ “Deep Water” ที่เบนเข็มเข้าหาซาวด์ฝั่งโฟล์กมากขึ้น โดยเพลงหลังเป็นอินเตอร์ลูดสั้นๆ ที่มีเพียงเสียงดีดกีตาร์โปร่งคลอไปกับเสียงร้องที่พยายามจะยื้อชีวิตไม่ให้จมลงสู่ห้วงน้ำลึก ก่อนจะมีไลน์ประสานเสียงสุดหลอนประสาทแทรกเข้ามาเพิ่มมวลความเครียด ขณะที่ “The Rip” คือหนึ่งในเพลงที่เศร้าและสวยงามที่สุดในอัลบั้ม มันเริ่มต้นด้วยพาร์ตอะคูสติกกีตาร์แสนละมุน
ก่อนจะค่อยๆ กลายพันธุ์และกลืนกลายเข้าสู่ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงครึ่งหลังราวกับภาพลวงตา ส่วนแทร็กอย่าง “We Carry On” นำเสนอความหลอนในระดับที่ชวนให้นึกถึงความลัทธิหรือพิธีกรรมทางศาสนาอันน่าสะพรึงกลัวแบบวงสายนอยส์รุ่นพี่อย่าง Swans ไลน์เบสและเสียงบีปที่ดังซ้ำๆ ทำงานร่วมกับเสียงร้องที่ดูคุกคาม ขับเน้นให้ความหวาดระแวงพุ่งสูงจนทลายกำแพงจิตใจของคนฟัง
ไฮไลต์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ “Machine Gun” เพลงที่ยอดเยี่ยมและดุดันที่สุดในอัลบั้มชุดนี้ ตัวบีตมีความปั่นป่วน วุ่นวาย และอัดแน่นไปด้วยเสียงกลองอิเล็กทรอนิกส์ที่กระแทกกระทั้นในสไตล์ดิสโทเปีย เสียงริฟฟ์ที่ดิบและดังขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไปสร้างความกดดันทางอารมณ์อย่างมหาศาล ทว่าในช่วงท้ายกลับหยอดโน้ตที่ฟังดูมีความหวังขึ้นมาจางๆ ราวกับตัวละครเริ่มมองเห็นพฤติกรรมที่เป็นพิษของตัวเอง
ดนตรีที่ตึงเครียดนี้ถูกส่งไม้ต่อให้กับ “Magic Doors” ที่ยังคงสำรวจความว่างเปล่าของการมีอยู่ ก่อนจะเคลื่อนเข้าสู่แทร็กถัดๆ ไปอย่างลื่นไหล แม้ว่าจะมีบางบทเพลงอย่าง “Small” ที่ถูกจัดวางในตำแหน่งที่อาจจะดูยืดเยื้อและยาวเกินจำเป็นไปนิด จนทำลายจังหวะของอัลบั้มไปบ้าง แต่ในภาพรวม ซาวด์แบบเอกซ์เพอริเมนทัลร็อกที่สลับสับเปลี่ยนเข้ามาในแทร็กเหล่านี้ก็ถือเป็นความกล้าหาญที่น่ากราบไหว้เหลือเกิน
ขณะเดียวกัน ในอัลบั้มยังมีเพลงอย่าง “Plastic” ที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงอดีตและปัจจุบันของวงได้ดีที่สุด มันคือการนำเอาแนวดนตรีทริปฮอปที่เคยสร้างชื่อให้พวกเขามาสับเปลี่ยนและรื้อถอนโครงสร้างให้บิดเบี้ยว จนกลายสภาพเป็นทริปฮอปสายพันธุ์จิตเภทที่ดูหลอนและไม่เป็นมิตร เนื้อหาว่าด้วยความสัมพันธ์ที่เป็นพิษและการขาดความเข้าใจกัน
ซึ่งความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างพาร์ตที่เน้นกรู๊ฟชวนเคลิ้มในอดีต กับพาร์ตที่เน้นการสร้างบรรยากาศอันเยือกเย็นในปัจจุบัน ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่กล้าหาญและพิสูจน์ให้เห็นว่าวงพร้อมจะฉีกตำราเล่มเก่าของตัวเองทิ้งเพื่อสร้างสิ่งใหม่อย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
มหากาพย์แห่งความสิ้นหวังนี้เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดใน “Threads” แทร็กปิดอัลบั้มที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเพลงปิดที่ทรงพลังและสิ้นหวังที่สุดในประวัติศาสตร์ เพลงเปิดฉากด้วยเสียงกีตาร์ครางกระหึ่มผสมผสานกับดนตรีเครื่องสายที่ลากยาวชวนอึดอัด Beth ร้องเพลงด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังขั้นสุด ราวกับคนที่ไม่สามารถแบกรับความเจ็บปวดได้อีกต่อไปและอ้อนวอนให้ทุกอย่างจบสิ้นลง
ท่ามกลางเสียงกลอง ริฟฟ์กีตาร์กระหน่ำ และเสียงนอยส์แบบอินดัสเทรียลที่พยายามบดขยี้เพื่อหาบทสรุป ทว่าเพลงกลับเลือกที่จะไม่คลี่คลายอารมณ์ใดๆ แต่ปล่อยให้เสียงกีตาร์โดรนครางกระหึ่มยาวนานกว่าหนึ่งนาทีกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างหายไปในความมืด
อัลบั้ม Third จึงยืนหยัดในฐานะบทพิสูจน์ชั้นดีของการเปลี่ยนผ่านทางดนตรีที่ยอดเยี่ยมที่สุดครั้งหนึ่ง วงดนตรีจากบริสตอลกลุ่มนี้ได้แสดงให้เห็นว่าความยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดจากการย่ำอยู่กับความสำเร็จเดิมๆ แต่เกิดจากการกล้าที่จะท้าทายตัวเองและคนฟังด้วยซาวด์ที่แปลกใหม่และจริงใจต่อความรู้สึก ณ ช่วงเวลานั้น
แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายปีหลังจากความเงียบงันและแยกย้ายกันไปเติบโตในเส้นทางสายภาพยนตร์และงานเดี่ยวของแต่ละคน แต่มรดกความหม่นหมองปนสยองขวัญอันงดงามชิ้นนี้ ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซเหนือกาลเวลา ที่พร้อมจะก้าวเข้ามาเขย่าโสตประสาท และโอบกอดความอ้างว้างในจิตใจของมนุษย์ตราบจนวันตาย
คะแนน: 10/10
แทร็กไฮไลต์: We Carry On, Threads, Silence, Hunter, Magic Doors, Machine Gun, The Rip, Nylon Smile, Small, Plastic และ Deep Water
โฆษณา