วันนี้ เวลา 09:30 • นิยาย เรื่องสั้น

คำสาปแขวนคอ...

เสียงเครื่องชงกาแฟที่ดังขึ้นอย่างสุภาพกระซิบว่าได้เวลาปิดร้าน...
ฉันเก็บโน้ตบุ๊กเข้ากระเป๋า หยิบแก้วชาเขียวขึ้นมา แล้วโค้งให้พนักงานด้วยความเกรงใจอย่างที่สุด
ฝนเพิ่งหยุด พื้นยังเปียก น้ำสกปรกจึงกระเด็นขึ้นมาเกาะข้อเท้าเมื่อก้าวเท้าลงไป ความชื้นจับตัวเป็นก้อนย่างกรายไปตามผิว เม็ดฝนที่ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าสีดำลอยค้างอยู่ในอากาศ บีบรัดลำคอ ดึงทึ้งความปวดเมื่อยสาหัสออกมาขยี้ซ้ำ
แม้จะพึ่งกลับมาถึงห้องพัก แต่พอหันไปเห็นโต๊ะทำงานที่ไม่มีโน้ตบุ๊กวางอยู่ หัวใจและนิ้วมือก็คันคะเยอจนต้องหยิบมันออกมาจากกระเป๋า พร้อมกันกับที่เจ้าโคมไฟบนโต๊ะติดสว่าง
โหลเก็บปากกาอยู่ตรงมุมด้านในสุด นอนอยู่ตรงข้ามกับกองหนังสือ ถึงทุกวันนี้ ฉันแทบจะไม่ได้ใช้ปากกา แล้วก็ลืมไปแล้วว่าอ่านหนังสือครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ แต่พวกมันก็ยังอยู่ตรงนั้น เพียงเพราะพวกมันจะอยู่ตรงนั้นเสมอ...
แม่เคยบอกว่า มันจะประหยัดกว่าถ้าเราเปิดไฟจากโคมไฟ
สัมผัสอ่อนนุ่มของผ้าเช็ดตัวไล้ไปบนฝ่ามือฉันแล้ว ตอนจินตนาการที่ว่ารายงานประจำปีพังไม่เป็นท่าเพราะใส่งบการเงินผิดจะเข้าเล่นงาน มันถ่างนิ้วให้ห่างออก ก่อนจะผลักหลังให้เดินไปเปิดไฟล์งาน เพื่อพิสูจน์ว่าความร้อนรนทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องแต่ง แล้วมันก็แค่เล่นตลกให้ฉันเสียเวลาไปเปล่า ๆ
ทันทีที่รายการตลกจบลง ละครดราม่าเคล้าน้ำตาก็เริ่มฉาย ฉากแรกเป็นเสียงโทรศัพท์ที่มาพร้อมคำสั้น ๆ คำหนึ่ง
'แม่’
“ป่านลูก นอนหรือยัง ?” ฉันพยายามกล่อมตัวเองว่าไม่รู้ว่าแม่โทรมาทำไม...แต่ที่แน่ ๆ คือแม่จะไม่ยอมเข้าเรื่อง แต่ฉันก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงพอที่จะบีบบังคับ
“เพิ่งกลับมาเหรอลูก วันนี้งานเยอะเหรอ ?”
“เยอะทุกวันแหละแม่...ต้องเอาไปทำต่อที่ร้านคาเฟ่ด้วย”
“อ้าว...แล้วทำไมป่านไม่ทำที่ออฟฟิศล่ะ แบบนี้ก็ไม่ได้โอทีน่ะสิ”
“ทำแบบนั้นคนอื่นเขาก็มองว่าหนูทำงานไม่เสร็จน่ะสิ” ให้ตายเถอะ ฉันไม่ได้อยากทำแบบนี้เลยสักนิด...แต่ฉันอยากไปอาบน้ำ อยากจะล้างไอ้กลิ่นน้ำเหม็น ๆ พวกนี้ออกเต็มกลืน “แม่โทรมามีอะไรหรือเปล่า ?”
“แม่ว่า...แม่จะขอเงินป่านเพิ่มสักหน่อยน่ะลูก ยาแก้ปวดแม่มันใกล้จะหมดแล้ว...”
“ได้ ๆ เดี๋ยวป่านโอนให้เลย ป่านขอไปอาบน้ำก่อนนะ ถ้าปวดมากก็ไปหาหมอนะแม่” ฉันรอจนคำอวยพรของแม่เงียบลงแล้วค่อยกดวางสาย สิ้นเสียงสัญญาณ ตัวเลขในบัญชีของฉันที่เคยแจ่มชัดก็เริ่มพล่านเลือน แอปธนาคารในมือบอกว่ามันเหลือพอจะโอนให้แม่ แล้วก็ยังเหลือพอให้ใช้ถึงสิ้นเดือน...
ฉันมองเครื่องหมายลบ ตัวเลขสีแดงที่อยู่ด้านบนเครื่องหมายลบ และตัวเลขสีแดงอีกตัวที่อยู่ด้านล่าง รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ต้องกะพริบตารัว ๆ เพราะความแห้งผากสากกร้านกัดกินดวงตาจนแห้งสนิท
 
วันนี้วันที่ 19 อีกสิบวันเงินเดือนก็จะออก หลังจากโอนให้แม่...เงินจะเหลือ 2,000 หรืออาจจะไม่ถึง...
ค่าเดินทางต่อวันประมาณ 50 ฉันจะเหลือเงินใช้ประมาณ 150 ไม่สิ...ต้องใช้แค่วันละ 100 นั่นเต็มที่แล้วที่จะทำได้...
ชาเขียวมันแก้วล่ะเท่าไหร่นะ...ขี้เกรงใจไม่เข้าเรื่อง ที่คาเฟ่ก็มีน้ำเปล่าขาย...
ตอนอยู่กับแม่จนยิ่งกว่านี้อีก เคยอดมื้อกินมื้อด้วยซ้ำ...แค่นี้คงไม่เท่าไหร่หรอก
วันนี้มันเหนื่อย งานก็เยอะ...แถมต้องมาใช้เงินฉุกเฉินอีก ถึงจะยังใช้ชีวิตไม่เก่ง แต่อย่างน้อย ๆ วันนี้ก็ผ่านไปได้
ฉันต้องให้รางวัลตัวเองสักหน่อย...จำได้ว่าในตู้เย็นมีช็อกโกแลตแบบแท่งเหลืออยู่อีกอันนึง ช็อกโกแลตนั้นจะกลายเป็นของรางวัล รางวัลสำหรับคนเก่ง...
แต่ตรงที่ฉันจำได้ว่ามีเจ้าช็อกโกแลตวางอยู่กลับว่างเปล่า ไอเย็นลูบไล้ไปบนนิ้วมือและแทรกไปตามข้อนิ้ว บอกให้ฉันรู้ว่าความว่างเปล่าเท่านั้นที่เป็นจริง
ฉันต้องให้รางวัลตัวเอง...อย่างน้อย ๆ ก็ควรได้กินช็อกโกแลตสักแท่ง แค่ช็อกโกแลตถูก ๆ แท่งละไม่กี่บาท
รู้ตัวอีกที...ฉันก็อยู่ตรงหน้าแอปสั่งของออนไลน์ ฉันหยิบมันใส่ตะกร้า เจ้าของรางวัลที่มาพร้อมกับเลขหนึ่ง
แต่นี้มันก็ดึกแล้ว ฝนก็เริ่มลงเม็ด ถ้ากดจ่ายเงิน น้องพนักงานก็ต้องตากฝนขับรถมาส่งสินค้าแค่รายการเดียว
เมื่อไม่กี่วันก่อนฉันก็สั่งของเวลานี้ เวลาที่ร้านใกล้ปิดรับออเดอร์ ฉันยังจำสายตาของน้องพนักงานได้ เสียงขอบคุณแบบไม่พอใจของเขายังดังอยู่ในหู...
ไม่เป็นไร...ไว้ค่อยกินพรุ่งนี้ก็ได้ ฉันรู้อยู่แล้วว่าตัวเองควรได้รับอะไร ก็แค่ต้องอดทน...อดทนอีกแค่คืนเดียว
เสียงนาฬิกาปลุกปลอบใจฉันว่าสุดท้ายแล้วค่ำคืนฝนพร่ำก็จะผ่านไป รสเค็มนิด ๆ กับความกรุบกรอบพยุงให้ลุกจากเตียงที่ส่งเสียงเอี๊ยดทักทาย
ไอน้ำมันร้อน ๆ กับแป้งสีเหลืองที่กำลังสุกเล่นงานเข้าอีกตอนอาบน้ำ เป้าหมายแรกของวันทำงานจะเป็นสิ่งนั้นเสมอ...
ถึงเมื่อคืนจะไม่ได้กินช็อกโกแลต แต่ฉันก็ไม่เคยต้องผิดหวังกับปาท่องโก๋เจ่าประจำเลยสักครั้ง
แต่ยางรถที่บดไปบนถนนเปียก ๆ ก็พาให้ใจสั่น มันสั่นไปพร้อมกับความผิดปกติที่อยู่บนถนนฝั่งตรงข้าม
ตรงที่ร่มเขียว ๆ จะกางอยู่พร้อมกับควันลอยกรุ่นเหนือกระทะ วันนี้มันกลับดูคล้ายความว่างเปล่า ยิ่งขาพาเข้าไปใกล้มากเท่าไหร่ ความผิดหวังก็ดูสมจริงขึ้นมากเท่านั้น
แล้วเมื่อฉันยืนอยู่ตรงกันข้ามกับร้านปาท่องโก๋ว่างเปล่า ความจริงก็ทุบทำลายความคุ้นชินจนย่อยยับ...
เมื่อคืนก็ช็อกโกแลต เช้านี้ก็ปาท่องโก๋ วันนี้ทั้งวันคงต้องล้มเหลวไม่เป็นท่าแน่ ๆ วันดวงซวย หรือไม่ก็วันที่ดาวมฤตยูเคลื่อนเข้ามาในดาวประจำตัว...
 
ต้องกินอะไรสักอย่าง ไม่งั้นท้องจะว่างเกินไปจนทำงานไม่ได้
ฉันเลยหยิบขนมปังมาจากร้านสะดวกซื้อ ถามตัวเองอย่างเวทนาว่าทำไมถึงหยิบมาตั้งสองอัน
ตอนรอคิวจ่ายเงินอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ฉันได้ยินเด็กนักเรียนคนหนึ่งบอกกับพนักงานว่าเขาอยากได้บัตรเติมเกมราคาสี่ร้อยบาทสองใบ...
นั่นไม่รวมกับขนมที่นอนอยู่ก้นตะกร้า แล้วเขาก็ใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีสำหรับเงิน 1,364 บาท
แบงก์พันกับแบงก์ห้าร้อยเปลี่ยนเป็นเศษเหรียญในเวลาไม่กี่อึดใจ ตอนอายุเท่าเขา ฉันจับแบงก์สีเทานับครั้งได้ แต่เขาทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ อย่างกับว่าเขาใช้เงินเช้าละพันห้า บ่ายละสามพัน และเย็นละสี่พันแปด...
โตมาต่างกัน เราแค่โตมาต่างกัน....
หลังเลิกงาน...ฉันเดินเข้าซอยหอพร้อมกับมองหาร้านส้มตำ
ฉันไม่ได้ซื้ออะไรติดมา เพราะรู้สึกว่าโลกคงไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น แต่แผงลอยว่างเปล่าก็ยืนยันว่าโลกไม่ได้สวยงามอย่างที่หวัง
ฉันน่าจะเอะใจสักหน่อยว่าถ้าร้านปาท่องโก๋ปิด ก็แน่นอนว่าร้านส้มตำก็ต้องปิดด้วย
ปกติพี่เอจะเปิดร้านทุกวันไม่เคยหยุด ตอนเช้าขายปาท่องโก๋ ตอนเย็นขายส้มตำ ถึงจะขายดีมาก ๆ จนบางทีก็ปิดเร็วเพราะของหมด แต่พี่เอไม่เคยหยุดร้านไปดื้อ ๆ
เมื่อวานก็เพิ่งเจอกันแท้ ๆ บอกกันสักหน่อยก็ได้
ฉันจำใจหิ้วบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกลับเข้าหอ ถึงจะไม่ได้กินของที่อยากกิน แต่อย่างน้อย ๆ ก็ประหยัดค่าข้าวไปได้เยอะ แต่คงจะดีกว่าถ้ารู้ว่าพรุ่งนี้ร้านพี่เอจะเปิดหรือเปล่า
แล้วพอหันไปเห็นป้าเจ้าของหอที่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ ฉันก็รู้ทันทีว่าต้องทำยังไง
“ป้าคะ ป้าพอจะรู้ไหม ว่าทำไมวันนี้พี่เอเขาปิดร้าน” ป้าแกหันมาทำหน้าตกใจเหมือนคนใช้ในละครหลังข่าว เอามือทาบอกแล้วถามกลับ
“ต๊าย...หนูไม่รู้เหรอลูก” ใช่ รู้คงไม่ถามแน่ ๆ “ไอ้เอน่ะ มันเพิ่งผูกคอตายไปเมื่อช่วงสาย ๆ เนี่ยแหละ”
ดวงตาฉันแข็งเกร็งขึ้นมาพร้อมกับคิ้วที่ขมวดชนกันเหนือสันจมูก สัมผัสหยาบสากเริ่มไต่ไปตามเนื้อตัวและเส้นเสียง
“แล้วทำไม พี่เอเขาถึง” ฉันปล่อยให้ความตายกลายเป็นเสียงเงียบลอยในอากาศ
“แม่มันยังไม่รู้เลย ลูกยังเล็กแท้ ๆ คิดสั้นจริง ๆ เลยมันน่ะ เนี่ย...เดี๋ยววันนี้เย็นป้าก็จะไปรดน้ำมันสักหน่อย...นึกแล้วก็สงสาร”
 
ฉันนอนอยู่บนเตียง โทรศัพท์มือถือส่องแสงพล่าเลือนอยู่ในมือ สารพัดรูปภาพและวิดีโอไล่ไปบนนิ้วที่ไร้จิตสำนึก...
ทำไมพี่เอเขาถึงทำแบบนั้น ? ไม่มีทางจะรู้ได้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น เธอกำลังเจออะไรอยู่ ? ถ้าเกิดว่า...พี่เขาเพิ่งจะรู้ว่าตัวเองป่วยเป็นโรคร้ายแรง หรือพี่เขาอาจจะหาเงินมาได้ไม่พอค่าเทอมลูก มันอาจจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ ไอ้บ่วงที่พี่เขาเอาแขวนคอตัวเองนั้น มันจะทักทอขึ้นมาจากเรื่องอะไรก็ได้ทั้งนั้น...
ถ้าฉันต้องเจอเรื่องเหมือนกับพี่เอขึ้นมา ก็คงคิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำยังไง คนอย่างพี่เอคงไม่บากหน้าไปยืมเงินหรือว่าขอความช่วยเหลือจากใครอยู่แล้ว เพราะคนทั้งซอยชอบพูดว่า ขายของหมดทุกวันต้องมีเงินเยอะแน่ ๆ ไอ้คำชมพวกนั้นมันกลายเป็นกรงขัง ถ้อยคำพวกนั้นกลายเป็นก้อนอิฐปิดทางออก
ฉันก็เป็นแบบนั้น เราทั้งคู่ต่างเป็นหญิงแกร่ง แต่ไม่ว่าใคร...ก็ต้องเคยเจอกับปัญหาที่แก้ไม่ได้...
แล้วถ้าเป็นฉันล่ะ ฉันจะทำยังไง....
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำลายความเงียบงันแสนวุ่นวายจนแตกสลาย สถานะความสัมพันธ์ที่ทั้งปลอบประโลมและกัดกินฉันไปพร้อมกันปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
‘แม่’
ฉันกดรับสาย ฟังเสียงเจื้อยแจ้วจอมปลอมไปสองสามคำถาม กินข้าวหรือยังลูก วันนี้ทำงานเป็นยังไงบ้าง...และ แม่ขอเงินเพิ่มอีกหน่อยได้ไหม ยาแก้ปวดมันขึ้นราคา
ฉันพยักหน้าแล้วพูดว่า ได้ค่ะ...เดี๋ยวโอนให้เลย...
วันนี้ฉันซื้อขนมปังมาทำไมตั้งสองชิ้น ถ้าไม่ซื้อก็จะมีเงินเก็บไว้ใช้แท้ ๆ ตอนนั้นฉันคิดอะไรอยู่ แล้วไอ้ช็อกโกแลตที่ซื้อมากินตอนต้นเดือนนั้นล่ะ ฉันซื้อมันทำไม...
มีอะไรอีกนะ ไอ้แก้วน่าเกลียดที่เคยอยากได้นักหนานั้นมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เสื้อตัวนั้นก็เหมือนกัน ไม่ได้ไปเที่ยวแท้ ๆ จะซื้อมาทำไม
อะไรอีก...มีอะไรที่เสียเงินไปเปล่า ๆ อีก แล้วฉันก็เพิ่งจะรู้ว่าในห้องเต็มไปด้วยความโง่งม ความอวดดี ผนังห้องฉาบทับไปด้วยความอ่อนแอ ลามเลียไปบนโต๊ะทำงาน ไหลเรี่ยราดไปบนเตียงนอน ซุกซ่อนอยู่ใต้หมอนและผ้าห่ม...
เป็นฉันเอง...ที่ถักบ่วงแห่งหายนะขึ้นมา
หลังจากนอนกอดความกังวลอยู่พักใหญ่ ฉันก็รวบรวมสติแล้วแบกความบอบช้ำเข้าไปอาบน้ำ ทุกปัญหามีทางออก แล้วฉันก็ผ่านมันมาได้เสมอ พวกมันจะทรมานในทีแรก แล้วก็จะค่อย ๆ ถูกผ่อนลงด้วยความคุ้นเคย บ่วงที่รัดบนลำคอจะค่อย ๆ คลายออก ตกมาที่หัวไหล่ ก่อนจะลงไปกองอยู่ปลายเท้าในเวลาเพียงพริบตา...
ฉันผ่านเรื่องแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้วในชีวิต สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือพรุ่งนี้ต้องไปทำงาน เพราะถ้าไม่ไปทำงานทุกอย่างจะยิ่งแย่
ความอบอุ่นเลื่อนขึ้นมาที่หน้าอกพร้อมกับผ้าห่ม เสียงฝนกระซิบมาจากด้านนอก ความผ่อนคลายเริ่มทยอยกลับมา เสียงครืน ๆ พร้อมกับแสงสว่างวาบส่งเงาระเบียงตากผ้าลอดเข้ามาเป็นจังหวะ...
แล้วอะไรบางอย่างก็ปลุกฉัน ความรู้สึกเหมือนตกจากที่สูงเหวี่ยงกระชากขาฉันจนมันเหยียดทะลุผ้าห่ม เงาราวตากผ้าสาดอยู่บนพื้นหน้าประตูระเบียง เงาที่สาดแมลงนับร้อยให้รุมไต่ไปบนผิว
มีอะไรบางอย่างผิดปกติ สัญชาตญาณบีบตาให้จ้องพื้นสีดำกลืนความปลอดภัยลงไป ก่อนจะขย้อนออกมาเป็นซากเน่า ๆ
ครั้งถัดมาที่สายฟ้ามาเยือน ฉันก็รู้ว่ามีความเลวร้ายยิ่งกว่าเสียงฟ้าคำรามซ่อนอยู่...
เส้นเชือก ร่างโบกไหว มือบนลำคอ ร่างนั้นชัดเจนขึ้นทุกครั้งที่พื้นสว่างวาบ...
ปลายนิ้วฉันถูกแช่แข็ง หัวใจเต้นรัวบ้าคลั่ง ทุกสิ่งรอบตัวบอกให้หนี แต่ร่างกายไม่ยอมทำตามอย่างกับว่ามันรู้ดีว่าฉันต้องจ้องสิ่งวิปลาสนั้นไว้
ความรู้สึกจากอดีตไล่เรียงขึ้นมาตามข้อเท้า มือฉันชาเหมือนตอนที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว ขาฉันเย็นเหมือนตอนที่ต้องนอนในค่ายลูกเสือสยอง หัวใจฉันกรีดร้อง...เหมือนกับตอนที่รู้ว่าพ่อทิ้งเราไป
แล้วสุดท้าย ฉันก็ทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากจ้องร่างที่กำลังเต้นรำผ่านความมืด รอให้แสงจากฟ้ากะพริบ เพื่อจะยืนยันว่ามันยังอยู่ตรงนั้น...และฉันยังคงหายใจ
ฉันรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่แสงสว่างส่องทับเงามืด ความว่างเปล่าบนพื้นที่ดูน่าอบอุ่นและสุขสบายกลับทำให้ฉันต้องกรีดร้อง
ไอ้แสงพวกนั้นมันแปลกตาเพราะฉันไม่เคยเห็นมันมาก่อน พระอาทิตย์กำลังหัวเราะเยาะฉันที่กำลังจะไปทำงานสาย
ที่ต้องรีบเพราะมันไม่ได้สายขนาดที่ว่าเลยเวลาเข้างาน แต่มันดันเป็นเวลาที่อยู่บนเชือกเส้นบางระหว่างทันกับไม่ทัน
กลิ่นปาท่องโก๋กับไอน้ำมันเดือดสะกิดไหล่ฉันเบา ๆ ตอนที่เดินผ่านร้าน หางตายืนยันว่าสิ่งที่อยู่ตรงนั้นมีเพียงความว่างเปล่า กลิ่นแป้งกับความกรุบกรอบในปากถึงขั้นดึงมือฉันให้หันไปดู
แต่ลำคอก็แข็งเกร็งต้านแรงไว้...ส่วนสมองก็พยายามดึงรั้งความทรงจำล่าสุดออกมาทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลำดับเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก ใส่รองเท้า หยิบกระเป๋า เปิดประตูแล้วเดินออกมา...
มันยังเล่นภาพนั้นต่อไปเรื่อย ๆ แม้ว่าฉันจะอยู่บนรถไฟฟ้า ภาพรองเท้าคับ ๆ กระเป๋าโทรม ๆ บานประตูที่เหวี่ยงปิดพร้อมกับเสียงโครม แต่ไม่ว่ายังไง...สมองมันก็ไม่ยอมบอกสักทีว่าฉันได้ล็อกห้องแล้วหรือยัง กุญแจได้ถูกหยิบออกมาไหม มันได้แทรกตัวลงไปในร่องหรือเปล่า...
ก่อนที่ทั้งหมดนั้นจะไร้ค่า...เพราะนาฬิกาบนเครื่องสแกนตะโกนใส่ฉันว่ามาสายไป 2 นาที เป็น 2 นาทีแรกตั้งแต่ทำงานที่นี้มา 5 ปี เป็น 2 นาทีที่ลอยหายไป
“เชี้ย...วันนี้พายุต้องเข้าแน่ ๆ พี่ป่านมาทำงานสาย” รุ่นน้องคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้ม เขาวางนิ้วลงบนเครื่องสแกนอย่างไม่รีบร้อน
แล้ว...พายุก็เข้าอย่างที่น้องคนนั้นว่าจริง ๆ มันไม่ได้มาพร้อมกับเสียงโครมครามที่ดังจากฟ้า แต่เป็นเสียงที่พุ่งออกมาจากลิ้นและซี่ฟันของเพื่อนร่วมงาน
ทุกคนถามว่าทำไมวันนี้มาสาย แม้จะตอบไปแล้วว่าป่วยนิดหน่อย แต่พวกเขาก็ยังถามต่อว่าเป็นอะไร ซึ่ง...ฉันก็ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่...
ความเป็นห่วงของเพื่อนร่วมงานถักกันเป็นโซ่หนัก ๆ ที่คล้องลงมาบนไหล่ ใช่ว่าพวกเขาไม่ดี แต่เป็นฉันที่แย่ แย่ที่ทำให้คนอื่นต้องเป็นห่วง ถ้าฉันอ่อนแอแล้วจะเป็นที่พึ่งให้ใครได้ แล้วถ้าเป็นที่พึ่งให้ใครไม่ได้
ฉันจะเกิดมาทำไม...
“ป่วยเหรอพี่...กินยาไหม หนูมียาอยู่” คุกกี้คุ้ยหายาในกระเป๋า ความไร้เดียงสาของเธอน่าเอ็นดู แล้วความไม่รอบคอบของเธอก็ทำให้ฉันต้องดูแลเธอเป็นพิเศษ
ก่อนที่ขวดน้ำบนโต๊ะจะปฏิเสธความจริงทั้งหมด...
น้ำ...ที่ฉันต้องซื้อมาฝากเธอทุกเช้าส่งเสียงตะโกน มันสาปแช่งด่าทอว่าความรับผิดชอบของฉันกำลังมีปัญหา ที่แย่ยิ่งกว่าคือการมีตัวตนของมัน ย้ำชัดว่าถึงต่อให้ฉันไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ รุ่นน้องคนนั้นก็ยังใช้ชีวิตต่อไปได้...
ควันที่ลอยขึ้นมาจากถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปม้วนตัวอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหายไปกับอากาศ ไหล่ที่เบาลงไปบ้างจากการออกไปซื้อข้าวเที่ยงมาฝากทุกคนในออฟฟิศเริ่มเกร็งขึ้นอีกตอนที่สมองเผลอไปคำนวณว่าเงินในบัญชีเหลือพอจะซื้อบะหมี่ได้อีกกี่ถ้วย
ฉันลงมานั่งกินที่โต๊ะกลมหน้าบริษัท ไม่ใช่เพราะอายคนอื่น แต่เพราะว่าบนออฟฟิศไม่ใช่ที่กินข้าว ถึงคนอื่น ๆ ในแผนกจะกินบนนั้นเพราะมันสะดวกกว่าแล้วหัวหน้าก็ไม่ได้ว่าอะไร...แต่ไม่ว่ายังก็ทำใจกินบนนั้นไม่ลงจริง ๆ
กลิ่นบุหรี่ที่ลอยมากับลมเริ่มทำให้ฉันลังเล ถัดจากโต๊ะของฉัน...มีพนักงานบริษัทสามสี่คนกำลังพ่นควันอยู่
ถึงจะเกลียดไอ้กลิ่นนี้แทบตายก็คงจะว่าอะไรไม่ได้ ตรงนั้นมันเป็นที่สูบบุหรี่ เอาจริง ๆ ควรจะเกรงใจเขาที่ต้องมานั่งเกรงใจฉันด้วยซ้ำ
ฉันเลยรีบกินเพราะอยากจะหนีไปจากสถานการณ์กล้ำ ๆ กลืน ๆ ให้เร็วที่สุด พนักงานคนหนึ่งหันมามอง หันกลับไปคุยกับเพื่อน แล้วก็หันมามองอีก...
เขาคงจะรู้สึกแปลก ๆ แหละ เขาคงจะมาสูบบุหรี่ตรงนี้ทุกวัน แล้ววันนี้ก็ดันมีคนแปลกหน้ามานั่ง...
แล้วความอึดอัดก็บังคับให้ลุกขึ้นแล้วเดินกลับเข้าไปในออฟฟิศ...
แต่ยังไม่ทันจะได้เดินเข้าไปในตัวตึก ฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นไล่หลัง
“พี่ครับ...พี่ลืมของ” พนักงานคนนั้นวิ่งเข้ามาพร้อมกับถุงผ้าในมือ แต่ความทรงจำตะโกนลั่นว่าไม่เคยมีของแบบนั้นอยู่
ถุงผ้าเก่า ๆ ที่ด้านในมีเชือกขดใหญ่นอนอยู่ มันนิ่งสงบ สงวนท่าที แต่ความหยาบกร้านของเส้นใยเล็ก ๆ พวกนั้นก็ลูบไล้ไปตามหลังมือ ก่อนจะคืบคลานไปบนท่อนแขนจนขนลุก
“ไม่ใช่ของฉันค่ะ” เขาทำหน้างง ๆ บอกขอโทษ แล้วรีบเดินกลับไป
ทำไมเขาถึงคิดว่าไอ้เชือกนั้นมันเป็นของฉันกันนะ วันนี้ฉันแต่งตัวไม่ดีเพราะว่ารีบเกินไป ผิวฉันหยาบจนดูเหมือนคนงานก่อสร้างหรือเปล่า
อะไร...ที่ทำให้เขาคิดว่าฉันเป็นเจ้าของเชือกเส้นนั้น...
“พี่ป่านปวดคอเหรอพี่ ?” ฉันตื่นจากภวังค์ของงานบนหน้าจอ พร้อมกับหันไปทางน้องคุกกี้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “ออฟฟิศซินโดรมหรือเปล่าคะ ไปนวดกับหนูไหม”
“ก็ปวดนะ แต่ยังไหวอยู่” ก้อนเนื้อที่แข็งเกร็งอยู่บนหัวไหล่ห้ามไม่ให้ฉันโกหก
“หนูก็เป็น...แต่นวดเองจะยิ่งแย่นะพี่” ถึงบ่ากับสันหลังจะร่ำร้องออกมาเป็นระยะ แต่บนฝ่ามือไม่หลงเหลือความรู้สึกอยู่เลย ในความทรงจำเองก็ไร้ซึ่งร่องรอย
“พี่นวดตัวเองด้วยเหรอ ?”
“หนูเห็นพี่เอามือนวดคอตัวเองตั้งแต่ตอนพักเที่ยงแล้ว” จิตสำนึกของฉันปฏิเสธคำตอบ เท่าที่จำได้ ฉันกำลังไล่ดูงบประมาณให้สอดคล้องกัน ตรวจสอบว่าตัวเลขถูกต้อง จำไม่ได้ว่าละมือออกจากคีย์บอร์ดตอนไหน
“ถ้าไม่ไหว ไว้พี่จะให้หนูพาไปนวดนะ” ฉันฝืนยิ้มกลับไป พร้อมกับขาที่มุ่งตรงไปยังห้องน้ำ ฉันต้องการการยืนยันว่ามือและตาคู่นี้ยังเชื่อได้อยู่
แต่รอยแดงรอบลำคอที่สะท้อนกลับออกมาก็ฉีกกระชากทุกประสาทสัมผัสและความทรงจำให้กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ไม่มีความทรงจำ ไม่มีกระทั้งผิวสัมผัสของเนื้อหนังอุ่น ๆ หลงเหลืออยู่บนฝ่ามือหรือปลายนิ้ว แต่บานกระจกก็ยืนยันเสียงแข็ง รอยแดงพวกนั้นยังเกาะอยู่รอบลำคอ รอยที่นิ้วมือทาบลงไปได้พอดี
“มึงมีความสุขนักนี่...” ฉันหันควับ ไม่มีใครอยู่เลยสักคน แต่เสียงเย็น ๆ และน้ำเสียงถากถาง...ยังหมุนทวนอยู่ในความทรงจำราวกับเข็มทิศพัง ๆ ที่ใช้งานอะไรไม่ได้
ร่างกายบอกฉันว่ารถไฟฟ้ากำลังเคลื่อนไปข้างหน้า แต่เสียงจอแจของผู้คนสะกดให้ฉันอยู่ที่เดิม...
มันขัดแย้งกันเหมือนกับประโยคที่ยังสะท้อนก้องอยู่ในหู มึงมีความสุขนักนี่
ฉันไม่ได้มีความสุข ไม่ใช่คนที่จะมีความสุขได้เลยด้วยซ้ำ สิ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ในชีวิตคือ ฉันยังปลอดภัยอยู่ และฉันมีเหลือแค่นั้น เพราะเงินในบัญชีปฏิเสธความมั่นคงทุกประเภท เพราะเพื่อนที่เริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะแม่ที่กำลังป่วย...
แต่ความปลอดภัยเดียวที่เหลืออยู่ก็ถูกเล็บแหลมและคมเขี้ยวจากเรื่องเล่าที่เจ้าของหอพักเล่าให้ฟังรุมสะกลำกรีดทึ้งจนเป็นแผลเหวอะหวะ
แม่พี่เอ เพิ่งจับลูกของพี่เอแขวนคอ...แล้วก็ผูกคอตัวเองตาม...
ล่มสลาย...ทั้งครอบครัวของพี่เอและความมั่นใจที่กระพริบริบรี่ในใจฉันต่างล่มสลาย
นี่คือผลของการแบกโลกทั้งใบเอาไว้ ผลของบาดแผลและรอยร้าวที่สะสมทับถมกันมาเรื่อย ๆ จนมันสูงพอที่จะเอาหัวมุดเข้าไปอยู่ในห่วง
 
พี่เอขายของหมดทุกวัน เผลอ ๆ อาจจะมีรายรับมากกว่าฉัน แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมั่นคงและปลอดภัยกว่า แล้วก็เป็นคนละเรื่องกันกับการดูแลลูกโดยสิ้นเชิง
หรือไม่...มันอาจจะเป็นผลจากความรักก็ได้ พี่เอโดนผู้ชายทิ้ง บาดแผลจากความเจ็บปวดครั้งนั้นคงจะอักเสบและไม่มีวันหาย กลายเป็นเนื้อร้ายที่กัดกินลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ
ทั้งหมดนั้นรวมตัวกันกลายเป็นเลื่อยคม ๆ ที่เสือกตัวเองลงไปบนขาเก้าอี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสุดท้ายมันก็ขาดออกจากกัน ปลายเชือกที่พันอยู่รอบคอจึงตึงขึ้นจากน้ำหนักแห่งความโศกเศร้า
แล้วขาเก้าอี้ของฉันยังอยู่ดีหรือเปล่า ?
“แม่เอาเงินไปให้เขาหมด...” เสียงเคลือบหยดน้ำตาจากปลายสายกลับยิ่งทำให้ไฟในหน้าอกละลายกลายเป็นลาวาเดือด
“ก็ลูกชายเขาป่วย...แม่ก็เลยต้องเอาเงินไปช่วย” เลยไม่มีเงินซื้อยา ทั้งที่ตัวเองก็ปวดขาเจียนตาย แล้วทุกบาททุกสตางค์ ทุกความอดยาก ทุก ๆ ความอดทนของฉันล่ะ ?
“แต่ตอนนี้แม่ปวดมากเพราะแม่ไม่ได้กินยาเลย...ป่านโอนเงินให้แม่อีกสักหน่อยได้...” ฉันกดตัดสายเพราะทนฟังต่อไปไม่ได้
ฉันไม่ได้เกลียดแม่ ฉันแค่โมโห อีกไม่นานก็คงหาย และแม้แต่พระเจ้าก็ต้องโมโหกับเรื่องนี้ เผลอ ๆ อาจจะถึงขึ้นลงโทษแม่ด้วยซ้ำ
แต่ฉันไม่ได้คิดจะลงโทษแม่ ฉันแค่เกลียดตัวเอง เกลียดงานที่ทำ เกลียดไอ้หอพักนี้ เกลียดไอ้โต๊ะทำงานโง่ ๆ นั้น
มันไม่ได้ช่วยดูแลแม่เลยสักนิด แม่ต้องปวดขา ต้องทรมานอยู่ทุกวินาที ครึ่งหนึ่งแม่ก็ทำตัวเอง แต่อีกครึ่งหนึ่งมันก็เป็นเพราะฉันหาเงินได้แค่นี้...
ฉันต้องหาเงินเพิ่ม ยังไงล่ะ ? ยืมเพื่อนงั้นเหรอ ? ไม่มีใครให้ยืมหรอก ทุกคนก็ลำบากกันทั้งนั้น แล้วนี้มันก็สิ้นเดือนแล้ว ถ้าให้ยืมพวกเขาก็จะลำบาก ต้องใช้ชีวิตอย่างลำบากเพราะฉัน ฉันจะกลายเป็นภาระของคนอื่น เหมือนอย่างที่เคยเป็นภาระของแม่ แต่นั่นมันก็ตั้งแต่ฉันอายุ 15 ตอนนี้ฉันอายุ 30 เป็นผู้ใหญ่พอที่จะดูแลครอบครัวได้แล้ว
แต่ฉันก็ทำไม่ได้...ถึงจะมีคนที่ต้องดูแลแค่คนเดียวในชีวิตก็ตาม...
แต่...มันก็คงไม่มีใครตายเพราะปวดเข่า
จริงไหม ? นั่นเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ? ต้องเป็นเรื่องจริงแหละ แม่ก็ทนมาได้ตลอด แม่เหมือนฉัน เราทั้งคู่เหมือนกันคืออดทนได้ดี แม่ทนหิว ทนเจ็บ ทนเหนื่อย แม่ทนมาได้ทั้งชีวิตแล้ว อีกแค่คืนสองคืน...แม่ก็ทนได้
แม่เก่ง เก่งกว่าฉันด้วย แม่จะไม่เป็นไร...เราแม่ลูกจะไม่เป็นไร
แล้วฉันก็กอดความฝันที่สร้างขึ้นมา ดิ่งลงไปในห้วงนิทราอันเหนื่อยล้าและว่างเปล่า...
 
ก่อนที่เสียงแก๊ก ๆ ดังเป็นจังหวะจะปลุกฉันให้ตื่นจากความสับสน เส้นแบ่งแยกความจริงที่ยังไม่ทำงานพาสายตาพร่าเลือนเมื่อมองไปยังต้นทางของเสียง
เงาสีดำเคลื่อนตัวในความมืด พวกเขาเชื่องช้าเหมือนว่ามีเวลาของห้วงจักรวาลเก็บอยู่ในกระเป๋า ผิดกับหัวใจของฉันที่เต้นรัวอย่างกับมันจะได้ทำงานเป็นวันสุดท้าย
ไม้เท้าเหล็กที่อยู่ในมือขยับก่อนเงาจะเคลื่อนตาม แขนอีกข้างถูกอีกพยุงไว้ แก๊ก...เสียงเหล็กกระทบพื้นสะท้อนไปพร้อมกับเสียงหายใจสั่นไหวไม่เป็นจังหวะที่อยู่ในจมูก
แม่...แม่มาอยู่ที่ได้ยังไง แล้วนั่นใคร ? ใช่พี่เอหรือเปล่า ? แต่พี่เขาตายไปแล้ว ส่วนเงาที่อุ้มเด็กเอาไว้...นั่นแม่พี่เอไม่ใช่เหรอ ?
แล้วฉันก็เพิ่งเห็นว่ามีห่วงสีดำสี่อันลอยอยู่กลางห้อง...
พวกเขาจะทำอะไร ? หลังคอฉันร้อนผ่าวอย่างกับถูกขีดด้วยปากกาหัวเหล็กซ้ำ ๆ หลังมือรับรู้ได้เพียงความเย็นยะเยือก ท่อนแขนถูกแมลงรุ่มไต่ พวกมันจะยกขบวนกันขึ้นมาอยู่ตรงลำคอ ค่อย ๆ ทยอยวิ่งผ่านซี่ฟัน โหนตัวไปตามผนังและเพดานปาก แล้วชวนกันดิ่งลงไปในท้องแล้วระเบิดออก กลิ่นเหม็นสาบสวนทะลักออกมาทางรูหู
รู้ตัวอีกที มือเย็น ๆ ก็ทาบทับปากฉันไปแล้ว มือฉันเอง มือที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อซึ่งกลั่นมาจากความกลัว เงาพวกนั้นยังเคลื่อนไหว แม่พี่เอส่งลูกสู่อ้อมอก...ก่อนที่แม่จะเอาคอลูกไปแขวน เด็กน้อยดิ้นพล่านในอากาศ ขาเหยียดเตะ มือกุมลำคอ
แม่พี่เออยู่หน้าบ่วง เธอเขย่งเท้าแล้วเอาหัวมุดเข้าไป ธรรมดาจนดูเหมือนกับกำลังเอื้อมหยิบเศษเงินที่ซ่อนเอาไว้หลังตู้เสื้อผ้า
แล้วพี่เอก็รับไม้เท้าไปจากแม่ฉัน ดันหลังให้เธอไปยืนอยู่ใต้ห่วง ก่อนจะช้อนสองมือเข้าใต้รักแร้แล้วอุ้มขึ้นเหมือนแม่เป็นเด็ก หัวแม่มุดข้ามเส้นเชือกเข้าไปอย่างว่าง่าย ก่อนที่แม่จะเริ่มดิ้น เตะขา แล้วเอามือจับลำคอ
เพียงพริบตา ทุกคนก็ขึ้นไปอยู่บนเชือก พวกเขาทั้งสี่คนหมุนคว้างในอากาศ ลอยอยู่ตรงนั้นโดยไม่มีพื้นให้เหยียบยืน...
เสียงวี๊ดดังขึ้นในสมอง สัญชาตญาณห้ามไม่ให้สิ่งนี่เกิดขึ้นแม้จะเป็นเพียงภาพลวงตา
ถ้าปล่อยไว้แม่จะตาย...แม่จะขาดใจตาย
ฉันลุกขึ้นกระโจนออกจากเตียง หวังจะเอาสองมือที่มีประคองขาแม่...
แต่ฉันก็ต้องหงายหลังกลับไปทั้ง ๆ ที่ขายังไม่ทันได้ลุกด้วยซ้ำ
ความรู้สึกคันยุบตามมาหลังจากความปวดร้าวเล่นงานไปรอบลำคอ...
ที่มีเชือกเส้นหนึ่งผูกเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“มึงไม่ได้เก่งอย่างที่มึงคิดหรอก” ใครบางคนกระซิบที่ข้างหู ก่อนที่ร่างในความมืดพวกนั้นจะหายไป...
ฉันปรี่ไปเปิดไฟแล้วรีบไปหยิบโทรศัพท์มาโทรหาแม่ ไม่สนว่าแม่จะหลับแล้ว ไม่สนว่าจะเป็นเวลาตี 3 ฉันแค่ต้องรู้ให้ได้ว่าแม่ปลอดภัย
แล้วฉันก็เห็นข้อความที่แม่พิมพ์ทิ้งเอาไว้ ข้อความที่ฉันไม่ได้อ่านเพราะมัวแต่จมอยู่กับความโกรธและความโง่ของตัวเอง
ขอโทษที่แม่เป็นภาระ...
โถ่แม่...แม่ไม่ได้เป็นภาระเลย แม่เก่งกว่าหนูอีก แม่ดูแลหนูได้ดีกว่าที่หนูทำ ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็น แม่ก็ยังอดทนทำงานซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ให้ ทั้ง ๆ ที่หนูแค่อยากมีใช้เหมือนเพื่อน ทั้งที่มันเป็นเรื่องแค่นั้น แต่แม่ก็ยังไม่ยอมให้หนูรู้สึกต่ำต้อยกว่าใคร แค่ความสุขที่ไม่จำเป็น ไม่มีก็ไม่ได้เจ็บปวด ไม่มีก็ไม่ได้ตาย... แต่หนูไม่มีเงินซื้อยาให้แม่ แม่ต้องเจ็บ ต้องปวดก็เพราะหนู แม่ต้องทนก็เพราะหนู...
แม่...หนูขอโทษค่ะแม่ แม่ช่วยรับสายหนูทีเถอะ แม่รับสายหนูหน่อยนะ อย่าปล่อยหนูไว้แบบนี้
‘แม่’
ฉันนั่งอยู่บนเตียงข้าง ๆ กับความว่างเปล่า แสงจันทร์แผ่วเบาส่องเข้ามาทางบานหน้าต่าง มือยังกดโทรออกหาแม่ไปเรื่อย ๆ โทรศัพท์ส่งเสียงรอสายออกมาซ้ำ ๆ
แต่ไม่มีการตอบกลับ ไม่มีตัวเลขจับเวลาปรากฏขึ้นมาเลยสักครั้งเดียว...
แล้วเสียง ๆ หนึ่งที่ฉันมั่นใจเหลือกเกินว่ามันเป็นเสียงของตัวเองก็แทรกเสียงสัญญาณว่างเปล่าขึ้นมา
แค่นี้เหรอ ?
ไม่ใช่...ฉันไม่ได้ทำได้แค่นี้ ถึงฉันจะแย่ แต่ไม่ใช่คนที่ทำได้แค่นี้...แม้ว่าหัวจะปวดตุบจากการกัดกินของไมเกรน ถึงหัวใจจะจมลึกเข้าไปในหน้าอก ถึงมือ...จะสั่นเทาและไร้เรี่ยวแรง
แต่นี่มันไม่ใช่สิ่งสุดท้ายที่ฉันทำได้
รถตู้รอบแรกจะออกตอนตีสี่ครึ่ง เงินยังเหลือพอ ถ้าไม่พอก็คอยมาคิดทีหลัง อดข้าวสักสามวันก็คงไม่ตาย...ตอนนี้ต้องไปหาแม่ก่อน แล้วก็ต้องลางานด้วย ทักไปหาหัวหน้าเลย...แค่นี่เอง ลางานตอนตีสามคงไม่ถึงขั้นไล่ออกกันหรอก...
 
ฉันมาถึงวินรถตู้ตอนตีสี่ และยังคงโทรหาแม่อยู่เป็นระยะ
วิวข้างทางเคลื่อนผ่านจากความมืดมิดไปสู่แสงสว่าง เวลายาวนานนอนหนุนตักฉันไปเรื่อย กระทั่งแสงสว่างเริ่มเปลี่ยนเส้นขอบสีดำตรงท้องนาให้กลายเป็นสีส้มเข้ม
ฉันผลักประตูเข้าไป ร้องเรียกแม่ อย่างที่เคยทำตอนกลับมาจากโรงเรียนเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว แต่มีเพียงความเงียบสะท้อนกลับมา
ใจฉันร้อนอย่างกับไฟตอนที่เดินเข้าไปในสวน แต่ไม่มีแม่อยู่ตรงไหนเลย ปวดเข่าขนาดนั้น น่าจะไปไหนได้ไม่ไกลแท้ ๆ รถเครื่องก็ไม่มี แถมนี้ก็เช้าเกินกว่าจะออกไปไหน
หลังจากเดินหาจนเหนื่อย ฉันก็กลับมานั่งอยู่ในบ้านพร้อมกับโทรศัพท์ที่ไร้การตอบรับ...
แล้วเสียงเปิดประตูบ้านก็ดังขึ้นพร้อมกับฉันที่ดีดตัวออกจากเก้าอี้ แม่อยู่ตรงนั้น เดินเข้ามาอย่างกับเป็นวันธรรมดา ๆ วันหนึ่ง ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าพร้อมกับหัวตาที่ร้อนผ่าว หลังมือที่ยกขึ้นสัมผัสได้ถึงหยดน้ำที่หนักอึ้ง
“อ้าวป่าน...” แม่ถามเสียงเรียบ สีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่...นี้มันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ ? แม่ไม่ได้เป็นอะไร ดูสบายดีด้วยซ้ำ “กลับมาทำไมล่ะเนี่ยลูก” ที่หนูกลับมาก็เพราะว่ากลัวว่าแม่จะเป็นอะไรไปไง...ฉันทิ้งให้คำนั่นนอนนิ่ง แต่ความรู้สึกตรงลำคอก็สั่งให้ฉันพูดอะไรสักอย่าง
“เห็นแม่ไม่รับโทรศัพท์” เสียงสั่นเครืออนุญาตให้พูดได้แค่นั้น ทั้งที่ในใจมีคำกล่าวโทษอีกเป็นล้านประโยค
แม่หัวเราะ เดินสามขาเข้ามากอด ก่อนจะผลักหลังฉันกลับเข้าไปในบ้าน กดให้นั่งลงบนเก้าอี้ที่เพิ่งลุกออกไป ความรู้สึกครึ่งหนึ่งถูกปลดปล่อย แต่อีกครึ่งยังขมุกขมัว ยังคงเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้อง...
ภาพฉันจิกหัวแม่กดลงกับโต๊ะแล้วตะโกนสาปแช่งปรากฎแวบขึ้นในหัว ก่อนที่มันจะจางหายไปพร้อมกับความอบอุ่นบนแผ่นหลังที่ส่งผ่านมาจากฝ่ามือที่คุ้นเคย จากฝ่ามือที่ดูแลโอบอุ้มฉันมาทั้งชีวิต
แม่แค่ออกไปทำบุญที่วัดตอนเช้า เพราะเมื่อคืนรู้สึกไม่สบายใจ แล้วที่ไม่ได้รับโทรศัพท์ก็เพราะว่าลืมดู แล้วเมื่อคืนก็ปวดเข่าจนหลับลึก แต่พอตื่นมาอาการก็แทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง
“แล้วหนูลางานมาแบบนี้ หัวหน้าไม่ว่าอะไรเหรอ” แม่ถามขณะที่เทแกงร้อน ๆ ลงในชาม ของเหลวหนืด ๆ นั้นอย่างกับไหลลงลำคอฉันไปพร้อมกัน เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้น ข้อความจากเพื่อนร่วมงานที่ถามว่า ทำไมวันนี้ฉันไม่ไปทำงาน ทะลักออกมาเหมือนซากจากท่อน้ำทิ้ง
ฉันตอบกลับว่าป่วยนิดหน่อย แล้วก็ลากับหัวหน้าไปแล้ว ใช่...ทักข้อความส่วนตัวไปหาหัวหน้าตอนตี 3 เอาเงินทั้งหมดที่เหลืออยู่มาจ่ายเป็นค่ารถตู้ ยอมอดหลับอดนอนจนแค่กะพริบตาเบา ๆ หัวสมองก็กรีดร้องออกมาไม่หยุด
แล้วทั้งหมดนั้น...ก็ไม่มีความหมายห่าเหวอะไรเลย แม่ไม่ได้เป็นอะไร
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการตัดสินใจอย่างคนโง่...
ตอนนี้ที่ทำงานคงวุ่นวายน่าดู ไม่มีฉันสักคน...ไม่มีฉันสักคนแล้วมันยังไงกันล่ะ พวกเขาก็ลงไปซื้อข้าวเอง ทำงานได้เอง น้องคุกกี้ก็คงจะซื้อน้ำมาแล้ว...
ไม่มีฉัน...มันก็คงไม่มีใครตาย ไม่มีใครลำบาก ไม่มีใครต้องเจ็บปวด ไอ้ที่ลำบากอย่างเดียวก็คืองานที่ฉันทำไว้ งานที่คนอื่นต้องเอาไปทำต่อ ถ้ารับผิดชอบชีวิตหรือเป็นส่วนหนึ่งของกลไกเหล่านั้นไม่ได้ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องรับผิดชอบงานของตัวเองให้ได้
ฉันบอกแม่ว่าจะกลับไปทำงานทันที แต่แม่ก็ดึงดันจะไปส่งให้ได้ ทั้งที่ตัวเองมี 3 ขา
เราทั้งคู่เดินออกมาด้วยกัน ตอนที่ผ่านหน้าบ้านข้าง ๆ คุณป้าคนหนึ่งที่อุ้มเด็กน้อยเอาไว้ในอ้อมแขนก็โบกมือทักทายด้วยรอยยิ้ม
เธอพูดขอบคุณแม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บอกว่าหลานรอดมาได้เพราะเงินที่แม่ให้ยืม แต่แม่ก็ตอบกลับไปว่ามันเป็นเงินของฉัน ป้าแกก็รีบขอบคุณแล้วก้มหัวให้ซ้ำ ๆ ฉันได้แต่ยิ้มรับ แต่ก็รู้ดีว่ามันไม่ใช่เพราะฉันเลยสักนิด ฉันโกรธด้วยซ้ำที่แม่ทำอะไรแบบนี้ โกรธจนแทบอยากจะจิกหัวตบ ถ้ารู้แต่แรกว่าแม่จะเอาเงินมาช่วยไอ้เด็กนี้ก็คงไม่ให้
เด็กน้อยในอ้อมแขนจ้องฉันตาไม่กะพริบ ก่อนที่มันจะร้องไห้จ้าแล้วรีบหันกลับไปซุกลงไปบนบ่า กรีดร้องดังลั่น ท่ามกลางเสียงปลอบประโลมเล็กจ้อยของหญิงชรา
สีหน้าของเพื่อนร่วมงานเต็มไปด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นฉันเดินเข้าไปในออฟฟิศตอนเกือบเที่ยง พวกเขาถามว่าหายแล้วเหรอ ทำไมไม่นอนพักเต็มวันไปเลย ฉันได้แต่ยิ้มพร้อมกับบอกว่าดีขึ้นแล้ว แล้วก็ไม่อยากทิ้งงานไว้นานเกินไป
ไอ้พวกนั้นเงียบ...เงียบอย่างกับกลืนลิ้นเน่า ๆ เข้าไปในหลอดลม ลิ้นที่เอาแต่สอดเรื่องชาวบ้าน ซี่ฟันเหม็น ๆ ที่อยากจะรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ทันทีที่ฉันวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ หัวหน้าก็กวักมือเรียกให้เข้าไปในห้อง
หลังจากถามว่าทำไมฉันไม่นอนพักให้หายดีก่อนแล้วคอยมาทำงาน หัวหน้าก็เริ่มถามคำถามพวกนั้น
“ป่าน ช่วงนี้เป็นอะไรหรือเปล่า ถ้าอยากพักก็พักได้นะ งานป่านเดี๋ยวให้คนอื่นทำไปก่อนก็ได้” งั้นสินะ งานฉันเนี่ย ใคร ๆ ก็ทำได้ มันก็แค่งานง่าย ๆ ขนาดแม่บ้านยังทำได้เลย...
“ยังไง...ป่านก็ทำงานที่นี้มานานแล้ว” ใช่...นานมาก ถึงขั้นเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญของบริษัทนี้เลยด้วยซ้ำ
“ช่วงหลัง ๆ มาเนี่ย ป่านก็ทำงานพลาดบ่อย ๆ ถ้าไม่สบายก็ลาพักร้อนไปก่อนก็ได้” ถ้าหัวหน้าบอกว่าพลาด มันก็ต้องพลาดแหละ พลาดเพราะฉันมันโง่ แล้วก็หลงผิดคิดว่าตัวเองเก่งมาตลอด...คิดว่าตัวเองสำคัญ คิดว่าทุกคนคงจะขาดฉันไปไม่ได้...
ฉันคิดว่าฉัน...
 
หลังจากฟังหัวหน้าด่าจบ ฉันก็เดินกลับมานั่งที่หน้าคอมฯ มองภาพขุ่นมัวทว่าเด่นชัด ภาพสะท้อนของเชือกเส้นใหญ่ที่พันอยู่รอบลำคอ ความหยาบกร้านและเส้นใยเล็ก ๆ ทำให้ลำคอคันยุบ...เหมือนถูกมดเป็นล้านตัวรุมไต่ มันแสบร้อนขึ้นทีละนิด...แต่ก็ดีเหลือเกินที่มันเป็นแบบนั้น
“ว่าไง...เธอจะไปด้วยกันหรือเปล่า” คราวนี้ฉันไม่ได้หันกลับไปดู ไม่แม้แต่รู้สึกเสียวสันหลังเหมือนเมื่อก่อน...
เสียงนั้นนุ่ม...ราวกับเข้าใจดีเหลือเกินว่า...ความรู้สึกของฉันมันเป็นยังไง
โฆษณา