10 ก.ค. เวลา 07:34 • ความคิดเห็น
เมื่อก่อน เราก็ไม่เข้าใจ ในคำว่า บุญกุศล นั้นเป็นอย่างไร ถึงแม้ว่า ได้หัดสวดมนต์ภาวนามาแต่อายุน้อย ก็ทำตามที่เค้าว่า บางทีเราก็คิดว่า เอ้า เห็นเค้ามีซองผ้าป่า ไปตามวัด มีตู้บริจาค มีคนเดือดร้อน เราก็บริจาค ก็หยิบตังส? ใส่ลงไป ก็คิดว่า ได้บุญ เป็นบุญแล้ว ก็ทำมาอย่างนั้น ต่อมาพระที่นับถือ ท่านก็แนะนำให้ทำบุญ ทุกวัน ทำที่บ้าน เราก็กราบพระ ทำบุญ เริ่มต้น วันละห้าบาท ก็สวดมนต์ แต่ก็ยังไม่รู้จักว่าบุญนั้นเป็นอย่างไร
มีครั้งหนึ่ง พระท่านถามว่า รู้จักมั้ยว่า เวลาเค้ามาขอส่วนบุญทำอย่างไร เราก็บอกไม่ทราบตรับ ท่านก็ว่า ..คนที่เค้ามขอบุญกุศล เค้่าก็จะมานั่งพับเพียบเรียบร้อย อยู่ตรงหน้า พนมมือ ต่อมาอีก ไม่กี่วัน หลังสวดมนต์เสร็จ ก็จะนั่งสมาธิ ก็ปรากฏว่า มีผู้หญิงสวมชุดขาว วัยกลางคน เดินขึ้นบันได ถือตระกร้ามา ก็เดินมานั่งข้างหน้า พับเพียบเรียบร้อย พนมมือ .เราก็นึกถึงเรื่องที่พระบอก ว่า เค้ามาขอส่วนบุญ เราก็นึกในใจ .อ้อ ..ขออนุโมทนา .บุญกุศล ภาพนั้นก็หายไป แต่นั้น ก็ยังไม่รู้จักบุญ
มันมีคำถวามว่า จิตที่มาของส่วนบุญ จ้ตที่เป็นนามธรรม เค้าเห็นกายมนุษย์ เห็นที่กายรูปร่างมนุษย์ หรือ เห็นที่จิต..
เราก็ทำบุญมาเรื่อยๆ พระที่เรานับถือบอกว่า บอกว่า ในทำบุญเจาะจง เราก็ เอ. ทำบุญถวายใครดี เอ้า.นึกถึงความฝัน ว่าเข้าไปในวัง ของพ่ิอขุนนายนำถม ตอนที่ฝันเราก็ไม่เคยได้ยินชื่อท่านมาก่อน มาได้ยินเรื่องท่าน .เราก็เอาผ้าไตรไปถวาย อุทิศให้ท่าน กษัตริย์อยุธยา พระเจ้าอุ่ทอง พระนเรศวร พระนารายณ์ พรเจ้าเสือ เราก็ทำมาเรือย ก็ขยับขยาย ทำบุญถวาย เจ้าแม่จามเทวี พระแม่กวนอิม พระเจ้าอโศก พระพิฆเนศ พระแม่อุมา พระกฤษณะ
เรื่องราว ทีอยากจะรู้จัก เช่น เรื่องราว ยายกะลี ตากะลา ยายกะมุด ตากะมัด ตาสัมพุทโธ เราก็ทำบุญถวายท่าน ก็ได้เรียนรู้จัก เรื่องราวที่ท่านทำหน้า ดูแล ที่พัก จักที่พักให้กับจิต ที่ออกจากกาย ยังไม่ได้ไปสู่สถานที่ตัดสิน ท่านก็ทำหน้าจัดที่พักให้ (ใช้ได้เฉพาะ เขตประเทศไทย)
แต่ละครั้ง ที่ทำบุญ เราก็อาศัยผ้าไตรจีวร มาทำบุญ ทุกครั้ง ทำบุญ ก็มีผู้ที่เรา จะทำบุญ นอมถวายท่าน ก็มาอนุโมทนา เราก็ไดฟังเรื่องราว ดี ที่.ท่านมาบอกเล่าให้ฟัง
เราการทำบุญเราก็ทำไปเรื่อย มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่เราทำบุญถวาย พระแม่สุขาดา พระแม่วิสาขา เราก็ เราอธิษฐานขอให้เรา ได้เรียนรู้ว่า ในสมัยต้นพุทธกาล เค้าทำบุญกันอย่างไร ในการทำบุญ พระแม่สุชาดา ท่านพูดน้อย ๆ ท่านว่า แม่อยู่ข้างบน ช่วยลูกไม่ได้นะ ลูกต้องช่วยเหลือตัวเองน่ะ เราได้ยิน เสียงสั้นๆ แค่นี้เราก็ดีใจแล้ว ในความเมตตาของท่าน
หลังจากนั้น เริ่มมีพระมาสอน มีผู้ใหญ่มาสอน เรื่องการทำบุญสมัยต้นพุทธกาล การทำบุญ แต่บันทึกครั้ง ต้องทำกายทำจิตให้นิ่ง ก่อนทำบุญ กราบพระ สวดมนตร์ ปฏิบัติธรรม ทำกายให้นิ่ง จิตนิ่ง แล้วถึงจะทำบุญ ถวายกองสังฆทาน
มีครั้งหนึ่ง พระผู้ใหญ่ พระสารีบุตร ท่านมา ก็สอนเรื่องการเริ่มต้น เมือเริ่มต้นดี ก็ดีไปตลอด .เริ่มตั้งแต่ การกราบพระ ท่านสอนเอาจิตมากราบ ว่าทำอย่างไร (เราเอ่ย ชื่อท่าน. ก็ขอบอกว่าเป็นเรื่องราวเฉพราะตัวน่ะ แล้วเราก็ไม่ได้ อาศัยชื่อท่าน ไปทำมาหากิน เราเอามาคุยเรื่องราวที่ท่าน สอนกานำกายนำจิตมาสร้างบุญกุศล)
คราวนี้ ก็มีเรื่องราวที่ว่า พระผู้ใหญ่มารับอนุโมทนา บุญกุศล เป็นเสมือนตัวแทนพระพุทธเจ้า แล้วเวลาอุทิศ บุญกุศล กระจายบุญกุศล ท่านก็สอนเรื่อง การกระจายบุญกุศล พระโกณทัญญะ ท่านก็มาสอน ท่านสอนให้เราเรียนรู้จัก เรื่องราวตัวกินเลือดกินเนื้อ ที่อาศัยในกายมนุษย์ เราก็ได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ แต่ก็บอกใครไม่ได้ ท่านก็มาบอกอีกว่า เรื่องตัวกินเลือดกินเนื้อ นั้นต้อง อาศัย ธาตนะโม กระจายบุญกุศล
ต่อจากนั้นมาอีก ก็มีเรื่องราว ที่ว่า จะให้ชาวต่างชาติมาเรียนรู้จัก การสร้างภาพบุญกุศล บารมี ตอนแรกเราก็คิดว่าเป็นฝรั่ง เอ้า .ไม่ใช่ กลับกลายเป็นเรื่ิองดวงดาว เรื่องราวสี่ชมพูทวีป ก็มีมาจาดาวอังคาร ดาวเสาร์ ดาวพฤหัส เราก็ทำบุญพูดบอกที่หน้าพระ ว่าวันนี้ จะทำบุญให้กับใคร
ทุกครั้งที่ทำบุญ เสร็จ พระที่เรานับถือ ที่ละสังขารแล้ว ท่านก็จะมาบรรยายสรุปให้ทุกครั้ง ทั่งเรื่องธรรม ที่สอน ทบทวนให้ นำไปฝึกหัดปฏิบัติ แล้วบอกกล่าวเล่าเรื่ิองผู้ที่ ที่มาอนุโมทนา ว่าเป็นอย่างไร มากน้อยแค่ไหน เราก็ได้ความรู้จากท่าน เพราะไม่มีหูทิพย์ตาทิพย์
เรื่องของคนโบกพระจันทร์ มนุษย์หน้ากลม เค้าก็ให้ได้เห็น ได้กลิ่น เพียงเค้าเดียว แต่นั้น ก็ทำให้เรารู้จัก รายละเอียดในเรื่องราวนิติ ที่มีธาตุที่ประกอบกาย ละเอียดแตกต่างจากกายมนุษย์
พอเราเรียนรู้ จักมาขึ้น สะสมบุญกุศล เรียนรู้เรื่องราวแสงรัตนะ กับเรื่องธาตุทั้งสี่ จิตที่มีแสงรัตนะ ที่ท่าญมาอนุโมทนา บุญกุศล รับของที่ถวาย ผ่านเครืองหมายธรรม ท่านบอกให้ทำกาย นิ่ง จิตนิ่งไม่นึกคิดอะไร เมือทำกายนิ่ง จิตนิ่ง เวลาที่ยกของขึ้นมาถวายท่าน
เมื่อท่านเห็นว่ากายนิ่ง จิตนิ่ง ..ท่านก็วางผ้าลงมา รับของที่จะถวาย แล้วท่านก็กล่าวอนุโมทนา มือเราก็จับของถวายวางลงบนผ้า ด้วยกายที่นิ่ง จิตที่นิ่ง . กายและจิต ก็จะได้ รับแสงรัตนะ ไม่มีอารมณ์อะไรมาขัดขวาง จิตรับแสงบรรจุลงไปถึงธาตุทั้งสี่ในตัวตน ก็จะทำให้เกิดสิ่งที่ว่า กายเป็นบุญเกิดขึ้น เรื่องราวของกายบุญ ก็จะเป็นเรื่องราว ที่ว่า จิตออกจากกายมนุษย์ ก็ไปอาศัยกายบุญ กายเทพยดาอินทร์พรหม ไปพักจิตในสถานที่ มีความสุข หมดบุญ ก็ลงมาสร้างบุญกุศล ต่อไปเรื่อยๆ คงมีสักชาติหนึ่ง ไปถึงเส้นชัย ยุติการเกิด
เรื่องของปัจจัยที่หาม มายึดถือ .มันมีความโลภโกรธหลง ซ่อนเร้นอยู่ เมื่อเราสละปัจจัย มาแปรสภาพให้เป็นบุญ ไอ้ความโลภโกรธหลง ก็ได้สละออกไปจากกายตัวเอวด้วย ลดละความโลภโกรธหลง อารมณ์กรรมต่างๆ ออกไป . เมื่อทำไปทุกวันๆ กว่ากายนี้จะยุติ การสะสมบุญกุศลบารมี ไปได้ มาก ..ความตานก็ไม่เป็นห่วง เป็นบ่วงโซ คล้องจิตให้จมอยู่กับโลก
พอเราเริ่มรู้จักคำว่าบุญ มาบ้าง คราวนี้ ก็มาถึงเวลา ทำกายบุญ ให้เป็นกายบารมี รู้จักทุกข์ ก็หยุดทุกข์ซะ ทุกข์มันเกิดทีไหน ก็หยุดมัน เอาอะไรมาหยุด ต้องอาศัยทั่งขันติบารมี ปัญญาธรรม เพื่อคลี่คลายทุกข์ให้ ไม่มีในจิต . ทุกอย่างต้องเรียนรู้จัก เป็นขั้นเป็นตอน กว่าจะถึง สิ่งที่เรียกว่า กายเป็นแก้ว ธาตุทั้งสี่ นั้นมีแต่แสง แสงรัตนะ เรื่องรอง เกิดขึ้น
ในชีวิตที่ตั้งทำบุญ ก็ไม่เคยเรียกร้องให้ ร่ำรวย ไม่เคยทำ คิดแต่ว่า ได้ทำบุญ กับศาสนา ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยากจะเรียนรู้จัก เหตุผล ในธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เราได้เรียนรู้จักเข้าใจได้บ้าง ก็คิดได้เพียงแค่นี้ . ตั้งแต่หัดทำบุญ. ตั้งแต่อุทิศบุญกุศล ก็ทำไม่เป็น ทำบุญ มีคนมาขอให้ข่วน ก็หยิบตีงค์ให้ ไม่เคยอธิษฐาน ว่า จะร่ำรวย ได้นีั้นได้นี่ กลับคืน
..จนพระท่าน มาสอนให้เรื่องราว การสร้างบุญกุศล นั้นทำอย่างไร คนสมัยต้นพุทธกาล เค้าทำอย่างไร เราถึงเริ่มต้น ฝึกหัดใหม่ทั้งหมด เหมือนเจ้าเรียนชั้นอนุบาล .หลวงตาที่เรานับถือ ที่ท่านก็ล่ะสังขารไป ท่านบอกว่า นี่ ถ้าฉันบอกโยม ตั้งแต่ตอนที่ ฉันมีชีวิตอยู่ โยมคงไปได้ไกลกว่านี้
เมื่อตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านก็เล่าเรื่องราว ที่ว่า ได้ขึ้นไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ไปพบเจอ องค์ท้าวสักกะเทวราช ท่านถามว่า ขึ้นมาแล้ว จะไปชมแดนพระนิพพานมั้ย ท่านก็บอกว่า อยาก จากนั้งองค์ท้าวสักกก ก็เอื้อมมือมา ถอดเอาแทงที่หน้าออกออก บอกว่า เข้าไป เมื่อกลับมาแล้ว ก็มาเอาคืนไป เราก็ได่ยินได้ฟัง เรื่องราวแปลกมา เรื่อย ป่าหิมพานต์ ภูเขาไกราศ เรื่องมนุษย์ต่างดาว ที่เค้ามา เดินดูผู้ที่ปฏิบัติธรรม
. แต่ท่าน ก็บอกให้ หมั่นฝึกหัดปฏิบัติธรรม สร้างบุญกุศล สวดมนต์ ภาวนาไปเรื่อย เพราะว่า ความเจ็บป่วย ไม่รู้จะมาตอนไหน แล้วมันก็เป็นอุปสรรค นำกายมาสร้างบุญกุศล สวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ในรอยทั้งสี่ไม่ได้ เรืองราวของบุญกุศลบารมี จะทำให้เกิดสิ่งที่ว่ เป็นขันติบารมี มีปัญญาธรรม เห็นช่องทางที่จะยุติ กาเรเกิดแก่เจ็บตาย
เรื่องราวการสร้างบุญกุศล นั้น มันเรื่องราว ที่จะช่วย นำพาจิต ที่ว่า สร้างบุญกุศลบารมี หนีเวรกรรม เราก็ไม่อยาก ไปเกิด ในสถานที่ ที่ว่า สัตว์อบาย มีกายเป็นสัตว์ สัตว์นรกเปรตอสุรกาย ไปทุกข์ทรมานยาวนาน เมื่อได้กายพ่อแม่เป็นมนุศย์ มาพบเจอพระพุทธศาสนา พบเจอพระที่ท่าน ประพฤติปฏิบัติธรรม ตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านเมตตา ชี้ให้ทำ .ให้สร้างบุญกุศลขึ้นมา เมื่อทำแล้ว เราก็รู้จักเส้นทาง หนทางลงไป อบาย .เราก็ตะเกียกตะกาย สร้างบุญกุศลปฏิบัติธรรมของเราไป เพื่อที่จะหนี ทางอบาย ท่านก็บอกว่า สร้างบุญกุศลปฏิบัติธรรม ขึ้นมา เราก็เอาบ้าง เพราะท่านก็ค่อยๆแง้ม ให้จิตเราได้เรียนรู้ สัมผัสขึ้นมาบ้าง เหมือนเด็กน้อย ที่ใฝ่ธรรม ท่านก็ช่วยแนะนำสอนให้ ให้รู้จักกรร ให้รู้จักธรรม สร้างบุญกุศลบารมี หนีเวรกรรม
เรื่องราวการสร้างบุญกุศลนั้น ก็ทำให้เราเรียนรู้จักกรรม เรียนรู้จักธรรม ที่ช่วยให้จิต สร้างบุญกุศลขึ้นมา รู้จักเรื่องราวอารมณ์กรรม ที่จิตหลงไหลไปยึดถือ ทำให้จิตต้องเกิดตายๆ นับชาติไม่ได้ เรื่องราวของธรรม หนุนนำให้จิต ให้กายเกิดตาย น้อยลงไปๆ ไปจนถึงที่สุด ยุติการเกิด ถึงสุขทีแท้จริง ยุติการเกิด
การสร้างบุญกุศล ก็ได้เรียนรู้ ในสิ่งที่ ว่า ธรรมโลกุตระ ที่เป็นธรรมของพระอรหันต์ ที่ท่าน ปฏิบัติธรรมจนจิตพ้นทุกข์แล้ว ท่านก็ช่วยแนะนำ ชี้ทางให้ปฏิบัติ ตามรอยที่ท่านได้ทำมา ให้ข้อคิด พิจารณา ทบทวนเหตุผลต่างๆ แล้วปฏิบัติขึ้น การได้มาพบพระที่ท่านทำได้ สอนธรรมโลกุตระ ก็ด้วยบุญที่เคยสะสมทำมา หากไม่มีมา .ก็คง ไม่สามารถสร้างบุญกุศลต่อไปได้ ไม่สามารถมองเห็นว่า บุญกุศลเป็นเรื่องสำคัญ ต่อจิต ที่ต้องเดินทางออกจากกายที่อาศัยชั่วขณะหนึ่ง เราก็ตระเตรียมเสบียง ที่จิตต้องเดินทางไกล. เมื่อไม่มีกายนี้ให้อาศัย.
โฆษณา