10 ก.ค. เวลา 09:58 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 76 มูรัดที่ 2 ปะทะ จอห์น ฮุนยาดี เมื่อผู้ล่ากลายเป็นผู้ถูกล่าการตอบโต้ของโล่แห่งคริสต์จักร

🔸 ในปี ค.ศ. 1441 ฮุนยาดีจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการแห่งทรานซิลเวเนีย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขามีอำนาจและกองทัพมากพอที่จะหันมาเป็นหัวหอกในการจัดการกับกองทัพออตโตมันของมูรัดที่ 2
🩸1441: การอุ่นเครื่องและ "เลือดหยดแรก"
🔸 หลังจากที่ฮุนยาดีได้รับการแต่งตั้งเป็นโวอิโวด (ผู้ว่าการ) แห่งทรานซิลเวเนีย มีหน้าที่รับผิดชอบแนวรบด้านตะวันออกและตอนใต้ทั้งหมด
ฮุนยาดี ในตำแหน่ง ผู้ว่าการแห่งทรานซิลเวเนีย
🔸 ปลายปี 1441 ออตโตมันส่งกองกำลังปล้นสะดมนำโดย อิสฮัค เบย์ (Ishak Bey) แม่ทัพผู้ปกครองเมืองสเมเดเรโวเข้ามารุกรานชายแดนฮังการี แทนที่จะตั้งรับอยู่ในปราสาทฮุนยาดีนำทหารม้าเข้าโจมตีสายฟ้าแลบบดขยี้ทัพของอิสฮัค เบย์ จนแตกกระเจิงชัยชนะเล็กๆ ครั้งนี้เป็นการประกาศให้ราชสำนักออตโตมันรู้ว่าชายแดนฮังการีมี "ยามเฝ้าประตู" คนใหม่ที่ดุร้ายกว่าเดิม
⚔️ 1442 (มีนาคม): ยุทธการแฮร์มันน์ชตัดท์ และ "กลตัวตายตัวแทน"
 
🔸 เมื่อรู้ว่ามีตัวน่าปวดหัวออกมาสำแดงฤทธิ์สุลต่านมูรัดที่ 2 จึงสั่งการให้ มีซิด เบย์ (Mezid Bey) ขุนศึกมากประสบการณ์นำทัพใหญ่ราว 20,000 นาย บุกทะลวงเข้าสู่ทรานซิลเวเนียโดยมีคำสั่งเด็ดขาดจากสุลต่านว่า "เอาหัวฮุนยาดีกลับมาให้ได้"
🔹 มีซิด เบย์ สั่งทหารเยนิเชรีและซิปาฮีว่าไม่ต้องสนใจทหารฮังการีคนอื่นให้เล็งเป้าหมายไปที่ "อัศวินที่สวมเกราะเงินและถือโล่ตราอีกาคาบแหวน" เพียงคนเดียวเท่านั้น สายลับของฮังการีสืบรู้แผนการนี้ฮุนยาดีจึงวางแผนซ้อนแผนขุนนางหนุ่มผู้กล้าหาญนามว่าซิมอน เคเมนีย์ (Simon Kemény) อาสา "สลับชุดเกราะและม้า" กับฮุนยาดีเพื่อดึงดูดความสนใจของศัตรู
🔹เมื่อการรบเริ่มขึ้นทหารออตโตมันนับพันพุ่งเป้าไปรุมล้อมและสังหารซิมอน เคเมนีย์ (ซึ่งพวกเขาคิดว่าเป็นฮุนยาดี) จนสำเร็จทัพออตโตมันโห่ร้องยินดีคิดว่ากำจัดตัวน่าปวดหัวได้แล้ว ทว่าในจังหวะนั้นเองตัวน่าปวดหัวตัวจริงก็นำกองทหารม้าเกราะหนักที่ซุ่มรออยู่พุ่งชาร์จเข้าตีโอบกระหนาบแบบไม่ให้ตั้งตัว
กลยุทธ์ตัวตายตัวแทน
🔹 ทัพออตโตมันที่กำลังดีใจกลับกลายเป็นตื่นตระหนกและแตกพ่าย มีซิด เบย์ และลูกชายถูกสังหารในสนามรบฮุนยาดีตอบโต้ความคำสั่งของมูรัดที่2 ด้วยการนำศีรษะของมีซิด เบย์ ใส่เกวียนส่งกลับไปให้กษัตริย์ฮังการีดูเป็นขวัญตา
🟥 1442 (กันยายน): ศึกประตูเหล็ก เมื่อราชสีห์โกรธา🔥
♦︎ ข่าวการตายของมีซิด เบย์ และการเย้ยหยั่นของฮุนยาดีทำให้สุลต่านมูรัดที่ 2 พิโรธถึงขีดสุด พระองค์ถือว่านี่คือการหยามเกียรติจักรวรรดิอย่างรุนแรงจึงมีรับสั่งให้จัดเตรียมกองทัพที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในภูมิภาคนั้น (ประเมินว่ามีกำลังราว 50,000 - 80,000 นาย) นำโดย ชิฮาเบดดิน ปาชา (Şihabeddin Pasha) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งภาคพื้นยุโรป (Rumelia)
♦︎ ชิฮาเบดดินประกาศกร้าวด้วยความหยิ่งผยองว่า "เมื่อพวกคริสเตียนเห็นหมวกของข้า พวกมันก็จะวิ่งหนีหางจุกตูดแล้ว!"
♦︎ สมรภูมิในช่องเขา : ฮุนยาดีรู้ดีว่าทหาร 15,000 นายของเขาไม่มีทางสู้รบในที่ราบกับทัพ 80,000 นายได้ เขาจึงหลอกล่อให้กองทัพของชิฮาเบดดินเดินทัพเข้ามาในพื้นที่เทือกเขาคาร์เพเทียนบริเวณใกล้กับแม่น้ำยาโลมิตซา (Ialomița) ซึ่งเป็นช่องเขาแคบๆ
♦︎ ฮุนยาดีใช้สุดยอดวิชาที่ตระเตรียมไว้อย่างดีจัดตั้งแนว "เกวียนรบ" (Wagenburg) ปิดทางออกของช่องเขาเมื่อทัพออตโตมันที่มีจำนวนมหาศาลถูกบีบให้อยู่ในพื้นที่แคบ พวกเขาก็เสียขบวนขยับตัวไม่ได้และถูกระดมยิงด้วยปืนไฟและหน้าไม้จากเกวียนรบอย่างหนัก
กลยุทธ์เกวียนรบถูกนำมาใช้ สมรภูมิในช่องเขา
♦︎ ทัพหลวงของออตโตมันถูกบดขยี้อย่างสมบูรณ์แบบทหารออตโตมันล้มตายเป็นเบือ ชิฮาเบดดิน ปาชา ต้องทิ้งธงรบและเต็นท์บัญชาการหนีเอาชีวิตรอดกลับไปยังเมืองเอดีร์เนด้วยความอัปยศอดสู
ความพ่ายแพ้พังทลายถึงสองครั้งซ้อนในปี 1442 ทำให้สุลต่านมูรัดที่ 2 สูญเสียทหารชั้นยอดไปมหาศาลและทำลายความน่าเกรงขามของออตโตมันลงอย่างย่อยยับ ชัยชนะของจอห์น ฮุนยาดีกลายเป็นข่าวดังไปทั่วยุโรปปลุกกระแสความหวังว่าออตโตมันสามารถถูกพิชิตได้
🟧 The Long Campaign (ค.ศ. 1443-1444) การตอบโต้ของโล่แห่งคริสต์จักร
หลังจากจอห์น ฮุนยาดีสร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซในปี 1442 (ยุทธการแฮร์มันน์ชตัดท์และประตูเหล็ก) ชาวยุโรปก็เริ่มตื่นตัวและเชื่อว่ากองทัพออตโตมันไม่ได้ไร้เทียมทานอีกต่อไป
ภากการข้ามแม่น้ำดานูบ เพื่อเริ่ม The Long Campaign 1443-1444
พระสันตะปาปายูจีนที่ 4 และกษัตริย์ววาดิสวัฟที่ 3 แห่งโปแลนด์-ฮังการี จึงตัดสินใจจัดตั้งกองทัพครูเสดขึ้นมาโดยมี จอห์น ฮุนยาดี เป็นหัวหอกเป้าหมายคือบุกทะลวงลงใต้เพื่อขับไล่ออตโตมันออกจากยุโรปหรืออย่างน้อยก็ยึดดินแดนบอลข่านกลับคืนมาปฏิบัติการนี้ถูกประวัติศาสตร์จารึกไว้ในชื่อ "The Long Campaign" (ค.ศ. 1443-1444)
🟪 1. การบุกทะลวงของโล่แห่งคริสต์จักร (ตุลาคม - พฤศจิกายน 1443)
กองทัพครูเสดกว่า 30,000 - 40,000 นาย ข้ามแม่น้ำดานูบเข้าสู่ดินแดนเซอร์เบียในเดือนตุลาคม ฮุนยาดีไม่ได้นำกองทัพเดินทัพแบบเทอะทะแต่เขาใช้ยุทธวิธี "กองระวังหน้า" (Vanguard) นำทหารม้าเบาและเกวียนรบล่วงหน้าไปก่อนเพื่อสร้างความสับสนให้ศัตรู
♦️ ยุทธการนิช (Battle of Niš): ต้นเดือนพฤศจิกายนฮุนยาดีนำทัพเข้าปะทะกับกองทัพออตโตมัน 3 ทัพที่นำโดย คาซิม ปาชา (Kasim Pasha) และ ทูราฮาน เบย์ (Turahan Bey) ฮุนยาดีใช้เกวียนรบเป็นฐานยิงสกัดทหารม้าออตโตมันแล้วนำทหารม้าเกราะหนักชาร์จทำลายแนวรบศัตรูจนแตกพ่ายยับเยิน
กองทัพครูเสดรุกคืบอย่างรวดเร็วจนสามารถยึดเมืองโซเฟีย (เมืองหลวงของบัลแกเรียในปัจจุบัน) ได้สำเร็จชัยชนะที่ต่อเนื่องทำให้ชาวคริสเตียนในพื้นที่ทั้งเซิร์บและบัลแกเรีย ลุกฮือขึ้นมาเข้าร่วมกองทัพเพิ่มขึ้นอีก
🟪 2. กำแพงน้ำแข็ง การพร่ากำลังสุดอัจริยะของมูรัดที่ 2
เมื่อกองทัพครูเสดรุกเข้ามาลึกถึงเทือกเขาบอลข่าน (Balkan Mountains) สุลต่านมูรัดที่ 2 รู้ดีว่า ออตโตมันยังไม่มีวิธีรับมือเกวียนรบของฮุนยาดีการเอาทหารไปละลายในสมรภูมิเปิดกับฮุนยาดีคือความโง่เขลาพระองค์จึงงัดยุทธวิธีที่พระองค์ถนัดแต่โหดเหี้ยมที่สุดมาใช้ นั่นคือ ยุทธวิธีเผาผลาญ (Scorched Earth)
♦️ มูรัดที่ 2 สั่งให้เผาทำลายหมู่บ้านเสบียงอาหารและแหล่งน้ำทั้งหมดตลอดเส้นทางที่กองทัพครูเสดจะต้องเดินผ่าน เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวที่ทารุณที่สุด ฮุนยาดีพยายามนำทัพข้ามช่องเขาซลาทิตซา (Zlatitsa Pass) แต่พบว่าทหารออตโตมันได้สร้างค่ายคูประตูหอรบปิดตายช่องเขาไว้หมดแล้ว
♦️ ที่แสบที่สุดคือทหารออตโตมันใช้วิธีเทน้ำลงบนหน้าผาและทางเดินในช่องเขา เมื่อน้ำกระทบกับอากาศที่ติดลบมันจึงกลายเป็น "กำแพงน้ำแข็ง" ที่ลื่นจนทหารม้าและเกวียนรบของยุโรปไม่สามารถปีนขึ้นไปได้
กลยุทธ์พร่ากำลังเพื่อสกัดการเดินทัพของฮังการี
🟪 3. การล่าถอยอย่างสง่างาม: ยุทธการคูโนวิซา (มกราคม 1444)
 
เมื่อเสบียงหมดเกลี้ยงทหารเริ่มล้มตายจากความหนาวเย็นและโรคระบาดฮุนยาดีและกษัตริย์ววาดิสวัฟจึงตัดสินใจสั่ง "ถอนทัพ" ในต้นปี 1444
มูรัดที่ 2 เห็นโอกาสทองจึงส่งกองทัพไล่ล่ากะจะบดขยี้ทัพครูเสดให้สิ้นซากแต่ฮุนยาดีคือยอดนักยุทธวิธี เขาไม่ได้หนีแบบแตกพ่ายแต่ใช้ "การล่าถอยเชิงยุทธวิธี" (Fighting Retreat) เมื่อทัพออตโตมันลอบโจมตีขบวนหลังของครูเสดฮุนยาดีนำทหารม้าหันกลับมาตีโต้การซุ่มโจมตีจนกองทัพออตโตมันกระเจิง
 
♦️ ที่สำคัญที่สุดฮุนยาดีสามารถจับเป็น มาห์มูด เบย์ (Mahmud Bey) ขุนศึกคนสำคัญซึ่งเป็นถึง "พี่เขย" ของสุลต่านมูรัดที่ 2 กลับไปเป็นเชลยได้สำเร็จ
ชัยชนะ ยุทธการคูโนวิซา 1444 สามารถจับกุมมาห์มูด เบย์
🟪 4. มรดกจาก The Long Campaign กองทัพของฮุนยาดีและกษัตริย์ววาดิสวัฟเดินทัพกลับเข้าเมืองบูดา (Budapest ในปัจจุบัน) ในฮังการีอย่างวีรบุรุษแม้ในแง่ยุทธศาสตร์พวกเขาจะไม่สามารถไปถึงเอดีร์เน่เมืองหลวงของออตโตมันได้แต่อานิสงส์จากแคมเปญนี้รุนแรงมาก:
♦️ โฆษณาชวนเชื่อที่ได้ผล: การสามารถพาเชลยระดับสูง (พี่เขยสุลต่าน) และธงรบออตโตมันกลับมาเดินขบวนพาเหรดในยุโรปได้ ทำให้ชาวยุโรปเชื่อมั่นว่าพวกเขากำลังจะเป็นฝ่ายชนะในสงครามศักดิ์สิทธิ์นี้
♦️สนธิสัญญาสงบศึกเซเกด (Peace of Szeged): ความสูญเสียอย่างหนักจากการรบและภัยกบฏในอนาโตเลียบีบให้สุลต่านมูรัดที่ 2 ต้องยอมมานั่งโต๊ะเจรจาและยอมลงนามสงบศึกเป็นเวลา 10 ปี (ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่มูรัดที่ 2 เสียเปรียบที่สุดในชีวิต)
🚩 บทสรุป : ชัยชนะที่กลายเป็นความหยิ่งผยอง (อีกแล้ว)
- The Long Campaign จึงเป็นจุดสูงสุดของชัยชนะฝ่ายคริสเตียน ที่กดดันให้ออตโตมันต้องถอยร่น แต่ก็น่าเสียดายที่ความหยิ่งผยองโง่เง่าเต่าตุ่นของคาร์ดินัล จูเลียน เซซารินี แห่งโรม ทำให้พวกเขาเลือกที่จะ "ฉีก" สนธิสัญญาสงบศึกนี้ทิ้งในเวลาไม่ถึง 1 เดือน! และนำไปสู่ยุทธการวาร์นา (Battle of Varna) ในปลายปี 1444
ตอนที่ 77 ยุทธวิธี "ป้อมเกวียน" นวัตกรรมที่เกิดจากความขาดแคลนสู่ของดีจนต้องเลืยนแบบ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา