10 ก.ค. เวลา 09:59 • ความคิดเห็น
ปะต้าคิดว่า!
“คนดีที่ถูกเอาเปรียบเพราะโลก
ไม่ยุติธรรม”นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำอธิบายแต่ในเชิงจิตวิทยามนุษย์เรื่องนี้ซับซ้อนกว่านั้นมาก
มนุษย์ไม่ได้ปฏิบัติต่อผู้อื่นตาม “ความดี”แต่ปฏิบัติตาม“การรับรู้คุณค่าบารมีอำนาจและขอบเขต”
นั่นหมายความว่าคนที่ใจดีมาก อดทนมากยอมเสียสละมากมัก
ไม่ได้ทำให้คนอื่นเคารพโดยอัตโนมัติตรงกันข้ามสมองของมนุษย์มีแนวโน้มปรับตัวกับสิ่ง
ที่ได้รับเป็นประจำ
หากใครให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลาไม่เคยปฏิเสธไม่เคยเรียกร้องอะไรตอบแทนสิ่งที่เคยเป็น“น้ำใจ”จะค่อยๆถูกตีความใหม่เป็น“หน้าที่”ภาระผูกคอ
นี่แหละคือเหตุผลที่ประโยคว่า “เมื่อก่อนเขาขอบคุณเดี๋ยวนี้
เขาสั่ง”เกิดขึ้นบ่อยมาก
อีกกลไกหนึ่งคือหลักการของต้นทุนมนุษย์ให้คุณค่ากับสิ่งที่
ต้องใช้ต้นทุนในการได้มาหากเวลาของคุณเข้าถึงง่ายเกินไป ความช่วยเหลือของคุณได้มา
ง่ายเกินไป
คนจำนวนหนึ่งจะประเมินค่ามัน
ต่ำลงโดยไม่รู้ตัวไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนเลวแต่เพราะสมองของมนุษย์ถูกออกแบบมาเช่นนั้น
อีกมุมนึงที่ปะต้าคิด!
เชิงวิวัฒนาการคนชื่อมนุษย์ยังประเมินตำแหน่งของกันและกันตลอดเวลาทุกความสัมพันธ์จะมีการต่อรองอำนาจอยู่เสมอ
หากคุณเป็นฝ่ายยอมทุกครั้งอีกฝ่ายจะเรียนรู้ว่า“ขอบเขตของ
คนคนนี้ขยับได้”แล้วก็จะค่อยๆ ขยับเข้ามาอีก
จนวันหนึ่งคุณรู้สึกว่าถูกล้ำเส้น
ทั้งที่สำหรับอีกฝ่ายนั่นกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
มีอีกหนึ่งอย่างที่นักจิตวิทยาเรียกว่า“People Pleasing”ซึ่งไม่ได้หมายถึงความใจดีเสมอไปแต่คือการผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับ
การได้รับการยอมรับจากผู้อื่น
คนกลุ่มนี้มักกลัวความขัดแย้ง กลัวการถูกปฏิเสธและรู้สึกผิด
เมื่อพูดว่า“ไม่”ดังนั้นพวกเขาจะยอมมากกว่าที่ใจตนเองต้องการ
ส่วนคนที่ชอบเอาเปรียบมีความสามารถสูงในการอ่านสัญญาณเหล่านี้แม้จะไม่รู้ตัวก็ตามเขาจะทดลองขอเล็กน้อยก่อนหากคุณยอมเขาๆจะขอคุณมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสมองเรียนรู้ว่าพฤติกรรมนี้ได้ผล
2
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือเมื่อคุณเริ่มปฏิเสธหลังจากยอมมานานคนที่เคยได้รับประโยชน์จะรู้สึกว่า
“คุณเปลี่ยนไป”ทั้งที่ในความเป็นจริงคุณเริ่มกลับมาเคารพตัวเอง
ความดีจึงไม่ใช่ปัญหาสิ่งที่เป็นปัญหาคือ“ความดีที่ไม่มีขอบเขต”
แนวทางแก้ที่มีประสิทธิภาพจึงไม่ใช่การเลิกเป็นคนดีแต่คือการเปลี่ยนจาก“คนดีที่ยอมทุกอย่าง” เป็น“คนดีที่มีหลักการ”บ้าง
เปิดพื้นที่ให้คนต่อรองการพูด
ว่า“ครั้งนี้เราไม่สะดวก”สุภาพ
และหนักแน่นมักได้ประสิทธิภาพกให้เหตอ้างเหตุผลยืดยาว
อีกสิ่งหนึ่งนั้นคือสังเกตว่าใคร
“เห็นคุณค่า”กับใคร “เห็นที่ประโยชน์”คนที่เห็นคุณค่าจะ
ยังเคารพคุณแม้คุณปฏิเสธ
เป็นครั้งคราว
แต่คนที่เห็นเพียงประโยชน์
มักจะหายไปหรือแสดงความ
ไม่พอใจเมื่อคุณเริ่มตั้งขอบเขต ซึ่งแม้จะรู้สึกไม่ดีในระยะสั้น
แต่ก็เป็นกระบวนการคัดกรองความสัมพันธ์ที่สำคัญ
“คนดีที่ยอมทุกอย่างก็ไม่ได้แปลว่าเป็นคนดีเสมอไปความดีที่แท้จริงต้องเดินมาพร้อมปัญญาและปัญญาย่อมรู้ว่าควรให้เมื่อไรควรหยุดเมื่อไรและเราควรจะปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองเมื่อใด”
เมื่อความเมตตามีขอบเขตมัน
จะไม่ทำให้คุณถูกมองข้ามแต่
จะทำให้ทั้งคุณและคนรอบตัวเรียนรู้ที่จะเคารพคุณค่าของกันและกันมากขึ้น
“กระทู้สั้นและคำตอบนั้นยาว
ยิ่งกว่าหนังอินเดียวร้องเพลง
ข้ามภูเขา3ลูกอีก” ขออำภัย!
โฆษณา