11 ก.ค. เวลา 14:13 • การศึกษา

คุณหญิงบัวเขียว รังคสิริ : อดีต ผอ.โรงเรียนนารีรัตน์ และ สส. จังหวัดแพร่

----------------
    คุณหญิงบัวเขียว รังคสิริ เกิดเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ 2456 ณ บ้านสีรอ ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ เป็นบุตรของรองอำมาตย์ตรีเผือก ไชยประวัติ กับแม่เจ้าสุคันธา
ประวัติการศึกษา ท่านสอบไล่ได้ชั้นมัธยมปีที่ 7 และประโยควิชาครูประถม(ป.ป.) จากโรงเรียนเบญจมราชาลัย ต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ได้ประทานบ้านเดิมของพระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี ให้แก่กระทรวงธรรมการ โดยแสดงพระประสงค์จะให้เป็นโรงเรียนฝึกหัดครู  ทางกระทรวงธรรมการจึงสั่งให้ย้ายนักเรียนฝึกหัดครูจากโรงเรียนเบญจมราชาลัย มาไว้ที่โรงเรียนใหม่ทั้งหมด โรงเรียนนี้ได้นามว่า "โรงเรียนฝึกหัดครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์"
โดยเหตุนี้คุณหญิงบัวเขียวจึงย้ายมาเรียนที่โรงเรียนใหม่ด้วย และสอบไล่ได้ประโยคมัธยมบริบูรณ์ชาย (ม.8)  ต่อมาเมื่อรับราชการแล้ว ได้ศึกษาด้วยตนเองจนสอบได้ประโยควิชาครูมัธยม(ป.ม.)ในพ.ศ 2478
คุณหญิงบัวเขียว เริ่มเข้ารับราชการในตำแหน่งครูจัตวาโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดแพร่ "นารีรัตน์" เมื่อพ.ศ 2476 แล้วย้ายไปเป็นครูโรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จังหวัดพิษณุโลก ต่อมาได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดแพร่ "นารีรัตน์" และได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ในเวลาต่อมา
พ.ศ. 2517 กระทรวงศึกษาธิการ ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นข้าราชการชั้นพิเศษ พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการชั้นพิเศษ  และเกษียนอายุราชการในปีเดียวกัน
คุณหญิงบัวเขียว เป็นผู้ที่มีความแน่วแน่ ตั้งใจจริง มีศรัทธาในอาชีพครูอย่างมั่นคง มีความเสียสละ ได้อุทิศทั้งกำลังกาย กำลังสติปัญญา และกำลังทรัพย์ ส่งเสริมการศึกษาของเยาวชนในจังหวัดแพร่ โดยฝ่าฟันอุปสรรคนานาประการ มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ว่า โรงเรียนนารีรัตน์ได้เจริญก้าวหน้ามาโดยลำดับ
ดร. ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมวิสามัญศึกษา(ขณะนั้น) เคยเขียนบันทึกไว้ว่า
   "เมื่อผมไปตรวจราชการที่โรงเรียนนารีรัตน์ จังหวัดแพร่ พบว่าอาจารย์บัวเขียว รังคสิริ เป็นผู้บริหารชั้นเยี่ยม รู้จักสภาพและปัญหาของโรงเรียน ได้วางโครงการสำหรับแก้ปัญหาและพัฒนาโรงเรียนไว้อย่างเรียบร้อย เมื่อถามว่าต้องการให้ช่วยเหลือโรงเรียนอย่างไร อาจารย์ก็มิได้เรียกร้องเกินกว่าเหตุ นอกจากนั้น ยังบอกกรมฯว่าโรงเรียนจะช่วยตนเองอย่างไร
อาจารย์บัวเขียวบอกว่า เรื่องที่เป็นปัญหาหนักอกของโรงเรียนคือ สิ่งแวดล้อมบางอย่างของโรงเรียนไม่ดี กล่าวคือ มีบ้านที่เป็นซ่องโสเภณีอยู่ใกล้กับโรงเรียน เด็กนักเรียนมองเห็นตัวอย่างที่ไม่ดีอยู่ทุกวัน อาจารย์บัวเขียวต้องการให้ซื้อบ้านหลังนั้น เพื่อขับไล่กิจการอันไม่พึงประสงค์ออกไปจากบริเวณนั้น  ผมได้เรียนให้ทราบว่าการตั้งงบประมาณเพื่อซื้อที่ดินนั้นทำได้ยากมาก จึงขอให้โรงเรียนช่วยตัวเอง แล้วอาจารย์บัวเขียวกับคณะครู ก็ได้หาเงินไปซื้อบ้านหลังนั้นเองจนได้..."
นอกจากคุณหญิงบัวเขียวจะดูแลโรงเรียนนารีรัตน์ ให้เจริญก้าวหน้าแล้ว คุณหญิงบัวเขียวยังได้ร่วมมือกับบุคคลหลายคณะ หาที่ดินสำหรับสร้างโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอขึ้นหลายแห่ง นอกจากนี้ ยังมีจิตศรัทธา บริจาคเงินเพื่อการกุศลต่างๆ เป็นต้นว่าได้สร้างตึกผู้ป่วยพร้อมด้วยอุปกรณ์การแพทย์ มอบให้แก่โรงพยาบาลทั้งในจังหวัดแพร่และต่างจังหวัด สร้างถาวรวัตถุอันเป็นประโยชน์แก่การศึกษา ยิ่งการทะนุบำรุงพุทธศาสนาด้วยแล้ว คุณหญิงบัวเขียวได้ประพฤติปฏิบัติตนและทำหน้าที่เป็นพุทธศาสนิกชนอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
คุณหญิงบัวเขียวสมรสกับ นายสถิตย์ รังคสิริ มีบุตร 2 คนคือ นายดุสิต รังคสิริ (อดีต สส.และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม) และ นายแพทย์สุขุม รังคสิริ (แพทย์ประจำโรงพยาบาลนครเชียงใหม่)
หลังเกษียณอายุราชการ คุณหญิงบัวเขียวยังมีความศรัทธาที่มั่นคงในความเป็นครูอยู่ตลอดเวลา มีความห่วงใยในการศึกษาของลูกหลานชาวจังหวัดแพร่ โดยเฉพาะนักเรียนที่เรียนดี ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์  ก็ได้บริจาคเงินสมทบทุนกับทุนที่ศิษย์เก่าได้บริจาค  จดทะเบียนตั้ง "มูลนิธิคุณหญิงบัวเขียว รังคสิริ" ขึ้น
มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ดอกผลจัดสรรเป็นทุนการศึกษาให้นักเรียนโรงเรียนนารีรัตน์ปีละ 20,000 บาท รวมทั้ง ได้ บริจาคเงิน สมทบกองทุนส่งเสริมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จำนวน 50,000 บาท เพื่อส่งเสริมและพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่
หลังพ้นจากหน้าที่ราชการแล้ว คุณหญิงบัวเขียว ได้พิจารณาเห็นว่า น่าจะทำประโยชน์ให้แก่สังคมและประเทศชาติอย่างกว้างขวางมากขึ้น จึงหันมาสนใจด้านการเมือง สมัครรับเลือกตั้งได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ติดต่อกัน
นอกจากนี้ ยังได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาฝ่ายการศึกษาของนายกรัฐมนตรีด้วย รวมทั้งได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นับเป็นสตรีคนเดียวและคนแรกของจังหวัดแพร่ที่ได้รับเกียรติอันสูงนี้
ระหว่างเป็นนักการเมือง  ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เขียนถึงคุณหญิงบัวเขียวไว้ความตอนหนึ่งว่า
"... คำอภิปรายของคุณหญิงบัวเขียว เป็นคำพูดด้วยปฏิภาณโวหาร อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า wit แสดงให้เห็น ความว่องไวแห่งปัญญา อันเป็นคุณสมบัติที่นักการเมืองจะต้องมี และมีอยู่ในตัวคุณหญิงบัวเขียว ผู้เป็นนักการเมืองที่มีคนเคารพนับถือมาก
ใครก็รู้ว่าคนที่ขอให้ประธานสภาพูดกันอย่าง "ลูกผู้ชาย" นั้นเป็นสุภาพสตรี และเป็นสุภาพสตรีอันทรงเกียรติ เป็นภรรยาที่ดีเป็นมารดาที่ดี และเป็นครูบาอาจารย์ที่มีศิษย์ที่รักและเคารพเต็มบ้านเต็มเมือง ได้บำเพ็ญความดีจนได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฝ่ายใน มีสิทธิ์ใช้คำนำหน้าว่า "คุณหญิง"
ท่านเป็นนักการเมือง ที่มีสัจจะ พูดอย่างไรเป็นอย่างนั้น ไม่กลับกลอก หรือประพฤตินอกวาจาที่ได้กล่าวไว้ลักษณะนี้เป็นลักษณะของลูกผู้ชาย..."
นายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ อดีตนักการเมืองอาวุโสคนหนึ่ง ได้กล่าวไว้ว่า
"คุณหญิงบัวเขียว เป็นคนห่วงใยราษฎรในชนบท เป็นคนเรียบง่าย อ่อนหวาน ละมุนละไม ไม่โวยวาย มีความตั้งใจดีต่อทุกคน เป็นมิตรที่ดี เป็นครูบาอาจารย์ที่รักและเคารพของเด็ก ผู้ปกครอง และผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา เป็นคนรักงาน จึงมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จนได้รับบำเหน็จการทำความดีความชอบ โดยได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในระดับ "คุณหญิง" ซึ่งเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล
และดูจะเป็นคนพื้นเมืองเหนือคนแรกที่มีศักดิ์เป็นคุณหญิง โดยความดีของตนเอง มิได้มาโดยตามสามี หรือโดยวงศ์ตระกูลหรือได้มาโดยบริจาคเงิน จึงเป็นที่น่าสรรเสริญ ชีวิตของคุณหญิงราบรื่นตลอดมา มีครอบครัวที่ดีมีบุตรก็อบรมสั่งสอนมาดี..."
คุณหญิงบัวเขียวถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2531 ด้วยโรคเนื้องอกในไต สิริรวมอายุได้ 74 ปี 8 เดือน 5 วัน
นับได้ว่าคุณหญิงบัวเขียว เป็นเพชรน้ำเอกของชาวแพร่ ควรได้รับการบันทึกเพื่อเทิดทูนไว้เป็นปูชนียบุคคล ผู้นำมาซึ่งเกียรติประวัติที่ภาคภูมิใจของชาวจังหวัดแพร่ และเป็นผู้บำเพ็ญความดีทั้งปวงตลอดกาล
       ธเนศ ขำเกิด  สรุป เรียบเรียง
---------------
cr. 1. ภาพและข้อมูล จากหนังสือประวัติครู ของคุรุสภา พ.ศ 2533
      2. หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงบัวเขียว รังคสิริ  แพร่ : ไทยอุตสาหกรรมการพิมพ์ , 2532
โฆษณา