Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Timeless History (ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา)
•
ติดตาม
6 ชั่วโมงที่แล้ว • ประวัติศาสตร์
ถอดรหัสศึกเทอร์มอพิลี เปอร์เซียชนะสงคราม แต่ทำไมสปาร์ตาชนะใจคนทั้งโลก?
ภาพยนตร์เรื่อง ”300“ ที่ออกฉายในปีค.ศ.2006 (พ.ศ.2549) เป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายและกลายเป็นกระแสวัฒนธรรมป๊อปไปทั่วโลก โดยเฉพาะประโยคทองติดหูอย่าง “This is Sparta!”
1
แม้ในความเป็นจริง “พระเจ้าเลโอนิดาสที่ 1 (Leonidas I)” พระประมุขแห่งสปาร์ตาจะไม่ได้ตะโกนคำนี้ และแน่นอนว่าไม่ได้พูดภาษาอังกฤษแน่ๆ แต่เรื่องราวของขุนศึกสปาร์ตา 300 นายที่ร่วมมือกับพันธมิตรยันกองทัพเปอร์เซียของ “จักรพรรดิเซอร์ซีสที่ 1 (Xerxes I)” พระประมุขแห่งเปอร์เซีย ณ ช่องเขาเทอร์มอพิลีนั้นเป็นเหตุการณ์ที่มีเค้าโครงมาจากประวัติศาสตร์จริง
เมื่อ 480 ปีก่อนคริสตกาล กองทัพของจักรพรรดิเซอร์ซีสที่ 1 ได้เคลื่อนพลลงใต้ผ่านช่องเขาเทอร์มอพิลี โดยการกรีธาทัพครั้งนี้เปรียบเสมือนการสานต่อภารกิจเพื่อลบล้างความล้มเหลวของ “จักรพรรดิดาริอุสที่ 1 (Darius I)” ผู้เป็นพระราชบิดา ซึ่งเคยพยายามบุกกรีซแต่กลับพ่ายแพ้อย่างยับเยินในสมรภูมิมาราธอนเมื่อหนึ่งทศวรรษก่อน แต่ตอนนี้ เวลาได้ผ่านไปแล้วสิบปีพร้อมด้วยกองทัพขนาดมหึมาในมือ จักรพรรดิเซอร์ซีสที่ 1 จึงทรงตั้งเป้าอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องคว้าชัยชนะในจุดที่พระราชบิดาเคยล้มเหลวให้ได้
แม้ว่าท้ายที่สุดแล้ว กองทัพเปอร์เซียจะเป็นฝ่ายชนะในสมรภูมิเทอร์มอพิลี แต่ชาวกรีกก็ไม่ได้ยอมจำนนง่ายๆ พวกเขาสามารถตรึงกำลังต้านทานกองทัพเปอร์เซียไว้ได้นานถึงสามวัน จนกระทั่งถูกหักหลังและโดนโอบล้อม เมื่อสถานการณ์วิกฤต พระเจ้าเลโอนิดาสที่ 1 แห่งสปาร์ตา ได้รับสั่งให้กองทัพหลักถอยร่นไป ส่วนพระองค์เองเลือกที่จะปักหลักสู้ตายร่วมกับนักรบสปาร์ตา 300 นายและทหารพันธมิตรอีกราว 2,000 นาย
แม้ว่าพระเจ้าเลโอนิดาสที่ 1 และเหล่านักรบจะพลีชีพทั้งหมดในศึกครั้งนี้ แต่การเสียสละของพวกเขาที่สมรภูมิเทอร์มอพิลี ก็ได้จารึกชื่อของพวกเขาในฐานะวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่คนรุ่นหลังยังคงยกย่องมาจนถึงปัจจุบัน
เรื่องราวนี้เป็นอย่างไร ผมจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไปหนึ่งทศวรรษก่อนสมรภูมิเทอร์มอพิลี จักรพรรดิดาริอุสที่ 1 ได้ลงมือปราบปรามการก่อกบฏในแคว้นไอโอเนีย (Ionia) โดยในเวลานั้น ชาวเอเธนส์มองเห็นลางร้ายที่กำลังจะมาถึง จึงได้ส่งกำลังไปช่วยแคว้นไอโอเนีย ซึ่งการกระทำดังกล่าวได้จุดชนวนความโกรธแค้นให้แก่พระเจ้าดาริอุสที่ 1 โดยไม่ตั้งใจ
หลังจากปราบกบฏราบคาบแล้ว พระเจ้าดาริอุสที่ 1 จึงหันมาจัดการกับกรีซทันที กองทัพของพระองค์เคลื่อนพลอย่างรวดเร็วเพื่อยึดเมืองเอเรเตรีย ก่อนจะล่องเรือไปยังทุ่งมาราธอน ทว่าที่นั่น พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับกองทัพกรีกที่มีขนาดเล็กกว่ามาก และกองทหารของพระเจ้าดาริอุสที่ 1 ก็ได้เรียนรู้ว่า "ความได้เปรียบทางจำนวน" ไม่ได้ช่วยอะไรมากอย่างที่คิดเมื่อต้องเจอกับชัยภูมิและยุทธวิธีของกรีก
เพียงห้าวันหลังจากนั้น สมรภูมิมาราธอนก็จบลงด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของชาวกรีก ทิ้งให้พระเจ้าดาริอุสที่ 1 ต้องกลับไปรวบรวมกองทัพใหม่อีกครั้ง โดยพระองค์ใช้เวลาเกือบ 10 ปีต่อมาในการฟื้นฟูกำลังพลและเตรียมการบุกระลอกใหม่ แต่กลับสวรรคตเสียก่อนที่จะมีโอกาสทำตามความตั้งพระทัย
อย่างไรก็ตาม จักรพรรดิเซอร์ซีสที่ 1 ผู้เป็นพระราชโอรส ก็พร้อมอย่างยิ่งที่จะสานต่อพระราชปณิธานนี้ โดยหลังจากขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิแห่งเปอร์เซียเมื่อ 486 ปีก่อนคริสตกาล จักรพรรดิเซอร์ซีสที่ 1 ยังคงเดินหน้าเตรียมการอย่างบ้าคลั่งเพื่อบุกแผ่นดินใหญ่กรีซ จนกระทั่งในฤดูร้อน 480 ปีก่อนคริสตกาล พระองค์ก็เริ่มเคลื่อนพล
ก่อนการบุกกรีซ จักรพรรดิเซอร์ซีสที่ 1 ต้องเผชิญกับเหตุการณ์กบฏเล็กๆ ในอียิปต์เช่นเดียวกับพระราชบิดา ซึ่งกองทัพของพระองค์ก็ปราบปรามได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมสำหรับสงครามเต็มรูปแบบกับกรีซ โดยพระองค์มีรับสั่งให้สร้างสะพานและขุดคลองเพื่อช่วยให้กองทัพเคลื่อนผ่านเข้าสู่แผ่นดินใหญ่กรีซได้ง่ายขึ้นและเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ที่เคยทำให้กองทัพเปอร์เซียพ่ายแพ้ในยุคของพระราชบิดา
การเตรียมการทั้งหมดเสร็จสิ้นเมื่อ 480 ปีก่อนคริสตกาล และในไม่ช้า กองทัพมหึมาที่มีจำนวนตั้งแต่ 100,000-300,000 นาย (ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันออกไป) ก็พร้อมเปิดฉากโจมตี
ทางฝั่งเอเธนส์เองก็เตรียมพร้อมรับมือกับสงครามเช่นกัน ทว่าในไม่ช้าพวกเขาก็ตระหนักว่าตนเองมีกำลังพลไม่เพียงพอที่จะต้านทานกองทัพของจักรพรรดิเซอร์ซีสที่ 1 ได้ จึงได้ขอความช่วยเหลือไปยังนครรัฐกรีกอื่นๆ
แรงสนับสนุนเอเธนส์และสปาร์ตาได้เริ่มก่อตัวขึ้น และไม่นานก่อนที่จักรพรรดิเซอร์ซีสที่ 1 จะบุกเข้ามาเมื่อ 481 ปีก่อนคริสตกาล พันธมิตรแห่งนครรัฐกรีกก็ได้ถูกก่อตั้งขึ้น ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งมาก เพราะก่อนหน้านี้หลายนครรัฐยังทำสงครามกันเองอยู่เลย แต่เมื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่อาจล้างบางอารยธรรม พวกเขาจึงยอมวางความขัดแย้งลงชั่วคราว
ในขณะเดียวกัน กองทัพเปอร์เซียก็รุกคืบเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนกระทั่งในฤดูร้อน 480 ปีก่อนคริสตกาล สายลับกรีกก็ได้รายงานว่ากองทัพเปอร์เซียกำลังประชิดขอบเขตแดน
สงครามเต็มรูปแบบได้เริ่มขึ้นแล้ว
จักรพรรดิเซอร์ซีสที่ 1 ทรงยื่นข้อเสนอสุดท้ายให้พระเจ้าเลโอนิดาสที่ 1 และกลุ่มต่อต้านชาวกรีกก่อนจะเปิดฉากโจมตี และเมื่อทรงทราบว่าพระเจ้าเลโอนิดาสที่ 1 และชาวสปาร์ตาปฏิเสธที่จะยอมจำนน จักรพรรดิเซอร์ซีสที่ 1 จึงมีรับสั่งให้กษัตริย์สปาร์ตาวางอาวุธเสีย แต่พระเจ้าเลโอนิดาสที่ 1 กลับตอบโต้ด้วยประโยคท้าทายอันเป็นตำนานว่า
“อยากได้ก็มาเอาไปสิ (Come and take them)“
จักรพรรดิเซอร์ซีสที่ 1 ทรงจัดให้ตามคำขอ
กองทัพเปอร์เซียจำนวนนับแสนได้เคลื่อนพลเข้าใส่กองทัพกรีกที่มีกำลังพลเพียง 7,000 นายภายใต้การนำของพระเจ้าเลโอนิดาสที่ 1 และได้เข้าปะทะกับกองทัพของจักรพรรดิเซอร์ซีสที่ 1 ณ ช่องเขาแคบๆ ที่เทอร์มอพิลี รวมถึงกองทัพเรือที่เข้าสกัดในช่องแคบอาร์เทมิเซียม
แม้จะมีกำลังพลเสียเปรียบกว่าหลายสิบเท่าตัว แต่กองทัพกรีกก็สามารถรักษาที่มั่นไว้ได้อย่างเหนียวแน่นด้วยยุทธวิธีที่ชาญฉลาด โดยชาวกรีกใช้ความแคบของช่องเขาให้เป็นประโยชน์ในการจำกัดพื้นที่การรบ ทำให้กองทัพเปอร์เซียไม่สามารถใช้ประโยชน์จากจำนวนคนที่มากกว่าได้ โดยตลอดการรบสองวันแรก เปอร์เซียต้องสูญเสียกำลังพลไปอย่างมหาศาลจนดูเหมือนว่าชัยชนะกำลังจะตกเป็นของฝั่งกรีก
ทว่าสถานการณ์กลับพลิกผันเมื่อชาวกรีกนามว่า “เอฟิอัลทีส (Ephialtes)” ทรยศต่อพวกพ้องเพราะหวังในลาภยศรางวัล เขาจึงเข้าเฝ้าจักรพรรดิเซอร์ซีสที่ 1 และบอกความลับเรื่องเส้นทางลัดบนภูเขาที่จะสามารถอ้อมผ่านช่องเขาเทอร์มอพิลีไปด้านหลังได้ ซึ่งเส้นทางนี้ทำให้กองทัพเปอร์เซียสามารถโอบล้อมกองทัพกรีกได้สำเร็จ และส่งผลให้ยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายกรีกวางไว้พังทลายลงทันที
เมื่อกองทัพเปอร์เซียโอบล้อมมาถึงอีกฝั่งของช่องเขาและเปิดฉากโจมตีอย่างหนักหน่วง พระเจ้าเลโอนิดาสที่ 1 จึงต้องตัดสินใจครั้งสำคัญที่เดิมพันด้วยชีวิต
เมื่อกระแสของสงครามเปลี่ยนไปเข้าทางกองทัพของจักรพรรดิเซอร์ซีสที่ 1 พระเจ้าเลโอนิดาสที่ 1 ได้ทรงมีรับสั่งเรียกประชุมสภาสงคราม ซึ่งข้อสรุปมีเพียงทางเดียว นั่นคือต้องถอย แต่นั่นเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักการและศักดิ์ศรีอันสูงสุดของชาวสปาร์ตา
ดังนั้น พระเจ้าเลโอนิดาสที่ 1 จึงมีรับสั่งให้กองทัพกรีกส่วนใหญ่ล่าถอยไปเพื่อรักษาชีวิต ส่วนพระองค์พร้อมด้วยขุนศึกสปาร์ตาอีก 300 นาย เหล่าเฮลอต (ทาสชาวสปาร์ตา) และทหารชาวโบโอเทีย (Boeotians) อีกราว 1,100 นาย เลือกที่จะปักหลักอยู่ ณ ที่เดิมเพื่อถ่วงเวลากองทัพเปอร์เซียให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะมีกำลังพลเหลืออยู่เพียงน้อยนิด แต่บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่ามันคือการต่อสู้ที่ดุเดือดและบ้าคลั่งที่สุดครั้งหนึ่ง ซึ่งมีบันทึกระบุว่า
"สำหรับชาวกรีกแล้ว พวกเขาไม่สนความปลอดภัยของตัวเองและสู้ยิบตา เพราะรู้ดีว่าเมื่อศัตรูข้ามภูเขามาได้ ความตายก็อยู่ตรงหน้า พวกเขาจึงปลดปล่อยความกล้าหาญอันบ้าคลั่งเข้าใส่กองทัพสปาร์ตาอย่างสุดกำลัง"
แต่หากพระเจ้าเลโอนิดาสที่ 1 ทรงมั่นใจว่าคนของพระองค์จะต้านทานกองทัพของจักรพรรดิเซอร์ซีสที่ 1 ได้ตลอดรอดฝั่ง พระองค์ก็คิดผิด
นักรบสปาร์ตาเข้าต่อสู้ระยะประชิดด้วยดาบและหอกที่หักพังในขณะที่ทหารม้าเปอร์เซียควบเข้าบดขยี้อย่างง่ายดาย และเมื่อฝั่งเปอร์เซียเริ่มเหนื่อยล้ากับการสูญเสียรวมถึงการรบระยะประชิด พวกเขาก็เปลี่ยนมาใช้ฝูงธนูระดมยิงเข้าใส่เพื่อกวาดล้างกองกำลังของพระเจ้าเลโอนิดาสที่ 1 จากระยะปลอดภัย
พระเจ้าเลโอนิดาสที่ 1 สวรรคตในสมรภูมิครั้งนี้ แต่การสูญเสียของชาวสปาร์ตาไม่ได้สูญเปล่า แม้ว่าจักรพรรดิเซอร์ซีสที่ 1 จะเป็นฝ่ายชนะและยึดช่องเขาเทอร์มอพิลีได้สำเร็จ แต่การต่อสู้ครั้งนี้ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า กองทัพเปอร์เซียไม่ได้ไร้เทียมทานหรือไม่มีใครหยุดยั้งได้ หากมีกลยุทธ์ที่ถูกต้อง ชาวกรีกก็สามารถคว้าชัยชนะได้ และพวกเขาก็พิสูจน์ให้เห็นจริงในอีกเพียงหนึ่งเดือนต่อมา เมื่อกองทัพเรือกรีกสามารถบดขยี้กองทัพเรือเปอร์เซียจนพ่ายแพ้ยับเยิน ณ ช่องแคบซาลามิส
สมรภูมิเทอร์มอพิลีอาจจบลงด้วยชัยชนะทางทหารของเปอร์เซีย แต่ในหน้าประวัติศาสตร์ ชัยชนะทางจิตวิญญาณกลับตกเป็นของสปาร์ตาไปตลอดกาล และนี่คือข้อพิสูจน์ว่า บางครั้งการยอมพลีชีพในวันนี้ ก็เพื่อสร้างชัยชนะที่แท้จริงในวันพรุ่งนี้
ประวัติศาสตร์
บันทึก
3
1
3
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย