14 ก.ค. เวลา 05:45 • สุขภาพ

หมอแนะวิธีดูแลแผลไฟไหม้เบื้องต้น ห้ามใช้น้ำแข็ง-ยาสีฟันทาแผลเด็ดขาด

แผลไฟไหม้ควรรีบใช้น้ำสะอาดอุณหภูมิห้องล้างแผล 10-20 นาที ปิดแผลด้วยผ้าสะอาด ห้ามใช้น้ำแข็ง ยาสีฟัน หรือเจาะตุ่มพอง หากแผลลึก กว้าง หรืออยู่บริเวณสำคัญ ควรรีบพบแพทย์ทันที
การปฐมพยาบาลแผลไฟไหม้ เป็นขั้นตอนสำคัญในการช่วยลดการบาดเจ็บ โดยในเบื้องต้นจะมุ่งเน้นที่การระบายความร้อนออกจากแผล และลดการถูกทำลายของเนื้อเยื่อเนื่องมาจากความร้อน ส่วนการรักษาหลังจากนั้นควรคำนึงถึงการทำความสะอาดแผล และการปิดแผล เพื่อการป้องกันแผลปนเปื้อนสิ่งสกปรก ในกรณีที่แผลมีความรุนแรงมาก เช่น ลึก หรือเป็นบริเวณกว้าง ควรรีบพบแพทย์
ปฐมพยาบาลเมื่อเกิดแผลไฟไหม้
  • การล้างแผล และระบายความร้อน คือสิ่งแรกที่ควรทำ โดยการใช้น้ำสะอาดอุณหภูมิห้อง หรือเย็นเล็กน้อย เทราดให้ไหลผ่านแผลอย่างน้อย 10-20 นาที
หมอแนะวิธีดูแลแผลไฟไหม้เบื้องต้น
เพื่อระบายความร้อนออกจากแผล และบรรเทาอาการแสบร้อน หลีกเลี่ยงการใช้น้ำแข็ง หรือน้ำเย็นจัด เพราะจะทำให้ปวดแผลมากขึ้น
  • ถอดเสื้อผ้า และเครื่องประดับที่สัมผัสกับแผล หรืออยู่ใกล้แผลออก เพื่อป้องกันการกักเก็บความร้อนที่อาจทำให้แผลลุกลาม หรือทำลายเนื้อเยื่อเพิ่มเติม ควรใช้น้ำสะอาดช่วยลดอุณหภูมิของเนื้อเยื่อก่อน ถอดแหวน กำไล หรือสร้อยคอที่อยู่ใกล้บริเวณแผล เพราะแผลอาจบวมขึ้น จนทำให้เกิดการกดรัด และทำให้อวัยวะส่วนนั้นขาดเลือดได้
  • เมื่อแผลเย็นลงแล้ว ให้ใช้ผ้าสะอาดปิดแผล เพื่อไม่ให้เนื้อเยื่อบริเวณแผลเกิดการระคายเคือง หรือฉีกขาด ซึ่งอาจทำให้แผลหายช้าลง ไม่ใช้ผ้าขนหนูหยาบ หรือสำลี เนื่องจากเส้นใยอาจติดแผล และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ในกรณีแผลไฟไหม้รุนแรง แผลลึก เปื้อนคราบเขม่า หรือสารเคมี เช่น น้ำมันร้อน กรดหรือด่าง ควรรีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะหากเกิดแผลบริเวณใบหน้า มือ ข้อพับ หรืออวัยวะสำคัญ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกายในระยะยาว
  • ใช้ยาทาแผล ที่เหมาะสมสำหรับแผลไฟไหม้ เช่น ซิลเวอร์ซัลฟาไดอะซีน (Silver Sulfadiazine) หรือยาอื่นๆ ตามคำแนะนำของแพทย์
  • ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาด หรือผ้าพันแผลที่ไม่ทำให้แผลระคายเคือง เพื่อป้องกันสกปรก และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ สำหรับแผลไฟไหม้ที่ไม่รุนแรง ควรใช้ผ้าก๊อซปลอดเชื้อ (Sterile Gauze) หรือผ้าสะอาดที่ระบายอากาศได้ดี เช่น ผ้าฝ้ายบางๆ ที่ไม่เป็นขุยปิดแผล โดยไม่กดแน่นจนเกินไป เพื่อให้แผลได้รับอากาศและไม่อับชื้น
  • ทำความสะอาดแผล และเปลี่ยนผ้าปิดแผลทุกวัน หรือบ่อยขึ้นหากแผลมีของเหลวซึมออกมา ทั้งนี้ ควรใช้ยาทาฆ่าเชื้อ หรือครีมสำหรับแผลไฟไหม้ตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อลดการอักเสบและป้องกันการติดเชื้อ
  • หากเกิดตุ่มพองใส (Blister) ขนาดเล็ก ควรปล่อยให้ยุบเองโดยไม่เจาะ เนื่องจากของเหลวภายในตุ่ม ช่วยปกป้องชั้นผิวใหม่ที่กำลังฟื้นตัว และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ หากตุ่มพองมีขนาดใหญ่ หรืออยู่ในตำแหน่งที่เสี่ยงต่อการแตกเอง เช่น ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือข้อพับ ควรให้บุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้เจาะและดูแลแผล เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
  • บรรเทาอาการปวด ด้วยยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอล และกลุ่ม NSAID แต่หากใช้ยาแล้วอาการปวดไม่ทุเลาลง หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น แผลบวมแดงผิดปกติ มีหนอง หรือมีไข้ ควรรีบพบแพทย์
  • กรณีแผลไฟไหม้ที่มือ ควรขยับนิ้วมือบ่อยๆ เพื่อป้องกันการติดยึดของข้อต่อ และลดอาการบวม อาจใช้ผ้าพันแผลพยุงมือในกรณีที่แผลมีขนาดใหญ่ หรือรุนแรง เพื่อช่วยลดอาการมือบวมจากการห้อยมือ
  • กรณีแผลไฟไหม้ที่ขาหรือเท้า ควรลดการลงน้ำหนัก และให้ยกขาสูงเพื่อช่วยลดอาการบวม โดยเฉพาะใน 24-48 ชั่วโมงแรก หากแผลรุนแรงควรพบแพทย์
ทั้งนี้ หากเป็นแผลไฟไหม้เล็กน้อย สามารถใช้เจลที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ (Aloe Vera) หรือเจลบรรเทาอาการแสบจากแผลไฟไหม้ เพื่อช่วยลดอาการแสบร้อน และให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่สะอาด และไม่มีสารเคมีรุนแรง เพื่อลดความเสี่ยงที่แผลจะระคายเคืองหรืออักเสบมากขึ้น หลีกเลี่ยงครีมที่มีสเตียรอยด์ ยาสมุนไพรที่ไม่ผ่านการรับรอง หรือสารอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อกระบวนการสมานแผล
สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเกิดแผลไฟไหม้
  • ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัด หรือน้ำแข็งในการระบายความร้อนเพื่อลดอุณหภูมิของแผล เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อเกิดความเสียหายและปวดมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการขัด หรือถูแผล เพราะอาจทำให้ผิวหนังเสียหายมากขึ้น และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
  • ไม่ควรใช้ยาใดๆ เอง หากไม่แน่ใจในคุณสมบัติของยา
  • การทาครีม น้ำมัน สารอื่นใดนอกเหนือคำแนะนำของแพทย์ เพราะอาจทำให้แผลระคายเคืองหรืออักเสบมากขึ้น
  • ไม่ควรเปิด กรีด หรือเจาะตุ่มพองใสด้วยตนเอง เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ
  • ไม่ควรใช้ผ้า หรือสิ่งอื่นใดที่ไม่สะอาด หรือเสี่ยงการปนเปื้อนมาประคบแผล เพราะอาจทำให้เชื้อโรคเข้าสู่แผล
  • ไม่ควรรอให้แผลหายเองโดยไม่พบแพทย์ เพราะหากแผลมีความรุนแรง หรือมีอาการติดเชื้ออาจทำให้แผลแย่ลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็น
  • ไม่ควรให้แผลสัมผัสแสงแดดโดยตรง เพราะจะทำให้แผลระคายเคือง
พฤติกรรมยิ่งทำยิ่งส่งผลเสียต่อแผล
  • การประคบอุ่นทันทีหลังจากเกิดแผลไฟไหม้ จะทำให้แผลร้อนขึ้น และเพิ่มการทำลายเนื้อเยื่อ
  • การใช้ผ้าพันแผลที่แน่นเกินไป จะทำให้ระบบไหลเวียนเลือดในบริเวณแผลแย่ลง ส่งผลให้แผลหายช้า
  • การใช้เนย ยาหม่อง ยาสีฟัน น้ำปลา ทา หรือราดบริเวณแผล เพราะจะทำให้แผลระคายเคือง อับชื้น และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
  • การใช้สมุนไพร หรือพริกทาแผล เพราะจะทำให้แสบร้อน และการฟื้นตัวของแผลช้าลง
  • การใช้น้ำส้มสายชู หรือแอลกอฮอล์ทำความสะอาดแผล อาจทำให้แผลระคายเคือง
การป้องกันการติดเชื้อในระยะเริ่มต้นของแผลไฟไหม้
การดูแลแผลอย่างถูกวิธี ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นและลดโอกาสการติดเชื้อ นอกจากการปฏิบัติตามคำแนะนำในการปฐมพยาบาลแล้ว ควรรักษาความสะอาด ล้างแผล และเปลี่ยนผ้าพันแผลทุกวัน หรือบ่อยกว่านั้นหากแผลมีของเหลวจำนวนมาก หลังล้างแผลแล้วทาด้วยยา Silver Sulfadiazine cream สำหรับแผลที่ไม่ลึก หรือมีขนาดเล็ก
อย่างไรก็ตามการใช้ Hydrogen Peroxide อาจไม่เหมาะสม เนื่องจากอาจทำให้แผลระคายเคือง และชะลอการสมานแผลได้ ทั้งยังควรหลีกเลี่ยงไม่ให้แผลสัมผัสน้ำ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ชื้น และร้อนจัด เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและช่วยให้แผลสมานตัวได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ การใช้ยาฆ่าเชื้อควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนเสมอ
อาหารที่มีส่วนช่วยในการฟื้นฟูแผลไฟไหม้
  • โปรตีน ช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ และสมานแผล เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ นม โยเกิร์ต ชีส และถั่วต่างๆ
  • วิตามิน C ช่วยลดการอักเสบ และเสริมภูมิคุ้มกัน เช่น ส้ม มะนาว มะละกอ มะขามป้อม
  • วิตามิน A ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น แครอท ฟักทอง ไข่แดง และชีส
  • สังกะสี ช่วยรักษาความสมบูรณ์ของผิวหนัง และเยื่อเมือก เช่น ถั่ว หอยนางรม
  • โอเมกา-3 ช่วยลดการอักเสบ เช่น ปลาแซลมอน และเมล็ดเจีย
แผลไฟไหม้เป็นอาการบาดเจ็บที่ต้องได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่อลดความเสียหาย ป้องกันการติดเชื้อ และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ซึ่งนอกจากการดูแลเบื้องต้นแล้ว การป้องกันอุบัติเหตุจากไฟไหม้ และน้ำร้อนลวกก็มีความสำคัญไม่น้อย จึงควรระมัดระวังในการปรุงอาหาร การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือการจัดเก็บวัตถุไวไฟให้ปลอดภัย
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/health/care/7949
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา