14 ก.ค. เวลา 01:09 • ข่าว

ผับยิ่งหรูประตูยิ่งแคบ….

โศกนาฏกรรมแบบข่าวที่เกิดขึ้น มันคงไม่มีใครอยากให้เกิด
แม้แต่ตัวผู้ประกอบการเอง
แต่ความรับผิด คงต้องว่ากันไปตามกฎหมาย
และพยานหลักฐานที่จะต้องหากันหลังจากนี้
ขอแสดงความเสียใจ กับผู้สูญเสียทุกท่าน ณ. ที่นี้….
ไม่อยากซ้ำเติม ผมเลยเลือกใช้ภาพข่าวเก่า
จากเหตุการณ์แบบเดียวกัน ในสวิสเซอร์แลนด์ มาประกอบ
…ซึ่งมันคล้ายกันมากจริงๆ….
แต่ที่ผมจะเขียน น่าจะเป็นเรื่องที่หลายคนสงสัย
เกี่ยวกับอาคารพวกนี้นะครับ
ทั้งในฐานะสถาปนิก นักดนตรี และผู้ชมชอบสุรา
ที่เคยผ่านงาน และเที่ยวในสถานที่เหล่านี้มาตลอด
ทุกอย่างมีเหตุผลครับ แม้บางทีมันเป็นการมองแคบ
เกินไปในแง่ความปลอดภัยก็ตาม
1) วัสดุไม่ได้มาตรฐานจริงหรือไม่
เรื่องนี้ผมเองบอกตรงๆว่าไม่กล้าพูดได้เต็มปากนัก
ถ้าวัสดุที่ขายในท้องตลาด มันได้ มอก. จริงๆน่ะนะ
ไม่อยากโทษนัก ว่าวัสดุคุณภาพและราคาต่ำ
มันมักถูกแซมเสมอในโครงการก่อสร้างต่างๆ
ไม่ใช่แค่ผับ แต่ยันวัด และอาคารภาครัฐนั่นแหละ
เชื่อไหม บางทีแม้แต่ผู้รับเหมาเองยังไม่รู้เลย
เพราะการตรวจสอบทุกแผ่น แทบเป็นไปไม่ได้
เอาเถอะ มันอาจเป็นการโกงของคนขายก็ส่วนนึง
แต่ถ้าถามว่า สมมุติได้มาตรฐาน มันจะไหม้ไหม ?
คำตอบคือ ไหม้ไม่ต่างกันครับ
ไม่งั้นผับในสวิสฯ ฝรั่งเศส หรือชาติเจริญแล้วอื่นๆ
มันก็คงไม่ไหม้คล้ายเราหรอก…
…มันมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์อยู่ครับ….
นั่นคือปรากฏการณ์ของไฟ ที่เรียกกันว่า Flashover
หรือการลุกไหม้ทั่วบริเวณโดยฉับพลันพร้อมกัน
และ Backdraft หรือการระเบิดของควันไฟ หรือไฟย้อนศร
แบบที่เราเห็นผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์กัน
ปรากฎการณ์ทั้งสองแบบ ต่อให้วัสดุเกรดดีแค่ไหนก็ไหม้
และไหม้อย่างรวดเร็วมากด้วย ยกเว้นแต่เป็นเหล็กทั้งอาคาร
ปรากฏการณ์แรก เกิดจากการสะสมความร้อนในห้องแคบๆ
เป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งในกรณีนี้ผู้เชี่ยวชาญบอกว่ามันน่าจะ
เกิดจากการเผาไหม้ของของประดับจำพวกลอยตัว
ข่วงนี้มีบอลโลก ผมเดาว่าคงมีธงผ้าอะไรมากมายประดับ
และอาจมีป้ายไฟอคริลิกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นปกติ
ของร้านอาหารอยู่แล้ว
ยังจะเบาะรองนั่งอีก ท็อปโต๊ะไม้อีก
(ส่วนมากเป็นไม้อัด HMR และไม้ยางพาราประสาน
ซึ่งมันได้มาตรฐาน มอก.อยู่แล้ว)
ทุกท่านต้องเข้าใจด้วยนะครับ ว่าพวกนี้มันไม่ใช่โครงสร้าง
หลักของอาคาร ที่จะต้องไม่ลามไฟตามมาตรฐานกฎหมาย
ใช่ครับ ในบ้านของท่านเองก็เช่นกัน
ดังนั้นการลุกไหม้ของวัสดุตบแต่งลอยตัวเหล่านี้
จึงไม่ใช่เรื่องของมาตรฐานการก่อสร้างอาคารแต่อย่างใด
ผมไม่อยากใช้คำว่าปกติ กับความสูญเสียแบบนี้
และไม่ใช่แก้ตัวให้ใคร
แต่อยากบอกว่า ความเสี่ยงมันมีอยู่ทุกที่ครับ…
เมื่ออุณหภูมิสะสมมากๆ มันอาจสูงได้นับพันองศา
มันจึงเกินกำลังของวัตถุใดๆจะทนได้ แล้วก่อให้เกิดการไหม้
อย่างฉับพลันในเวลาเดียวกันนั่นเอง
จากนั้นสิ่งที่ตามมา คือปรากฏการณ์ที่สอง
หรือ Backdraft เมื่อมีการถ่ายเทอ็อกซิเจนตอนประตู
เปิดออกนั่นเอง
เพราะเมื่อประตูเปิด ไฟที่ขาดอ็อกซิเจนในห้องปิด
ก็จะวิ่งเข้าหาประตูทางออกซึ่งได้รับอ็อกซิเจนจากภายนอก
โดยฉับพลัน กลายเป็นลำเปลวไฟที่น่ากลัว อย่างที่เราเห็นกัน
…และแน่นอน มันเผาทุกอย่างที่ขวางหน้า ด้วยอุณหภูมิที่สะสม
อยู่ภายในมาจากปรากฏการณ์แรก ซึ่งไม่มีอะไรขัดขวางมันได้
…ก่อนถูกซ้ำเติมสถานการณ์ด้วยก๊าซหุงต้มระเบิดต่อไป….
ปรากฏการณ์ทั้งสองนี้ ถ้าไม่นับเหตุการณ์ไฟไหม้หลายแห่ง
เราจะพบในลักษณะที่ควบคุมได้ ในเตาเผากระเบื้อง อิฐ
และเตาหลอมแบบโบราณนั่นเอง…
…และถ้าเหล็กยังละลาย อะไรมันจะเหลือล่ะ….
2) มันจึงนำมาซึ่งคำถามที่ทุกคนถามมากที่สุด
คือเรื่องของทางออก และทางออกฉุกเฉิน ที่มีทางเดียว
จริงๆเรื่องนี้มีเหตุผลเช่นกันครับ
มันเป็นเรื่องความต้องการบังคับพื้นที่ เพื่อความปลอดภัย
ด้วยลักษณะทางสถาปัตยกรรม
ใช่ครับ อ่านไม่ผิด เพื่อความปลอดภัย
แต่ไม่ใช่จากอัคคีภัย เพราะภัยหลักในสถานที่แบบนี้
ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด คือ อาชญากรรม
อย่างที่พาดหัวเลย ผับยิ่งหรู ประตูจะยิ่งแคบ
ในฐานะผู้ออกแบบ ผมเคยรับโจทย์ผับ เลาจน์หรู
มาพอสมควร ทุกร้านจะเหมือนกันหมด คือ “เข้าออกทางเดียว”
เพราะง่ายในการตรวจสอบอาวุธ และบุคคลไม่พึงประสงค์
และข่มผู้ตัองการก่อเหตุไปในตัว เพราะรู้ว่าทำไป
ก็หนีไปไหนไม่รอด
ผับหรือเลาจน์ ยิ่งหรูแค่ไหน คนเที่ยวก็ยิ่งระดับ VIP เท่านั้น
ความปลอดภัย เป็นส่วนตัว จึงเป็นเรื่องที่ผู้ออกแบบยิ่งต้อง
ตอบสนองต่อผู้ว่าจ้างให้ได้ ทางเข้าออกทางเดียว
ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ
จริงๆแล้ว สถานที่สำคัญในไทย ที่ใช้รับรองบุคคลสำคัญ
จำนวนมาก ก็เป็นลักษณะการเข้าออกทางเดียวเช่นกัน
ส่วนในกรณีที่เพิ่งเกิด แม้ไม่ใช่ที่หรู แต่การควบคุม
ความปลอดภัยคนจำนวนมาก มันก็จำเป็นเช่นกัน
ที่จะต้องสกรีนคนเข้า ที่อาจพกอาวุธ ยาเสพติดให้ได้
มากที่สุด การเข้าออกทางเดียว จึงจำเป็นเช่นกัน
การเข้าออกทางเดียวของอาคาร ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล
หรือทำไม่ได้แต่อย่างใด เพียงแต่การทำต้องอยู่ในมาตรฐาน
ที่รับได้ เช่น มีขนาดของประตูที่ใหญ่พอ , มีทางหนีไฟ
หรือหนีภัยที่ใช้งานได้
…ซึ่งถ้าเจ้าของสถานที่จะผิด ก็คงเป็นส่วนนี้มากกว่า….
สิ่งนี้ไม่ต่างกันนักทั้งในบ้านเราและต่างประเทศ
จริงๆแล้ว ในต่างประเทศแถวยุโรป อเมริกา
หรือแม้แต่จีน ฮ่องกง น่ากลัวกว่านี้ด้วยซ้ำ
เพราะหลายแห่ง ลงไปใต้ดินแคบๆค่อนข้างลึกลับมาก
ดังนั้น จึงมักมีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเสมอ
ส่วนคำถามยิบย่อยที่ตามมา เช่น เรื่องทำไมกระจกทุบไม่ออก
ซึ่งผมบอกเลย ว่าไม่แปลก เพราะสถานที่เหล่านี้ ต้องควบคุม
มลพิษทางเสียงตามกฎหมาย มันจึงดูตลกร้ายมาก เมื่อเกิด
เหตุการณ์แบบนี้
กระจกเก็บเสียง จะเป็นสองชั้น หนา ตรงกลางเป็นสุญญากาศ
มันแข็งแรงมาก การที่คนข้างในทุบมันออกมาไม่ได้ ไม่ใช่
เรื่องแปลกอะไรนัก
นี่กลับเป็นคำถาม ว่าข้อกำหนดด้านกฎหมายหรือไม่
ที่มีส่วนให้เรื่องมันเลวร้ายลง ซึ่งเราก็ต้องติดตามกันต่อไป
สุดท้าย ถ้าถามว่า เจ้าของสถานที่ควรรับโทษไหม
ก็คงต้องไปว่ากันตามพยาน หลักฐาน
แต่ข้อสังเกตเรื่องระบบดับเพลิงเบื้องต้นน้อย
และไม่ได้ทำงานเมื่อเกิดเหตุ
ประตูหนีไฟ ที่เหมือนจะไม่มี
เหล่านี้ ถ้ามีสักข้อเดียวที่บกพร่อง
เจ้าของสถานที่ ก็คงเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้….
สถานที่อโคจร ไม่มีที่ไหนปลอดภัยหรอกครับ
ให้เป็นร้านเปิดๆ ก็เสี่ยงจะโดนลูกหลงจากรอบตัวอยู่ดี
ดีที่สุด คือไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงบ่อยๆ
แต่ถ้าแบบไหนเสี่ยงน้อยกว่า ก็คงต้องร้านโอเพ่นแอร์นี่แหละ
…ก็เลือกกันให้ดีครับ….
…แต่สำหรับผมนะ ให้นั่งกินบะหมี่ข้างทาง มันก็ยังเสี่ยงอยู่ดี
ว่าอยู่ๆ รถจะแหกมาเสยตายคาชามบะหมี่….
…หรือโดนพวกหลอนยาที่เกลื่อนเมืองมาเล่นงานเอา….
…ถ้าจะซวย อยู่ไหนมันก็ซวย ผมคิดแบบนี้จริงๆ….
…แค่ไม่ประมาท แต่ไม่ใช่กลัวจนหลอนก็น่าจะพอ….
โฆษณา