มองอย่างผิวเผิน Chungking Express และ In the Mood for Love ถือว่ายืนอยู่คนละขั้วในแง่ทิศทางการนำเสนอ เรื่องหนึ่งคือหนังรักวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยความว้าวุ่น รวดเร็ว และอบอวลด้วยบรรยากาศของความฟุ้งซ่านอันเหลือล้นระหว่างคนหนุ่มสาวในเมืองใหญ่ ขณะที่อีกเรื่องคือภาพยนตร์ที่เชื่องช้า เนิบนาบ แถมอาบด้วยอารมณ์ความเหงายามค่ำคืนจนหนักอึ้ง แต่ถึงแม้บรรยากาศที่ห้อมรอบเรื่องราวจะแตกต่างกันแค่ไหน ความจริงคือหนังทั้งสองกำลังพูดถึงเรื่องราวเดียวกัน หากเรามองลึกลงไปถึงเนื้อในอย่างแท้จริง
ทั้ง Chungking Express และ In the Mood for Love สามารถถ่ายทอดประโยคอันเป็นนามธรรมนี้ ออกมาเป็นสิ่งที่คนดูจับต้องได้บนจอภาพยนตร์อย่างสมจริงที่สุด ผ่านการถ่ายภาพที่บิดเบี้ยวซึ่งสะท้อนความรู้สึกในใจตัวละคร
เห็นได้ชัดว่าตัวละครหลักจากทั้งสองเรื่อง (โดยเฉพาะ In the Mood for Love) แทบไม่เคยถูกถ่ายในมุมโล่งหรือกลางแจ้งเลย กลับกันตัวละครมักติดอยู่ในกรอบ หรือภาพสะท้อนจากกระจกเงาเปื้อน ๆ ใน Chungking Express เราได้เห็นเฟย์แอบมองตำรวจหมายเลข 663 ผ่านกระจกในร้านมิดไนท์เอ็กเพรส ส่วน In the Mood for Love สองตัวละครหลัก ถูกขังอยู่ในความแคบของทางเดินและห้องเช่าเล็กๆ ทำให้ทั้งคู่อยู่ใกล้กันทางกายภาพแต่ห่างกันทางใจอย่างเจ็บปวด
ขณะที่ In the Mood for Love หว่องกาไวเลือกใช้ "Yumeji's Theme" ของอุเมบายาชิ ชิเงรุ ดังขึ้นแทบทุกครั้งที่สองตัวละครหลักเดินสวนกันบนบันไดแคบๆ การวนซ้ำเพลงเดิมในหนังแบบนี้ ส่งผลให้สมองผู้ชมประมวลความหมายของทำนองที่ดังขึ้นโดยอัตโนมัติ ความคิดถึงและแรงปราถนาอันไม่สมหวังของตัวละคร จึงตลบอบอวลในภาพยนตร์เรื่องนี้ทุกครั้ง ทันทีที่เพลงดังกล่าวดังขึ้นย้ำเตือนผู้ชมอย่างตรงไปตรงมา
ท้ายที่สุด เหตุผลที่ Chungking Express และ In the Mood for Love ยังคงเป็นหนังในดวงใจของใครหลายคน รวมถึงตัวผู้เขียน เพราะทั้งสองเรื่องคือภาพยนตร์ที่สะท้อนความเหงาในใจได้ยอดเยี่ยมที่สุด เพียงแต่ในแง่มุมที่ต่างออกไป เรื่องหนึ่งคือด้านที่ยังมองโลกในแง่ดี พลังของความหลงไหลฟุ้งเฟ้อแบบรักวัยรุ่น สะท้อนความงดงามของการแอบรักใครสักคนท่ามกลางเมืองใหญ่อันวุ่นวาย และเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว
เมื่อดูสองเรื่องนี้ติดกันภายในสองวันจึงรู้สึกชัดเจนว่า หว่องกาไวไม่ได้เล่าความรักสองอารมณ์ที่แตกต่างกัน แต่กำลังถ่ายทอดเรื่องราวเดียวกันจากสองช่วงเวลาของชีวิต Chungking Express คือวันคืนที่ยังเต็มไปด้วยความหวังและความบ้าคลั่งในวัยหนุ่มสาว ส่วน In the Mood for Love คือวินาทีที่เราเติบโตพอจะรู้ว่าความรักบางอย่างก็ไม่สามารถพูดออกไป และการฝังไว้ในความเงียบคือทางออกที่ดีที่สุด