9 ชั่วโมงที่แล้ว • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

วิจารณ์ Chungking Express และ In the Mood for Love : ถอดรหัสความเหงาของ 'หว่องกาไว' ผ่านสองด้านของเหรียญเดียวกัน

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมไปดู Chungking Express (1994) และ In the Mood for Love (2000) ติดกันสองวันในโรงภาพยนตร์
หลังดูจบก็มานั่งคิดว่า เออ ทำไมหนังทั้งสองเรื่องนี้ของ หว่องกาไว (Wong Kar-wai) ถึงยังทำให้เราจี๊ดกับความรู้สึกตัวเองได้มากขนาดนี้ ทั้งที่ก็เคยดูมาหลายรอบ แถมบรรยากาศของทั้งคู่มันคนละเรื่องเลย แต่พอมาดูต่อเนื่องกันสองวันติด ผลลัพธ์กลายเป็นส่งเสริมกันทางความรู้สึกอย่างไม่น่าเชื่อ
มองอย่างผิวเผิน Chungking Express และ In the Mood for Love ถือว่ายืนอยู่คนละขั้วในแง่ทิศทางการนำเสนอ เรื่องหนึ่งคือหนังรักวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยความว้าวุ่น รวดเร็ว และอบอวลด้วยบรรยากาศของความฟุ้งซ่านอันเหลือล้นระหว่างคนหนุ่มสาวในเมืองใหญ่ ขณะที่อีกเรื่องคือภาพยนตร์ที่เชื่องช้า เนิบนาบ แถมอาบด้วยอารมณ์ความเหงายามค่ำคืนจนหนักอึ้ง แต่ถึงแม้บรรยากาศที่ห้อมรอบเรื่องราวจะแตกต่างกันแค่ไหน ความจริงคือหนังทั้งสองกำลังพูดถึงเรื่องราวเดียวกัน หากเรามองลึกลงไปถึงเนื้อในอย่างแท้จริง
คำตอบแบบตรงไปตรงมาที่สุดคือ หว่องกาไวไม่ได้ทำหนังทั้งสองเรื่องเพื่อให้เรานั่งดูความเหงา เพราะเขาเลือกข้ามขั้นตอนของตรรกะเหตุผล เพื่อสร้างภาพยนตร์เบื้องหน้าเป็นพื้นที่จำลองเปิดให้ผู้ชมสัมผัสหน้าตาที่แท้จริงของความโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คนมากมายในเมืองใหญ่ รวมถึงความรู้สึกโหยหาหลังความปราถนาที่จะเชื่อมต่อกับใครสักคนปรากฎขึ้นในหัวใจ
⏳เวลาที่บิดเบี้ยวตามความรู้สึกผ่านเทคนิค Step-Printing
จุดเด่นสำคัญที่ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องมีร่วมกัน คือลายเซ็นการถ่ายภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของคริสโตเฟอร์ ดอยล์ (Christopher Doyle) ตากล้องคู่บุญของหว่องกาไว โดยทั้งคู่ตัดสินใจเลือกนำเทคนิคที่เรียกว่า step-printing หรือการถ่ายภาพด้วยเฟรมเรตที่ต่ำกว่าปกติ ก่อนเอาเฟรมมาดึงกลับซ้ำอีกรอบให้มีความเร็วปกติ หรือ 24 เฟรมต่อวินาทีอีกรอบ
ผู้ชมจึงสามารถสังเกตการถ่ายภาพอันเป็นเอกลักษณ์อย่างเด่นชัดในหนังทั้งสองเรื่อง ฉากที่ตัวละครยืนนิ่งพลางคำนึงถึงความรู้สึกของตนขณะผู้คนรอบตัวเคลื่อนที่ผ่านด้วยความเร็วจนเป็นภาพเบลอ นี่คือลูกเล่นทางเทคนิคที่ถูกนำมาใช้เพื่อจำลองความรู้สึกของตัวละครที่กำลังเหงา หรือหมกหมุ่นกับความรู้สึกในใจอย่างชัดเจนที่สุด
หว่องกาไวเข้าใจดีว่า เวลาเราคิดถึงใครสักคน นาฬิกาชีวิตจะมีจังหวะที่เปลี่ยนไป แถมยังเดินต่อโดยไม่ตรงกับโลกข้างนอกอีกแล้ว
“โลกเดินหน้าไปเร็วจนตามไม่ทัน ทั้งที่ตัวเรายังถูกความรู้สึกแช่แข็งอยู่ที่เดิม”
ทั้ง Chungking Express และ In the Mood for Love สามารถถ่ายทอดประโยคอันเป็นนามธรรมนี้ ออกมาเป็นสิ่งที่คนดูจับต้องได้บนจอภาพยนตร์อย่างสมจริงที่สุด ผ่านการถ่ายภาพที่บิดเบี้ยวซึ่งสะท้อนความรู้สึกในใจตัวละคร
🪞มิติของความห่างไกลในความใกล้ชิด
อีกหนึ่งลายเซ็นที่ภาพยนตร์สองเรื่องแสดงออกมาอย่างชัดเจน โดยยิ่งดูผ่านจอใหญ่ในโรงภาพยนตร์ จะสังเกตเห็นจุดนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือความหลงไหลจนเข้าขั้นหมกหมุ่นในการถ่ายทอดความสัมพันธ์ และความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร ผ่านเหตุการณ์ที่พวกเขาพบเจอกันในพื้นที่แคบ มุมอับสายตา หรือบริเวณอันเต็มไปด้วยกระจกสะท้อน
เห็นได้ชัดว่าตัวละครหลักจากทั้งสองเรื่อง (โดยเฉพาะ In the Mood for Love) แทบไม่เคยถูกถ่ายในมุมโล่งหรือกลางแจ้งเลย กลับกันตัวละครมักติดอยู่ในกรอบ หรือภาพสะท้อนจากกระจกเงาเปื้อน ๆ ใน Chungking Express เราได้เห็นเฟย์แอบมองตำรวจหมายเลข 663 ผ่านกระจกในร้านมิดไนท์เอ็กเพรส ส่วน In the Mood for Love สองตัวละครหลัก ถูกขังอยู่ในความแคบของทางเดินและห้องเช่าเล็กๆ ทำให้ทั้งคู่อยู่ใกล้กันทางกายภาพแต่ห่างกันทางใจอย่างเจ็บปวด
ทั้งหมดนี้จำลองให้คนดูสัมผัสความรู้สึกของตัวละคร เมื่อความใกล้กันทางกายภาพกลับกลายเป็นกระจกสะท้อนความห่างไกลของความสัมพันธ์อย่างชัดเจนที่สุด หว่องกาไวเจตนาให้เราถอดบทบาทในฐานะผู้ชมที่กำลังดูงานภาพยนตร์เบื้องหน้า กลายมาเป็นเหมือนเพื่อนบ้านอีกคนที่คอยแอบมองความสัมพันธ์ของผู้คนเหล่านี้จากมุมข้าง ๆ หรือห้องถัดไป เพื่อให้คนดูเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การอยู่ใกล้ใครสักคนแค่ระยะห่าง 0.01 เซนติเมตร แต่กลับมีกำแพงขวางกั้นระหว่างเราอยู่เบื้องหน้า เป็นความรู้สึกที่เจ็บปวด และชวนว้าวุ่นใจแค่ไหน
🎵 เพลงไม่ใช่แค่เสียงประกอบ แต่เป็นสถานที่
นอกจากนี้ หว่องกาไวยังเปลี่ยนบทบาทของเพลงประกอบที่ปกติมักทำหน้าที่สร้างบรรยากาศเบื้องหลังในหนัง ให้กลายเป็น “สถานที่ทางความรู้สึก” ที่ตัวละครอาศัยอยู่ ณ เวลานั้น ใน Chungking Express เพลง "California Dreamin'" ของ The Mamas & the Papas ถูกเปิดซ้ำๆ ดังๆ เพื่อสะท้อนความต้องการจะสร้างโลกฝันกลางวันอันเป็นส่วนตัวของเฟย์ขึ้นมา
ขณะที่ In the Mood for Love หว่องกาไวเลือกใช้ "Yumeji's Theme" ของอุเมบายาชิ ชิเงรุ ดังขึ้นแทบทุกครั้งที่สองตัวละครหลักเดินสวนกันบนบันไดแคบๆ การวนซ้ำเพลงเดิมในหนังแบบนี้ ส่งผลให้สมองผู้ชมประมวลความหมายของทำนองที่ดังขึ้นโดยอัตโนมัติ ความคิดถึงและแรงปราถนาอันไม่สมหวังของตัวละคร จึงตลบอบอวลในภาพยนตร์เรื่องนี้ทุกครั้ง ทันทีที่เพลงดังกล่าวดังขึ้นย้ำเตือนผู้ชมอย่างตรงไปตรงมา
เวลาจิตใจคนเราติดกับความรู้สึกบางอย่าง เรื่องราวมักไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง แต่ยังคงวนเวียนกับความทรงจำเดิมที่ไม่เคยหลงลืม คำถามเดิมที่ไม่เคยได้คำตอบ หรือความหวังเดิมที่อาจไม่มีวันเป็นจริงในเบื้องหน้า ทุกอย่างถูกนำมาวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัวของตัวละคร เช่นเดียวกับเพลงในภาพยนตร์ทั้งสองเรื่อง ที่สะท้อนความหมกมุ่นต่อความรู้สึกในใจของพวกเขาอย่างชัดเจนที่สุด
🍂 สองด้านของความเหงา
ท้ายที่สุด เหตุผลที่ Chungking Express และ In the Mood for Love ยังคงเป็นหนังในดวงใจของใครหลายคน รวมถึงตัวผู้เขียน เพราะทั้งสองเรื่องคือภาพยนตร์ที่สะท้อนความเหงาในใจได้ยอดเยี่ยมที่สุด เพียงแต่ในแง่มุมที่ต่างออกไป เรื่องหนึ่งคือด้านที่ยังมองโลกในแง่ดี พลังของความหลงไหลฟุ้งเฟ้อแบบรักวัยรุ่น สะท้อนความงดงามของการแอบรักใครสักคนท่ามกลางเมืองใหญ่อันวุ่นวาย และเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว
ส่วนอีกเรื่องคือความเหงาที่มาพร้อมกับความเศร้าอันหนักอึ้ง นี่คือความงดงามอันแสนเจ็บปวด เมื่อความรู้สึกดีที่มีให้กันระหว่างคนสองคนกลับส่งไม่ถึงกัน จึงต้องถูกปล่อยทิ้งค้างเอาไว้อยู่ตรงนั้น บริเวณกึ่งกลางของในช่องว่างระหว่างสิ่งที่สามารถพูดออกไปกับสิ่งที่ต้องเก็บไว้ไม่ยอมพูด
เมื่อดูสองเรื่องนี้ติดกันภายในสองวันจึงรู้สึกชัดเจนว่า หว่องกาไวไม่ได้เล่าความรักสองอารมณ์ที่แตกต่างกัน แต่กำลังถ่ายทอดเรื่องราวเดียวกันจากสองช่วงเวลาของชีวิต Chungking Express คือวันคืนที่ยังเต็มไปด้วยความหวังและความบ้าคลั่งในวัยหนุ่มสาว ส่วน In the Mood for Love คือวินาทีที่เราเติบโตพอจะรู้ว่าความรักบางอย่างก็ไม่สามารถพูดออกไป และการฝังไว้ในความเงียบคือทางออกที่ดีที่สุด
นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมทั้งสองเรื่องแม้จังหวะจะต่างกันสุดขั้ว แต่กลับเป็นภาพยนตร์ที่กำลังพูดภาษาเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
โฆษณา