Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
P
Please im working
•
ติดตาม
16 ก.ค. เวลา 07:46 • การศึกษา
ทำยังไงให้สอนคนอื่นให้รู้เรื่อง ฉบับครูสอนพิเศษ (ติวเตอร์นั้นแหละ)
เกริ่นก่อนว่าไม่ใช่ว่าคุณอ่านโน๊ตฉบับนี้แล้วคุณสามารถไปสอนทุกคนบนโลกให้เปิดใจและเข้าใจในสิ่งที่คุณสอนได้ บางคนเขาก็มีขอบเขตที่รับได้อยู่ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่คุณจะต้องไปแคร์มากขนาดที่ต้องทิ้งนักเรียนทั้งคลาสเพื่อไปทำให้คนๆนึงในห้องเข้าใจ มันพอจะมีวิธีการอยู่เบื้องต้นถ้าอ่านแล้วมันฟังดูโอเคก็เอาไปปรับใช้ได้ แต่ถ้าไม่ชอบแนวคิดนี้ก็ต้องลุยด้วยตัวเองแล้วป่ะ
เอาละ พื้นฐานอย่างแรกที่ต้องเข้าใจคือ
1. เข้าใจในตัวนักเรียน
นักเรียนเขาอยากมาเรียนเองหรือเขาโดนผู้ปกครองบังคับมาเรียน ลองให้เขามาทดลองเรียนก่อนก็ได้ ซึ่งตรงนี้แหละจะเป็นตัวทำแต้มให้กับคุณ นักเรียน (ผมขอเรียกคนที่ซื้อคอร์สหรือมาเข้าเรียนกับคุณว่านักเรียนก็แล้วกัน) ทุกคนที่เข้ามาเรียนกับคุณหลายๆคนเขาหวังเอาความรู้ไปใช้ต่อนั่นแหละ แต่มันขึ้นอยู่กับว่าคุณถ่ายทอดและให้เขาประยุกต์ใช้ได้มากแค่ไหน
ตัวอย่าง: จินตนาการถึงห้องเรียนคุณ มีครูมาเข้าสอนคาบแรก แล้วเขาก็เปิดสไลด์ขึ้นมาชี้ๆ อ่านตามสไลด์ ช่วงแรกๆ เขาอาจจะตั้งใจเรียนและรู้สึกไม่เข้าใจแต่ก็เก็บเอาไว้ในใจ พอผ่านไปหลายคาบเข้า หากคุณมีนักเรียน 10 คน ตอนนี้จะเหลือ 4-5 หรือน้อยกว่านั้น ก็นะ นักเรียนส่วนใหญ่เริ่มมองว่ามันน่าเบื่อ ไม่อยากเรียนแล้วก็เลยหายไปจากคลาสคุณ
วิธีการที่ควรปรับ: คุณต้องเลิกอ่านสไลด์ไถๆ ไปๆ มา และอ่านตาม ไม่ขยายความ ยัดข้อมูลตู้มเดียว เอาจริงใครๆ ก็อ่านได้ครับแต่ตัวหนังสือมันลายเว้ย ไม่ใช่ว่ามนุษย์ทุกคนจะอ่านมันทั้งหมดแล้วเข้าใจในครั้งเดียว ถึงตรงนี้คุณคิดละว่าก็มันเป็นหน้าที่ของเขานี่ว่าเขาจะต้องไปทบทวน ถ้าไม่ทบทวนจะเข้าใจได้ไง nuh uh ถ้าคุณสอนไม่เข้าใจและยัดข้อมูลมามากๆ ก็ไม่มีใครจำได้ สิ่งที่ผมจะบอกคือจริงๆ แล้วทุกการเรียนรู้ไม่ได้มาจากการเข้าใจ มันมาจากการ จำ → เข้าใจ → เรียนรู้ → ต่อยอด (ประยุกต์นั่นแหละ)
เฉลย: ผมกำลังบอกว่าเลิกเอาสไลด์ไปเปิดไถๆ อ่านตาม มันไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่คุณจะถ่ายทอดออกไปหรอก มันเยอะ (ปล. ผมไม่ได้บอกว่าอย่าทำสไลด์สอนนะ ทำได้แค่ให้มันสั้นๆ ซักหน่อย)
การสังเกต: หากคุณปรับวิธีข้างบนแล้วนั่นถือว่าดีมาก ทำต่อไป และสิ่งสำคัญคือ อ้อผมลืมบอก “ให้สังเกตุนักเรียนของคุณอยู่เสมอ” ดูสีหน้าว่าเขาตามทันมั้ย เขาจำที่พึ่งจะพูดไปได้รึเปล่า นักเรียนบางคนไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า ให้ดูท่าทางแทนว่าเขาเอาแต่จดที่คุณเขียน หรือไฮไลท์ทุกตัวอักษรมั้ย หากเป็นแบบนั่นหลายคนในห้อง (ถ้าคุณสอนเป็นกลุ่มอะนะ) ก็ให้เปลี่ยนวิธีการาสอนทันที
เช่นเปลี่ยนไปทำแบบฝึกหัดโดยตรง การถามตอบแทน การทำให้เป็นรูปธรรมหรือจับต้องได้มากขึ้น รวมไปถึงลดความเร็วในการสอนเนื้อหายิ่งขึ้น มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะคัดค้านนิดหน่อยว่าเด็กไม่ใช่ทุกคนที่จะเก่งเท่ากัน นู้นนี่นั่น วันนี้เราให้อะไรเขาไปได้บ้าง เขาได้รับมันเพียงพอรึยัง ผู้สอนควรรับหน้าที่เป็นผู้ให้
2. สอนภาพรวมให้นักเรียนเข้าใจก่อน
ขอยกตัวอย่างตอนผมเรียนนะ สำหรับผมการเข้าใจภาพรวมก่อนว่าเราจะเรียนเนื้อหาอะไร เนื้อหาที่เรียนช่วยเรื่องอะไร เอาไปต่อยอดยังไงได้บ้าง
ตัวอย่าง: เช่นสมมติเราเรียนเรื่องรังสี ถ้าเราเปิดด้วยเนื้อหาที่นักเรียนเข้าใจอยู่แล้วหรือคุ้นเคยจะดีมาก เพราะเขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีความรู้ ตัวเองเก่งกว่าที่คิด รู้ล่วงหน้าเลยทำให้มีความมั่นใจในขณะเรียน ตัวอย่างคือรังสี Uranium เราก็เล่าไปเลยว่ามีข่าวโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดนะ ทำให้แก๊สรั่วไหลไม่พอ เกิดการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีแล้วมันไม่ได้อยู่แค่ปี-2ปีนะ อย่างต่ำๆ อาจจะ 100 ปี
เล่าคร่าวๆ หลังจากนั้นให้บอกให้นักเรียนรู้สรรพคุณว่าทำอะไรได้อีก ตัว Uranium ไม่ได้มีแต่ด้านที่แย่นะ ด้านที่ดีมีเยอะ มันสามารถให้พลังงานได้มหาศาล มันได้ถึงขนาดที่ชาร์จแบตโทรศัพท์ 1 หมื่นรอบก็ยังไม่สะทกสะท้าน (คุณจะเห็นว่าผมยกตัวอย่างให้ใกล้เคียงกับชีวิตประจำวันมากขึ้น ให้เขาได้เปรียบเทียบเข้าใจจากความทรงจำที่มีอยู่ได้ง่าย) หลังจากเล่าเนื้อหาข้างต้นคร่าวๆ แล้วอาจจะเจาะลึกต่อ หลังจากนี้ก็เป็นความสามารถของผู้สอนเลย
3. อย่าให้นักเรียนของคุณได้ใจมากเกินไป
ตรงนี้อาจตรงกันข้ามกับที่นำเสนอไปก่อนหน้านี้ ทำไมมันฉีกไปเยอะจัง ให้เห็นภาพเลยคือถ้าคุณทำข้อสอบเนื้อหานี้ในระดับความยากปานกลางได้เต็ม 3-4 ครั้ง แล้วคุณให้เขาได้ใจมากเกินไปโดยไม่ทำให้ข้อสอบหรือเนื้อหายากขึ้น (ระดับพอเหมาะ) นักเรียนจะกลายเป็นขี้เกียจไปเลย เพราะเขาจะรู้สึกว่าตัวเองเก่งแล้ว พอใจแล้ว เรียนไปทำไม ซึ่งตรงนี้ก็นับว่าเป็นความท้าทายของผู้สอนอีกว่าจะทำยังไงให้เนื้อหาที่ยากขึ้นสามารถเข้าใจได้ง่ายเหมือนเดิมและทำให้นักเรียนอยากเรียนรู้ต่อไป
4. ติวเตอร์มีระยะห่างกับนักเรียนเขาจึงรู้สึกปลอดภัย
ข้อนี้เอาจริงควรจะเป็นสิ่งแรกๆ ที่จำไว้โดยตลอด คุณสามารถคุยเล่นได้ตามปกติเลย แต่ถ้ามีเรื่องหรือปัญหาจริงๆ ไม่ควรเข้าไปยุ่งถ้าเขาไม่ได้ขอความช่วยเหลือ รวมถึงเรื่องต่างๆ ตรงนี้คงไม่ต้องขยายเยอะมากเพราะเป็นเรื่อง common sense อยู่แล้ว
5. ทำให้เขารู้สึกว่าคุ้มค่าแล้วที่ลงคอร์สมา
จริงๆ มันเกิดจากการสะสมด้วยหลายอย่าง คำพูด การสอน การดูแลเอาใจใส่ การวางตัว สะสมทีละนิดๆ จนเขารู้สึกพอใจ ส่วนใหญ่กลุ่มเป้าหมายที่จะรู้สึกคุ้มค่าจริงๆ จะเป็นเด็กมัธยมต้นไปจนถึงมัธยมปลาย สิ่งที่อาจจะได้ผลพวงตามมาคือพ่อแม่ครอบครัวภูมิใจในตัวเขา
6. ลับมีดตัวเองให้คมอยู่เสมอ
อย่าปล่อยให้ทื่อจนไม่สามารถใช้งานได้ คอยลับให้มันคมอยู่เสมอ ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงและก้าวไปข้างหน้า หากไม่ทำตัวให้พร้อมอยู่ตลอดก็ไม่อาจอยู๋ในตลาดต่อไปได้
ทั้งหมดที่กล่าวข้างต้นก็เป็นตัวอย่างไม่กี่ตัวอย่างที่มันอาจจะช่วยเหลือตัวผู้อ่านให้สามารถพัฒนาการสอนตัวเองได้ หากสามารถช่วยได้จริงๆ ผู้เขียนก็ยินดีด้วย
สุดท้ายนี่หากมีเรื่องต้องการสอบถามอะไรให้ติดต่อ Peerawit
ขอบพระคุณที่สละเวลามาอ่าน
พัฒนาตัวเอง
ความรู้
การเรียน
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย