16 ก.ค. เวลา 10:59 • ข่าว

เล่าเรื่อง Fire Code

ตอนผมไปเรียนต่อสหรัฐอเมริกา หนึ่งในความทึ่งของผม ก็คือเรื่องมาตรฐานอาคารเกี่ยวกับเรื่อง "ไฟ" (fire code) นี่แหล่ะ และมันแลกมาด้วยความเสียหายครั้งใหญ่กว่าจะได้มาซึ่งมาตรฐานนี้
ย้อนกลับไป ในปี 1871 ในช่วงนั้น ชิคาโก้เคยเป็นมหานครที่กำลังเติบโตอย่างบ้าคลั่ง เศรษฐกิจเฟื่องฟู ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาหาโอกาส... แทบทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่บ้านเรือน โรงงาน ป้ายโฆษณา ไปจนถึง "ทางเท้าและถนน" ล้วนทำมาจากไม้เคลือบน้ำมันดิน (Tar) ที่ติดไฟได้ง่าย
ในมุมมองของนักผังเมืองยุคปัจจุบัน ชิคาโกในตอนนั้นไม่ได้เป็นเมืองแห่งอนาคตเลย แต่มันคือ "กองฟืนขนาดมหึมา" ที่รอแค่ประกายไฟเล็กๆ เพื่อสร้างลานบาร์บีคิวที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
และประกายไฟนั้นก็มาถึงจริงๆ ในวันที่ 8 ตุลาคม 1871 ไฟเริ่มลุกไหม้จากโรงนาเล็กๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมือง เรื่องเล่าสุดคลาสสิกที่หนังสือพิมพ์ยุคนั้นชอบเขียน คือวัวของนางแคทเธอรีน โอเลียรี (Catherine O'Leary) ได้เตะตะเกียงน้ำมันก๊าดล้ม (ข่าวลือ) แล้วส่งผลทำให้เมืองทั้งเมืองตกอยู่ในกองเพลิง
แต่เอาจริงๆ ผมว่าวัวไม่ใช่ปัญหาหลัก (และจริงๆ ก็ไม่มีใครรู้ชัดเจนว่าไฟเริ่มจากอะไร) เท่าที่ผมลองหาดู ปัญหาเชิงระบบที่แท้จริงน่าจะเป็น
1. ความแห้งแล้งระดับวิกฤต: ฝนไม่ตกมาหลายสัปดาห์
2. กระแสลมจากทะเลสาบ: ลมพัดแรงจัดจนพัดเอาลูกไฟ (Firebrands) ลอยข้ามแม่น้ำชิคาโกไปตกบนหลังคาบ้านเรือนอีกฝั่ง
3. ความล้มเหลวของระบบสาธารณูปโภค: พนักงานดับเพลิงเหนื่อยล้าจากไฟไหม้เล็กๆ ในวันก่อนหน้า แถมยังไปผิดที่เพราะการแจ้งเหตุที่สับสน และท้ายที่สุด สถานีสูบน้ำประปาของเมือง (ที่ทำจากไม้!) ก็โดนไฟไหม้จนระบบน้ำประปาล่มสลาย
ส่งผลทำให้เมืองถูกเผาทำลายไปกว่า 3.3 ตารางไมล์ คนไร้บ้าน 100,000 คน และชิคาโกกลายเป็นเถ้าถ่าน
หลังเหตุการณ์มหาอัคคีภัย (The Great Chicago Fire) คำถามคือ ใครจะเป็นคนบังคับให้เมืองสร้างขึ้นใหม่ด้วยมาตรฐานที่ดีกว่าเดิม? นักการเมืองท้องถิ่นเหรอ? ไม่เลย เพราะกฎหมายผังเมืองมันยุ่งยากและขัดผลประโยชน์
ฮีโร่ตัวจริงที่เข้ามาจัดการเรื่องนี้กลับเป็น "บริษัทประกันภัย"
บริษัทประกันหลายสิบแห่งล้มละลายเพราะต้องจ่ายเงินชดเชยจากเหตุการณ์ที่ชิคาโก พวกเขาจึงรวมตัวกันทุบโต๊ะและบอกว่า "ถ้าคุณไม่สร้างอาคารด้วยอิฐและหิน ไม่ทำกำแพงกันไฟ (Fire Wall) ไม่จัดระยะห่างของตึก เราก็จะไม่รับประกันภัยให้เมืองคุณอีกต่อไป!"
นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดแรงกดดันมหาศาล ท้องถิ่นต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเองและเริ่มร่าง "Building Code" (เทศบัญญัติควบคุมอาคาร) ฉบับแรกๆ ขึ้นมา โดยบังคับให้เขตใจกลางเมืองต้องใช้วัสดุทนไฟเท่านั้น
มหาอัคคีภัยชิคาโก (และไฟไหม้ใหญ่ในบอสตันในปีถัดมา) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ทำให้คนอเมริกันตระหนักว่า วิศวกรรมความปลอดภัย ปล่อยให้เป็นเรื่องของยถากรรมไม่ได้ นำไปสู่การก่อตั้งองค์กรอย่าง NFPA (National Fire Protection Association) ในปี 1896 ที่เริ่มต้นจากการตั้งมาตรฐานระบบสปริงเกลอร์ ก่อนจะขยายไปครอบคลุมทุกเรื่องตั้งแต่หัวฉีดน้ำ ยันความกว้างของบันไดหนีไฟ
ความตลกร้ายที่กลายมาเป็นจุดแข็งของระบบอเมริกาคือ พวกเขาไม่ไว้ใจรัฐบาลกลาง
แทนที่จะให้วอชิงตัน ดี.ซี. เขียนกฎหมายฉบับเดียวแล้วบังคับใช้ทั้งประเทศ (แบบ พ.ร.บ. ควบคุมอาคารในบางประเทศ) พวกเขาเลือกใช้ระบบสร้าง Model Codes หรือมาตรฐานต้นแบบจากผู้เชี่ยวชาญ (อย่าง NFPA หรือ ICC) แล้วให้แต่ละรัฐ แต่ละเมือง หยิบไปปรับใช้เอง
กลไกนี้ทำให้เกิดตำแหน่งสุดยอดผู้มีอำนาจที่เรียกว่า AHJ (Authority Having Jurisdiction) หรือผู้ตรวจการดับเพลิงประจำเมือง ซึ่งมักจะเป็น Fire Marshal (หัวหน้าพนักงานดับเพลิงประจำเมืองหรือรัฐ) หรือ Building Official นั่นเอง
ลองคิดดูสิครับ ถ้าคุณเป็นวิศวกรสร้างตึกระฟ้ามูลค่าพันล้านเหรียญสหรัฐในแมนฮัตตัน แล้ว AHJ เดินมาพร้อมไม้บรรทัด วัดได้ว่าทางเดินหนีไฟของคุณแคบกว่ามาตรฐานไป 2 นิ้ว หรือลืมติดป้ายทางออก... อาคารพันล้านของคุณก็เปิดใช้งานไม่ได้ จนกว่าจะทุบและแก้ใหม่ให้ตรงตาม Code คุณคงพอจะเข้าใจความศักดิ์สิทธิ์ของระบบการทำงานของสหรัฐอเมริกา แถมเขายังเอาจริงเอาจัง ไม่มีรับตัง ไม่มีใต้โต๊ะอย่างไทยเรา ตั้งใจทำงานเพื่อลดอุบัติเหตุ และปัญหาเพลิงไหม้จริงจังมากๆ
ข้อกำหนดใน Fire Code ไม่ใช่แค่การมีถังดับเพลิง แต่เป็นเรื่องของการออกแบบเชิงระบบ (Systems Engineering):
1. Compartmentation (การแบ่งโซนไฟ): การใช้กำแพงและประตูกันไฟ (Fire-rated walls and doors) เพื่อขังเพลิงและควันไว้ในพื้นที่จำกัด ไม่ให้ลามไปทั้งชั้น
2. Means of Egress (เส้นทางหนีไฟ): เป็นศาสตร์ที่ละเอียดมาก ต้องคำนวณจำนวนคนในอาคาร (Occupant Load) เพื่อกำหนดจำนวนบันไดหนีไฟ ความกว้างของทางเดิน และระยะทางสูงสุดที่คนต้องวิ่งไปถึงทางออก (Travel Distance)
3. Active Fire Protection: การบังคับติดตั้งระบบสปริงเกลอร์ (Sprinkler) และเครื่องตรวจจับควัน (Smoke Detector) ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นระบบที่ลดอัตราการเสียชีวิตได้มากที่สุด
ระบบของสหรัฐฯ จึงเป็นการผสมผสานระหว่าง การเห็นพ้องต้องกันทางวิศวกรรม (Consensus Standards) กับ การบังคับใช้กฎหมายแบบกระจายอำนาจ (Local Enforcement) ทำให้มีความยืดหยุ่นต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะองค์กรอย่าง NFPA หรือ ICC จะอัปเดตมาตรฐานทุกๆ 3 ปีโดยอัตโนมัติ
อนึ่ง อีกอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดมาตรฐานที่ดี คือ Triangle Shirtwaist Factory Fire (1911) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานทอผ้าในนิวยอร์ก คนงานหญิงเสียชีวิตกว่าร้อยคนเพราะประตูหนีไฟถูกล็อกและเปิดเข้าด้านใน เหตุการณ์นี้เป็นจุดกำเนิดของ Life Safety Code (NFPA 101) ที่กำหนดเรื่อง "เส้นทางหนีไฟ" (Means of Egress) ความกว้างของประตู และทิศทางการเปิดประตูที่ต้องผลักออกด้านนอกเสมอ ที่ใช้กันมาถึงปัจจุบัน
ตัดกลับมาตอนผมไปเรียนต่อ ผมตื่นเต้นมากๆ ที่เจอตึกทุกที่ หน้าตาอะไรบางอย่างมันเหมือนกันไปหมด จนผมแปลกใจ เช่น
- ประตูหนีไฟเต็มไปหมด ใช้วิธีการผลักออกจากข้างในเท่านั้น และปิดไว้เสมอ ใครเปิด มันจะส่งเสียงดัง กันไม่ให้เกิด draft ทำให้ไฟลามไปในช่องทางหนีไฟ
- ทางเดินหนีไฟใหญ่ และกว้างมากๆ มีไฟติดตลอดทาง มีเครื่องหมายชัดเจน
- สัญลักษณ์ทางหนีไฟ ชัดเจนมาก
- มีอุปกรณ์ดับเพลิงอยู่ทุกจุดสำคัญ
- มีการติดจุดกากบาทสีเหลือง ระบุตำแหน่งที่ห้ามวางอะไรกีดขวางทางออก และจุดที่ติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง (ไม่มีโต๊ะขายลูกอม)
- มี sprinkler ติดตั้งทุกจุด
- มีการทดสอบเรื่อยๆ
- มีการซ้อมอพยพหนีไฟแบบจริงจัง
- ถ้ามีไฟไหม้ หรือสัญญาณไฟไหม้ รถดับเพลิงมาภายในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น
- ถ้ามีสัญญาณไฟไหม้ คนลงมากันหมดจริงๆ หนีไฟกันรวดเร็วมาก ไม่มีลังเล
แต่มาเมืองไทย เรื่องพวกนี้ เรามีกำหนดหลายๆ อย่างเหมือนกัน ไม่เอาจริงสักอย่าง เฮ้อ จะรออีกกี่เพลิงไหม้นะ เราถึงจะลุกขึ้นมาทำอะไรจริงๆ
เจ็บแล้วลืม คือ คนไทย จริงๆ ครับ
โฆษณา