ต้องจากไป เพื่อรักษาลมหายใจของตนเอง

(Leaving to Preserve One's Own Breath of Life)
 
...
ในสวนของผม มีบางจุดที่แสงแดดไม่ถึง และอากาศก็ไม่ไหลเวียนครับ ต้นไม้ด่างที่ผมปลูกลงไปที่นั่น แม้จะดูแลอย่างดีแค่ไหน มันก็ค่อยๆ อ่อนแรงลง ใบเหลือง และไม่อาจคลี่ออกมาได้อย่างงดงามเหมือนเช่นที่ควรจะเป็นครับ ผมจึงต้องตัดสินใจย้ายมันไปที่ที่เหมาะสมกว่า ครับ เพราะผมรู้ว่า การฝืนปลูกไว้ในที่ที่ไม่เอื้ออำนวย ต่อให้รักมากเพียงใด ก็จะเหลือเพียงความเสียใจครับ และชีวิตของมันก็คงไม่ยืนยาวครับ ชีวิตคนเราก็เช่นกันครับ
เมื่อเราอยู่ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยพลังงานลบ ที่คอยดูดกลืนความสดใสและความเข้มแข็งของเราไปทีละนิด การอยู่ต่อไป ก็เหมือนการฝืนอยู่ในที่ที่ไม่มีแสงแดดครับ ในที่สุดเราก็จะอ่อนแอลงจนหมดลมหายใจครับ
 
...
เมื่อพลังงานลบ เริ่มกินลมหายใจของเรา
 
(When Negativity Begins to Consume Our Breath)
 
...
บางครั้งเราอาจคิดว่า เราจะทนอยู่ต่อไปได้ครับ จะรับเอาสิ่งเหล่านี้ไว้ เพื่อใครบางคน หรือเพื่ออะไรบางอย่างครับ แต่เมื่อวันแล้ววันเล่า พลังงานดีๆ ในตัวเราก็ค่อยๆ ร่อยหรอลงครับ เหมือนต้นไม้ที่ขาดแสงและอากาศครับ มันยังหายใจอยู่ แต่หายใจอย่างลำบากครับ ยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่อาจเบ่งบานได้อย่างที่ควรจะเป็นครับ การรู้ว่าถึงเวลาต้องจากไป ไม่ใช่การทอดทิ้งใครครับ แต่คือการรู้เท่าทันหัวใจของตัวเองครับ
รู้ว่าถ้าอยู่ต่อไป เราอาจจะไม่เหลือพลังงานเพียงพอที่จะดำเนินชีวิตต่อครับ และเมื่อเราหมดแรง เราก็จะไม่อาจเป็นที่พักพิง หรือมอบความดีงามให้แก่ใครได้อีกเลยครับ
 
...
การจากไป คือการรักษาชีวิตไว้
 
(To Leave Is to Preserve the Life Within)
 
...
ผมเคยคิดว่าการทนอยู่ในที่ที่ยากลำบาก คือความเข้มแข็งครับ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมจึงเริ่มเข้าใจครับ ว่าความกล้าหาญที่แท้จริง บางทีอาจไม่ใช่การยืนหยัดอยู่ในที่ที่ทำร้ายเราเรื่อยๆ ครับ แต่คือการกล้าพอที่จะหันหลังกลับ และเดินออกมาเพื่อรักษาชีวิตของตัวเองไว้ครับ เหมือนการย้ายต้นไม้ด่างออกจากที่อึดอัดครับ เราไม่ได้ทิ้งมันไปครับ
เราแค่พามันไปที่ที่มันจะได้หายใจได้สะดวกขึ้น มีแสงแดด มีอากาศ และมีโอกาสที่จะเติบโตอย่างงดงามต่อไปครับ ชีวิตเราก็เช่นกันครับ เมื่อออกมาจากพื้นที่พลังงานลบได้ เราจะรู้สึกเหมือนได้ลมหายใจกลับคืนมาครับ
 
...
ทัศนอุดมสติ: รู้ค่าลมหายใจของตนเองก่อน
 
(Visionary Mindfulness: Cherish One's Own Breath First)
 
...
ทัศนอุดมสติช่วยให้เราเห็นสิ่งหนึ่งชัดเจนขึ้นครับ ว่าเราจะมอบความดีงามให้แก่โลกภายนอกได้นั้น เราต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองแห้งโรยเสียก่อนครับ เหมือนต้นไม้ที่ต้องรักษาความสดใสในใบของมันเสียก่อน จึงจะมีความงามที่แผ่กระจายออกไปครับ การรักษาพลังงานชีวิตของตนเองไว้ ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวครับ แต่มันคือการรักษาแหล่งที่มาของความดีงามครับ
ถ้าเราหมดลมหายใจ เราจะมีความสุขกับสิ่งใดได้อีกครับ และจะมอบความสุขให้ใครได้อีกครับ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องออกจากไป ก็จงออกมาโดยไม่ต้องรู้สึกผิดครับ เพราะนั่นคือการรักษาตัวตนของเราไว้ เพื่อที่จะได้มีชีวิตที่เบ่งบานและมีความหมายต่อไปครับ
 
...
บทสรุปของมุมมอง
 
...
บางครั้งการอยู่ต่อ อาจเป็นการเสียสละที่ไม่คุ้มค่าครับ และการจากไป อาจเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่เราจะมอบให้แก่ตัวเองได้ครับ เราไม่อาจเป็นแสงสว่างให้ใครได้ หากเปลวเทียนของเราเริ่มมอดดับลงครับ ดังนั้นจงรู้เท่าทันครับ รู้ว่าพื้นที่ใดที่ทำให้เราเบาลง และพื้นที่ใดที่ทำให้เราเบ่งบานครับ และเมื่อถึงเวลาที่ต้องเดินจากไป ก็จงก้าวออกมาอย่างมั่นคงครับ เพื่อรักษาลมหายใจและพลังงานชีวิตของเราไว้ ให้ยืนยาวและงดงามต่อไปครับ
 
...
พื้นที่ทางความคิด: ลองถามใจตัวเองดูครับ...
 
...
 
มีพื้นที่หรือบุคคลใดในชีวิตของพี่ ที่ทำให้พี่รู้สึกว่าต้องใช้พลังงานมากกว่าปกติทุกครั้งที่อยู่ใกล้ครับ? และเมื่อพี่ถอยออกมาห่างลง พี่รู้สึกดีขึ้นหรือไม่ครับ?
 
...
ถ้าพี่รู้อยู่แล้วว่าการอยู่ต่อไปจะทำให้พี่ค่อยๆ สูญเสียความสดใสในใจไปทีละนิด พี่ยังจะเลือกทนอยู่ต่อไปอีกหรือไม่ครับ หรือถึงเวลาแล้วที่จะก้าวออกมาเพื่อรักษาตัวเองครับ?
 
...
พี่คิดว่าการรักษาพลังงานชีวิตของตนเองไว้ก่อน เป็นความเห็นแก่ตัวหรือไม่ครับ? และถ้าวันหนึ่งพี่หมดแรงแล้ว พี่จะมีอะไรเหลือที่จะมอบให้คนอื่นได้อีกบ้างครับ?
โฆษณา