•
18 ก.ค. เวลา 03:10 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ตอนนี้มีเรื่องน่าสนใจสุดๆ มาจากทั้งการหมักหมมของดอลลาร์กับน้ำมันที่ถูกสปอลย์จนฉุดกลับลำบาก ซึ่งหากจะลงมาก็ต้องอยู่ในสภาวะ หิมะกองทับพื้นทีา slope จนกำลังจะคุมไม่อยู่ แค่รอถึงวันที่แรงโน้มถ่วงทำงาน

และกำลังถูกเร่งตัวขึ้นจากสงครามที่คนก่อหนี้พยายามจะหาทางออก
ตอนนี้เรื่อง Eurodollar หลายสำนักทฤษฏีในภาคการเงิน ตอนนี้มันน่าสนใจมาก
เรามาค่อยๆดูวิกฤต "Everything Bubble" สู่ "Everything Crash": เมื่อตลาดเงินโลกกำลังส่งสัญญาณอันตรายในช่วงนี้ หลายฝ่ายกำลังจับตาดู "ตลาด Eurodollar" (ตลาดเงินดอลลาร์ที่อยู่นอกอเมริกา) อย่างใกล้ชิด
เพราะสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกกำลังถูกเทขายอย่างหนัก ซึ่งเบื้องหลังของปรากฏการณ์นี้ มีกลไกทางการเงินที่ซับซ้อนซ่อนอยู่
1. กับดักหนี้ซ้อนหนี้ (The Debt Complex)โลกการเงินยุคนี้ขับเคลื่อนด้วยหนี้สินที่ซ้อนทับกันเป็นเลเยอร์หลายๆ ชั้น จนกลายเป็นระบบโครงสร้างหนี้ขนาดใหญ่ที่แกะไม่ออก (Debt Complex)
เมื่อระบบหนี้อันซับซ้อนนี้มาเจอกับการอัดฉีดสภาพคล่อง (พิมพ์เงิน) ของธนาคารกลางในช่วงที่ผ่านมา
1
มันจึงทำหน้าที่เป็นสารเร่ง ทำให้มูลค่าของสินทรัพย์เสี่ยงทุกชนิดในโลกพุ่งสูงจนเกินมูลค่าที่แท้จริงไปมาก จนเกิดสภาวะที่เรียกว่า "Everything Bubble" หรือฟองสบู่ในทุกสินทรัพย์
2. จากฟองสบู่ สู่มหกรรมดิ่งเหวพร้อมกัน (Everything Crash)เมื่อเงินดอลลาร์เริ่มเสื่อมค่าลงเรื่อยๆ ประกอบกับเงินเฟ้อพุ่งสูง (ผลจากการพิมพ์เงินมากเกินไป)
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จึงไม่มีทางเลือก ต้องประกาศ "ขึ้นดอกเบี้ยและดึงสภาพคล่องกลับ" เพื่อสู้กับเงินเฟ้อเมื่อนำเงินที่เคยหล่อเลี้ยงตลาดถูกสูบออก ระบบหนี้ที่เปราะบางจึงเริ่มปริแตก
นำไปสู่สภาวะ "Everything Crash" หรือการร่วงลงพร้อมกันของสินทรัพย์ทุกชนิดในตลาด
3. ปรากฏการณ์ "เครื่องดื่มดอลลาร์ปั่น" (Dollar Milkshake Theory)ในระยะยาว ดอลลาร์อาจเสื่อมค่าลงจริงๆ ...
แต่ในระยะสั้น มันจะเกิดภาพที่สวนทางกันเพราะเมื่อเกิดวิกฤตสภาพคล่อง นักลงทุนทั่วโลกจะแย่งกัน "เทขายสินทรัพย์ทุกชนิดเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดให้เร็วที่สุด"
เพื่อนำไปชำระหนี้หรือรักษาตัวรอดสิ่งนี้ทำให้เกิดภาวะ Dollar Milkshake คือ ดอลลาร์จะดูดสภาพคล่องจากสินทรัพย์ทั่วโลกเข้าหาตัวเอง ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะสั้น
และทำให้สินทรัพย์อื่นร่วงลงเมื่อเทียบกับเงินสด แม้กระทั่งทองคำก็ไม่เว้น (แต่จะเป็นแค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น ไม่ได้เป็นแบบนี้ตลอดไป)
4. สถานีถัดไป... สินทรัพย์ไหนจะ "เซ็กซี่" ที่สุดในสายตานักลงทุน?หากการดึงสภาพคล่องกลับของ FED ไม่สามารถแก้ไขปัญหารากลึกของระบบได้ ในท้ายที่สุด เงินกระดาษ (Fiat Currency) จะเสื่อมค่าลงจนคนหมดความเชื่อมั่น และนำไปสู่สภาวะ "หนีตายจากเงินกระดาษ มุ่งสู่สินทรัพย์ที่จับต้องได้จริง" แบบรวดเร็วและรุนแรง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศเวเนซุเอลา
เมื่อถึงจุดที่เงินสดไม่มีความหมาย สินทรัพย์ที่จะกลายเป็น "ของฮอตฮิตและเซ็กซี่ที่สุด"
ในสายตานักลงทุน จะเปลี่ยนจากสินทรัพย์เก็งกำไรในหน้าจอ เป็น "Hard Assets" หรือสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเองและจับต้องได้ อย่างเช่น ทองคำและโลหะมีค่า (Physical Gold)
สินทรัพย์ลี้ภัยขั้นสุดท้ายที่ไม่สามารถเสกเพิ่มได้ด้วยปุ่มกดของธนาคารกลางอสังหาริมทรัพย์และที่ดินทำกิน (Real Estate / Agricultural Land): ทรัพย์สินที่ให้ผลผลิตจริง มีความจำกัด และตอบสนองต่อปัจจัย
4 ของมนุษย์สินค้าโภคภัณฑ์ขั้นพื้นฐาน (Commodities)พลังงาน น้ำมัน และอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่โลกขาดไม่ได้ ไม่ว่าเงินสกุลใดจะพังลงไปก็ตาม
เรามาดูข้อมูลเจาะลึกรายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบของปัจจัยนี้ในระบบการเงินโลก
1. ระบบ Eurodollar ตอนนี้คือ "หลอดดูด" สภาพคล่องที่แท้จริง
หนี้สินที่มองไม่เห็น (Hidden Debt): หนี้ในระบบ Eurodollar คือหนี้สกุลเงิน USD ที่กู้ยืมและหมุนเวียนอยู่นอกสหรัฐฯ (เช่น ธนาคารในยุโรปหรือเอเชียปล่อยกู้ดอลลาร์กันเอง) ซึ่งระบบนี้ไม่มี Federal Reserve (FED) เป็นผู้ค้ำประกันโดยตรง และส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่อยู่นอกงบดุล (Off-balance sheet)
ความต้องการดอลลาร์ที่ฝังลึก: สถาบันการเงินและบริษัททั่วโลกจำเป็นต้องใช้ USD ในการชำระหนี้และทำธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ เมื่อ FED ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อและทำ QT (Quantitative Tightening) ดอลลาร์ในระบบจึงเริ่มหายไป
ชนวน Everything Crash: เมื่อ USD ตึงตัว ธนาคารนอกสหรัฐฯ จะเริ่มดึงสภาพคล่องกลับและไม่ยอมปล่อยกู้ต่อ (Roll over หนี้ไม่ได้) บังคับให้ลูกหนี้ทั่วโลกต้อง "เทขายสินทรัพย์ทุกชนิดเพื่อเปลี่ยนเป็นดอลลาร์มาคืนหนี้" นี่คือเหตุผลที่สินทรัพย์เสี่ยง ร่วงลงพร้อมกันทั้งหมด
2. ผลกระทบของ Dollar Milkshake: ทำไมทองคำและสินทรัพย์อื่นถึงร่วงในระยะสั้น
เงินสดคือพระราชา (Cash is King): ในช่วงที่เกิด Liquidity Crunch (วิกฤตสภาพคล่อง) นักลงทุนไม่ได้ขายสินทรัพย์เพราะพื้นฐานมันแย่ แต่ขายเพราะ "ต้องการดอลลาร์ไปจ่ายหนี้และประคองตัวเอง"
ทองคำและบิตคอยน์ก็ไม่เว้น: แม้ว่าทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) แต่ในระยะสั้นเมื่อเกิด Dollar Milkshake มันจะถูกปฏิบัติเหมือน "ตู้ ATM" นักลงทุนจะเทขายทองคำเพื่อเอาเงินสด USD ไปเติม Margin Call หรือชำระหนี้ดอลลาร์ที่กำลังแพงขึ้นเรื่อยๆ
การส่งออกเงินเฟ้อ: ยิ่งดอลลาร์แข็งค่า สกุลเงินท้องถิ่นของประเทศอื่นยิ่งอ่อนค่า ทำให้ประเทศเหล่านั้นต้องนำเข้าสินค้าราคาแพงขึ้น (โดยเฉพาะพลังงานและอาหารที่คิดเป็น USD) ยิ่งซ้ำเติมให้เงินเฟ้อในประเทศอื่นรุนแรงขึ้น และบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องขึ้นดอกเบี้ยตาม FED จนเศรษฐกิจพังทลาย
3. เมื่อระบบไปถึงจุดจบ: สู่สภาวะ Crack-up Boom แบบเวเนซุเอลา
หาก FED ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และเลือกที่จะ "พิมพ์เงินรอบใหม่ (QE)" เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องกลับเข้ามาอุ้มระบบหนี้ (Debt Complex) ที่กำลังจะพัง สิ่งที่จะตามมาคือการเสื่อมค่าอย่างกู่ไม่กลับของ USD (Currency Debasement)
และเมื่อถึงจุดนั้น "เงินสดจะไม่ใช่พระราชาอีกต่อไป" แต่จะเกิดสภาวะที่เรียกว่า Crack-up Boom หรือการรีบสลัดทิ้งเงินกระดาษเพื่อไปเข้าสู่สินทรัพย์ที่แท้จริง
ในสภาวะนั้น สินทรัพย์ที่ดูเซ็กซี่ที่สุดในสายตานักลงทุน จะเปลี่ยนจาก "เงินสด" เป็น "สินทรัพย์ที่มีความขาดแคลนในเชิงโครงสร้างและจับต้องได้" (Hard & Scarce Assets)
1. สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์และโภคภัณฑ์ขั้นปฐมภูมิ (Hard Commodities)
พลังงานและอาหาร: น้ำมันดิบ, ก๊าซธรรมชาติ, และธัญพืชหลัก (ข้าวสาลี, ข้าวโพด) สินทรัพย์เหล่านี้จะเซ็กซี่ที่สุดเพราะมนุษย์ขาดไม่ได้ และมันมีมูลค่าในตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบความเชื่อของรัฐบาล
โลหะอุตสาหกรรม: ทองแดง, ลิเทียมนิกเกิล ที่จำเป็นต่อโครงสร้างพื้นฐานใหม่
2. โลหะมีค่าในฐานะ "เงินที่แท้จริง" (Precious Metals)
ทองคำ (Gold): เมื่อดอลลาร์หมดความน่าเชื่อถือ ทองคำจะกลับมาทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ความมั่งคั่ง (Wealth Preservation) ขั้นสูงสุด ระบบการเงินโลกอาจต้องกลับไปใช้ทองคำหนุนหลังเงินตราอีกครั้ง
เงิน (Silver): ได้ประโยชน์สองเด้ง ทั้งในฐานะโลหะมีค่าที่ทดแทนเงินตราและในฐานะโลหะอุตสาหกรรม
)
3. สินทรัพย์ดิจิทัลที่จำกัดจำนวน (Strictly Scarce Digital Assets)
Bitcoin (BTC): บิตคอยน์ถูกมองว่าเป็น "ทองคำดิจิทัล" (Digital Gold) ที่มีจำนวนจำกัดเพียง 21 ล้านเหรียญด้วยการกำหนดผ่านโค้ด ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้มันไม่สามารถถูกพิมพ์เพิ่มได้ตามใจชอบของนักการเมือง และโอนย้ายข้ามพรมแดนได้ง่ายกว่าทองคำแท่ง
อย่างไรก็ตาม เหรียญนี้มีสองด้าน: แม้บิตคอยน์จะมีความปลอดภัยสูงตามกลไกโครงสร้างเครือข่ายปัจจุบัน แต่สถานะ "ความปลอดภัย" นั้นอาจไม่ได้เบ็ดเสร็จอย่างที่หลายคนเข้าใจ:
ความเสี่ยงจากการแทรกแซงทางเทคโนโลยี: ในอนาคต การพัฒนาของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computing) อาจกลายเป็นความท้าทายสำคัญ หากเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้เพื่อถอดรหัสเครือข่าย ความเปราะบางของอัลกอริทึมก็อาจถูกโจมตีได้ภายในระยะเวลาที่สั้นลงอย่างมหาศาล
ปัจจัยทางการเมืองและการควบคุม: ความปลอดภัยของบิตคอยน์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโค้ดเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับ "เจตจำนงของอำนาจทางการเมือง" ทั่วโลก
หากวันหนึ่งมหาอำนาจตัดสินใจร่วมมือกันเพื่อจัดการหรือแทรกแซงเครือข่าย (ผ่านช่องทางที่มากกว่าแค่โค้ด) บิตคอยน์ก็อาจไม่ได้ปลอดภัยจริงในแง่ของการเป็นสินทรัพย์ที่ไร้การควบคุมเสมอไป
คือมันปลอดภัยแต่ก็ไม่ได้ปลอดภัยจริงๆ
4. ทรัพย์สินที่สร้างกระแสเงินสดและจับต้องได้ (Productive Real Assets)
ที่ดินทำกินและอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์: ไม่ใช่บ้านจัดสรรทั่วไป แต่เป็นที่ดินที่สามารถเพาะปลูก ผลิตอาหาร หรืออสังหาริมทรัพย์ที่สามารถปรับค่าเช่าล้อไปกับเงินเฟ้อได้
ตอนนี้ ปัญหายูโรดอลลาร์และการตึงตัวของดอลลาร์นอกสหรัฐฯ เป็น "ระเบิดเวลา" ที่นักเศรษฐศาสตร์มหภาคสายสถาบันการเงินกังวลมากที่สุด
ทุกครั้งที่ FED พยายามดึงสภาพคล่องกลับ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนผ่านการล้มลลายของธนาคารขนาดเล็ก หรือวิกฤตหนี้ในประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เสมอ
ในระยะสั้น
เรายังอยู่ในช่วงที่ทฤษฎี Dollar Milkshake ทำงาน (ดอลลาร์ยังมีความต้องการสูงเพื่อชำระหนี้ สินทรัพย์อื่นร่วง) แต่ในระยะยาว หากหนี้สินที่ซ้อนกันหลายชั้น (Debt Complex) นี้พังทลายลงจนรัฐบาลต้องพิมพ์เงินมาเคลียร์หนี้ทั้งหมด ระบบจะสลับหน้ามือเป็นหลังมือ มุ่งหน้าสู่การล่า Hard Assets ทันทีครับ
สรุปคือมันมีทฤษฏี Dollar Milkshake ซึ่งถ้าค่อยๆคิดตาม Logic ของการลงทุนมันมีความเป็นไปได้สูงมากที่เรื่องพวกนี้จะเกิดขึ้นอันใกล้
โฆษณา