18 ก.ค. เวลา 06:49 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

เจาะลึก MQ-9 Reaper โดรนอเมริกาในสงครามอิหร่าน

"แม้ในทางทหาร สหรัฐฯ จะสามารถทำลายเรือ เครื่องบิน เป้าหมายทางทหาร และลดทอนขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของอิหร่านได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในทางการเมือง ความขัดแย้งยังไม่อาจยุติได้ เพราะอิหร่านยังสามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ ขณะที่หากสหรัฐฯ ไม่ยกระดับปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ ก็ไม่สามารถหยุดเตหะรานได้"
"การที่ทรัมป์กลับลำเรื่องฮอร์มุซเป็นหลักฐานสะท้อนว่า สหรัฐฯ ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการเดินหน้าต่อ โดยเขาต้องเลือกระหว่างการยกระดับสงครามกับการยุติความขัดแย้ง"
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ถ้าไม่นำเสนอเหตุการณ์ทางการทหารนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ไม่รู้ความเป็นมาเป็นไปของอาวุธยุทโธปกรณ์ เรื่องเล่าทางการทหาร และประวัติศาสตร์สงครามอย่างจุใจ ในวันนี้ผู้เขียนขอนำทุกท่านมาเกาะติดสงครามอิหร่านกันต่อ หลังจากที่ปะทุได้นาน แน่นอนว่าในรายชื่ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่สหรัฐฯใช้ออกรบในสงครามนี้ไม่มีใครที่ไม่รู้จักอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ MQ-9 Reaper
ก่อนที่จะเข้าสู่บทความผู้เขียนขอใช้ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสทองในการหาเงิน ภาพอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ MQ-9 Reaper ที่นำมาเป็นภาพหน้าปกบทความนี้หากท่านใดสนใจให้ผู้เขียนนำไปปริ้นท์เป็นโปสเตอร์ สามารถทักมาหาผู้เขียนใน Facebook ส่วนตัวที่มีรูปโปรไฟล์ผู้เขียนพร้อมพื้นหลังสีเขียวชื่อ Maverick Nonsak ได้
ราคาที่จะให้ท่านโอนเข้าบัญชีก่อนที่ผู้เขียนจะส่งให้ร้านปริ้นท์อยู่ที่ 200 บาท หากท่านใดสนใจขอเลขบัญชีให้ท่านทักมาได้ที่แชทส่วนตัวผู้เขียนนะฮะ
สำหรับค่าปริ้นที่ท่านโอนผ่านทาง Messenger ส่วนตัวด้วยจำนวนเงิน 200 บาทรวมค่าส่ง เมื่อรับโอนแล้วผู้เขียนจะนำยอดนี้ไปใช้ในการปริ้นท์ภาพจำนวนหนึ่ง อีกส่วนที่ได้รับจะนำไปใช้เป็นค่าบำรุงพระพุทธศาสนา ค่าอาหารพระสงฆ์ ค่าถวายสังฆทาน ค่าน้ำ ค่าไฟของวัดและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นบุญกุศล
ไม่เพียงเท่านี้รายได้จากการที่ท่านโอนให้ผู้เขียนจำนวนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นงบสำหรับส่งเสียให้น้องชายได้เรียนจบมหาวิทยาลัยครบ 4 ปีและเป็นรายได้ให้ตัวผู้เขียนเองในการหาซื้อของดีๆมาขายต่อไป
MQ-9 Reaper จัดว่าอากาศยานไร้คนขับที่สมัยที่สุดในโลก
Military Watch Magazine รายงานว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ริเริ่มโครงการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับระยะไกลรุ่นใหม่ราคาประหยัด ที่สามารถปฏิบัติได้ทุกภารกิจอย่างเช่นเดียวกับภารกิจ MQ-9 Reaper กำลังปฏิบัติการอยู่ โครงการนี้เกิดขึ้นหลังจากฝูงบิน UAV แบบนี้ประสบความสูญเสียอย่างหนักในการปฏิบัติการทางการทหารช่วงสงครามอิหร่าน โดยมี UAV แบบดังกล่าวถูกยิงตกจำนวนมาก
ทำให้เจ้าหน้าที่วางแผนของเพนตากอนต้องประเมินใหม่ว่าอากาศยานไร้คนขับขนาดใหญ่และซับซ้อนที่มีราคาหลายสิบล้านดอลลาร์ยังคงคุ้มค่ากับที่กองทัพอากาศสหรัฐฯ ส่งมันไปทำภารกิจด้านข่าวกรอง การเฝ้าระวัง และการโจมตีข้าศึกในสงครามอิหร่านหรือไม่
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า Reaper 53 เครื่องถูกยิงตกโดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่านและพันธมิตรที่สำคัญอย่างกองกำลังติดอาวุธอันซัลรอลเลาะฮ์ (Ansurullah Coalition forces) ของเยเมนตั้งแต่ปลายปีค.ศ.2023
MQ-9 Reaper ถูกออกแบบมาเพื่อสังหารเป้าหมายในขอบเขตที่จำกัด
จากเอกสารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯหรือเพนตากอน ระบุว่าหน่วยงานนวัตกรรมด้านการป้องกันประเทศ (Defense Innovation Unit : DIU) กำลังมองหาอากาศยานไร้คนขับที่สามารถปฏิบัติภารกิจทางการทหารได้ใกล้เคียงกับ MQ-9 Reaper ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีราคาที่เป็นมิตร เพื่อให้สามารถจัดซื้อได้ในจำนวนที่มากขึ้น แทนที่จะพัฒนาอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนที่ซับซ้อนมากขึ้นซึ่งมีต้นทุนแพงขึ้นเรื่อยๆ
โครงการใหม่ของเพนตากอนนี้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับราคาที่เหมาะสม ความยืดหยุ่น และการผลิตที่รวดเร็วกว่า MQ-9 มีราคาประมาณกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะนี้ทาง DIU กำลังมองหา UAV แบบใหม่ที่สามารถเข้าประจำการได้ภายในเวลาประมาณ 5 ปี และสามารถผลิตได้ในจำนวนมากโดยใช้เทคนิคการผลิตเชิงพาณิชย์ แทนที่จะพึ่งพาเทคนิคการผลิตเฉพาะทางขั้นสูงที่มักใช้กับอากาศยานไร้คนขับทางทหาร
หากจะกล่าวถึง UCAV หรือ Unmanned combat aerial vehicle คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักชื่อของสุดยอดอากาศยานไร้คนขับที่กองทัพอากาศสหรัฐฯนำมาใช้งานในสงครามอิหร่านนี้ มันคืออากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ General Atomics MQ-9 Reaper หากพิจารณาดูดีๆแล้ว อาจสู้กับเครื่องบินขับไล่ F-14 ของกองทัพอากาศอิหร่านไม่ได้ แต่เมื่อมาดูกันที่เรื่องการออกแบบทั้งปีกที่ยาวและเครื่องยนต์ใบพัดที่มีประสิทธิภาพ
ต่อให้ Reaper ตกเป็นเครื่องบินรบและระบบป้องภัยทางอากาศของอิหร่าน ก็ไม่มีการสูญเสียนักบินแม้แต่รายเดียว
ทำให้ Reaper ถูกออกแบบมาเพื่อบินอยู่ในอากาศได้นานหลายชั่วโมง มากกว่าที่จะเน้นความเร็วหรือเน้นให้มีสมรรถนะสูงทางการบิน หากมองโดยภาพรวมแล้ว MQ-9 กลับก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเครื่องที่ใหญ่เกินไป กลายเป็นอากาศยานไร้คนขับที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแบบหนึ่งในช่วงต้นศตวรรษที่ 21
ใต้ลำตัวของ MQ-9 Reaper มีส่วนประกอบแบบโมดูลาร์เต็มไปด้วยเซ็นเซอร์และอาวุธ ระบบส่ง Datalink และสถานีถ่ายทอดสัญญาณดาวเทียมเชื่อมต่อระหว่าง Reaper กับเจ้าหน้าทีในสถานีควบคุมที่อยู่ห่างออกไปหลายพันไมล์ โดยใช้อุปกรณ์อิเล็กโทรออปติคอล-อินฟราเรด เรดาร์สังเคราะห์ และระบบการหาข่าวกรอง
ความแปลกใหม่ของโลกการบินทางการทหารนั่นคือ MQ-9 ได้เข้ามามีบทบาทในสนามรบจริงในภูมิภาคตะวันออกกลางร่วมกับเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 อย่าง F-22 และ F-35 นับตั้งแต่สงครามกลางเมืองซีเรียในปีค.ศ.2026
ในขณะที่เครื่องบินขับไล่ยุค 5 ทำการโจมตีทางอากาศ MQ-9 Reaper ได้เวลาที่มีค่าทำหน้าที่เป็นอากาศยานไร้คนขับที่สามารถปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและเฝ้าระวังหรือ ISR ได้อย่างต่อเนื่องโดยที่นักบินรบไม่ต้องขับเครื่องบินไปทิ้งระเบิดในระดับต่ำเหมือนสมัยก่อนและ Reaper สามารถควบคุมได้จากระยะไกลผ่านสถานีควบคุม
ในขณะเดียวกัน MQ-9 Reaper ไม่ได้แค่เป็นตาทิพย์ในยามสงครามเท่านั้น Reaper ยังสามารถโจมตีด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีความแม่นยำจนมันกลายเป็น Game Changer ควบคู่ไปกับเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์ด้วยการติดตั้งขีปนาวุธอากาศสู่พื้น AGM-114 Hellfire ทำให้ MQ-9 กลายเป็น option ในการโจมตีทางอากาศที่มีความยืดหยุ่นและทันใจกับเจ้าหน้าที่ในสถานีควบคุมโดรน
USAF MQ-9
แล้วเหตุใด MQ-9 จึงเป็น Game Changer ในสงครามที่กำลังดุเดือดที่ตะวันออกกลางในช่วงเวลานี้ กล่าวคือมันเปลี่ยนแปลงขอบเขตการตัดสินใจ การขึ้นบินทำภารกิจ ISR เป็นประจำของมันช่วยลดต้นทุนการเฝ้าระวังทางอากาศด้วยเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงที่มีค่าเชื้อเพลิงแพงเป็นแสนและเพิ่มความมั่นใจในการระบุเป้าหมายให้กับฝ่ายเดียวกัน
แน่นอนว่ายุคนี้เป็นยุคสงครามที่รบกันโดยใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง การที่ Reaper ทำการเชื่อมโยง Datalink ร่วมกับรถถัง เรือรบ และเครื่องบินรบทำให้การปฏิบัติการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
MQ-9 มีระบบช่วยเล็งเป้าหมายแบบอัตโนมัติซึ่งช่วยลดจำนวนขั้นตอนด้วยตนเองในการใช้อาวุธต่อฝ่ายตรงข้าม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรม แต่ส่งผลให้เกิดผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อหลักการและกฎหมาย
เมื่อเซ็นเซอร์สามารถติดตามเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง และผู้ควบคุมในสถานีควบคุมโดรนสามารถเล็งเป้าหมายผ่านหน้าจอมอนิเตอร์นั้นด้วยขีปนาวุธอากาศสู่พื้นเฮลไฟร์ ผลลัพธ์ที่ได้คือโอกาสในการสังหารเป้าหมายจะเพิ่มขึ้นตามที่หวังไว้ กล่าวคือล็อกเป้าแล้วยิงได้ตรงจุด เหมือนกับนักบาสเก็ตบอลชู้ตลูกบาสเข้าห่วง
ด้วยความที่อากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ MQ-9 Reaper ถูกออกแบบมาเพื่อบินวนอยู่เหนือพื้นที่เป้าหมายเป็นเวลาหลายชั่วโมงในภารกิจเฝ้าระวังภัยคุกคาม ใช้ในการค้นหาและสังหารบุคคลโดยใช้อาวุธที่มีความแม่นยำสูงมันจึงไร้การถูกยิงตอบโต้จากฝ่ายตรงข้าม
ยิ่งไปกว่านั้น Reaper ยังถูกออกแบบมาให้ปฏิบัติภารกิจทั้งหมดนี้ในระยะทางที่ไกลกว่า ในขณะที่บรรทุกอาวุธและเซ็นเซอร์ได้มากกว่าอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธยุคแรกๆอย่าง MQ-1 Predator ที่มีขนาดเล็กกว่าและใช้เครื่องยนต์ลูกสูบ
MQ-9 แม้จะมีราคาต่ำกว่า F-16 แต่ก็มีราคาสูงกว่าอากาศยานไร้คนขับแบบอื่นในยุคเดียวกัน
แม้ว่าราคาจะไม่ถูกนักที่ 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ 1,174,565,000 บาทสำหรับ MQ-9 สองเครื่องต่อ 1 สถานีควบคุมโดรนภาคพื้นดิน แต่ Reaper ก็ยังมีต้นทุนต่อชั่วโมงบินและค่าใช้จ่ายต่อเครื่องต่ำกว่าเครื่องบินขับไล่ F-16 รุ่นใหม่ล่าสุดและนักบินโดรนของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาสามารถควบคุมได้จากทั่วทุกมุมโลกผ่านการเชื่อมโยงการสื่อสารผ่านดาวเทียม
นับตั้งแต่เริ่มประจำการในปีค.ศ.2007 MQ-9 ได้ปฏิบัติภารกิจโจมตีทางอากาศนับพันครั้ง และกลายเป็นขีดความสามารถด้านอากาศยานไร้คนขับที่กองทัพอากาศพันธมิตรเช่น ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร นำไปใช้ต่อ
ในขณะเดียวกัน Reaper เป็นอากาศยานไร้คนขับที่น่าสนใจในการนำเข้าประจำการกับกองทัพอากาศไต้หวันด้วย ซึ่งกำลังจัดซื้อ MQ-9B สี่เครื่องแรกแม้ว่าการจัดซื้อน่าจะมุ่งเน้นไปที่การบินลาดตระเวนทางทะเลในยามสงบแต่กองทัพอากาศไต้หวันก็ยังต้องการทราบวิธีการดูแลรักษาอากาศยานไร้คนขับเหล่านี้ให้คงสภาพสมบูรณ์หากวันหนึ่งจีนเปิดสงครามกับไต้หวัน
ในกรณีที่เกิดสงครามใหญ่กับรัสเซียหรือจีนอย่างรุนแรง อากาศยานไร้คนขับ MQ-9 ของสหรัฐฯ อาจยังคงมีประโยชน์ในพื้นที่ที่มีอันตรายจากเครื่องบินขับไล่และระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้ามที่มีความรุนแรงสูง ซึ่งอาจรวมถึงการเฝ้าระวังทางทะเลในแนวรบ ตลอดจนการค้นหาเป้าหมาย การโจมตี และภารกิจสนับสนุนทางอากาศระยะใกล้ในน่านฟ้าที่เบาบางจากเครื่องบินรบหรือไร้ขีดความสามารถในการป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงของฝ่ายตรงข้ามอยู่บ้างประปราย
แต่กลับมีจุดอ่อนคือความที่บินไม่เร็วและพรางตัวไม่ได้ Reaper จึงตกเป็นกระสอบทรายในสงครามกับรัฐอันธพาลที่มีเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงจากรัสเซียหรือจีน รวมไปถึงเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 และอันตรายจากขีปนาวุธปล่อยจากพื้นสู่อากาศสมัยใหม่
การที่ MQ-9 ถูกทำลายจากการขีปนาวุธอากาศสู่อากาศของฝ่ายตรงข้าม เมื่อปีค.ศ.2023 หลังจากถูกเครื่องบินขับไล่ Su-27 ของกองทัพอากาศรัสเซียสกัดกั้นบนน่านฟ้าสากลเหนือทะเลดำ ซึ่งตอกย้ำถึงจุดอ่อนของการมีอากาศยานไร้คนขับบนท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน
MQ-9  ที่เปอร์โต ริโก
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังเตรียมพร้อมอย่างจริงจังมากขึ้นเพื่อรับมือกับสงครามที่อาจเกิดขึ้นกับจีนหรือรัสเซีย และลดความสนใจลงในการรับมือกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ความต่อเนื่องในซ่อนการบำรุงรักษา Reaper ลดลง
เพนตากอนต้องการซื้ออากาศยานไร้คนขับรุ่นใหม่ที่มีราคาถูกกว่าและใช้งานแล้วทิ้งได้ง่ายกว่า หรือซื้อโดรนที่มีคุณสมบัติล่องหนซึ่งน่าจะยังคงมีประสิทธิภาพสูง แม้จะบินเข้าไปในเขตที่มีการป้องกันภัยทางอากาศหนาแน่นมากกว่า
อากาศยานไร้คนขับ MQ-9A Reaper ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ที่สนามบินราฟาเอล เเอร์นันเดซ (Rafael Hernández Airport) ในเปอร์โตริโก เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดในทะเลแคริบเบียน ปัจจุบันมีการติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีปล่อยจากอากาศสู่พื้น AGM-114 Hellfire ได้มากถึง 10 ลูกต่อเครื่อง ภาพถ่ายที่เผยแพร่ทางออนไลน์แสดงให้เห็นถึงการบรรทุกที่แตกต่างกัน ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธ AGM-114 จำนวน 6 ถึง 10 ลูก รวมถึงถังเชื้อเพลิงภายนอกและกระเปาะสำหรับภารกิจ ISR
ภาพถ่ายจำนวนมากที่มีอยู่บนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นว่า Reaper มีการติดตั้งขีปนาวุธ Hellfire จำนวน 6 ลูก รวมถึงพ็อดอีกหนึ่งอัน ที่น่าสังเกตคือเมื่อวันที่ 24 ธันวาคมค.ศ.2025 มีภาพถ่ายโดรน MQ-9 ติดตั้งขีปนาวุธ AGM-114 จำนวน 8 ลูก และเมื่อวันที่27 ธันวาคมภาพจากสำนักข่าวรอยเตอร์แสดงให้เห็นว่า Reaper บรรทุกขีปนาวุธ Hellfire จำนวน 10 ลูก
Reaper ที่บรรทุกขีปนาวุธ Hellfire 10 ลูกนั้น ช่างภาพอากาศยานในพื้นที่เคยบันทึกภาพ Reaper ที่ปฏิบัติการจากสนามบินราฟาเอล เเอร์นันเดซ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคมโดยติดตั้งขีปนาวุธ Hellfire ทั้งแบบ 6 และ 8 ลูก อย่างไรก็ตาม ภาพ Reaper ที่บรรทุกขีปนาวุธ Hellfire 8 ลูกนั้น ไม่ชัดเจนเท่ากับภาพแบบ 6 ลูก และต้องใช้สายตาที่เฉียบคมจึงจะมองเห็นความยาวของอาวุธใต้ปีกเพื่อระบุว่าเป็นขีปนาวุธหรือระเบิดชนิดใด
ปัจจับันเพนตากอนกำลังหาหนทางในการเขี่ย MQ-9 ทิ้งเพราะความสูญเสียในสงครามอิหร่าน
เมื่อเข้าสู่ปีค.ศ.2026 มีคำวิพากษ์วิจารณ์ถึงข้อจำกัดข้อจำกัดของ MQ-9 Reaper ที่กำลังจะถูกเขี่ยทิ้งจากการเป็นกำลังรบทางอากาศของกองทัพอากาศสหรัฐฯ แต่ Reaper ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานในสภาพแวดล้อมที่สหรัฐฯ ผ่านการครองความเหนือกว่าทางอากาศได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งความได้เปรียบทางอากาศนั้นได้อ่อนแอลงเมื่อไปรบจริงอิหร่าน
วันที่ 5 มีนาคมค.ศ.2026 มีทหารนายหนึ่งสังกัดกองทัพอากาศสหรัฐฯให้สัมภาษณ์กับ CBS News ว่าอากาศยานไร้คนขับติดอาวุํ MQ-9 Reaper ของสหรัฐฯ จำนวน 3 เครื่องถูกยิงตก ยังไม่แน่ชัดว่าโดรนแบบดังกล่าวทั้งสามเครื่องตกที่ใด แต่หนึ่งในนั้นพยายามลงจอดฉุกเฉินนอกชายฝั่งอิหร่าน
นอกจากนี้ยังไม่ชัดเจนว่า MQ-9 Reaper  ถูกยิงลงมาได้อย่างไรหรือถูกเครื่องรบแบบใดยิงร่วง ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง MQ-9 Reaper อีกหนึ่งเครื่องถูกยิงตกในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าเป็นการยิงผิดพลาดจากฝ่ายเดียวกันเองจากฝ่ายกาตาร์ ทหารอากาศนายนี้กล่าว
วันที่ 8 กรกฎาคมค.ศ.2026 DefenseNews รายงานว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังพิจารณาตัวเลือกอากาศยานไร้คนขับแบบใหม่ที่มีราคาประหยัดและมีพิสัยการบินที่ไกลกว่า ซึ่งอาจเข้ามาแทนที่ MQ-9 Reaper ในอนาคต สำหรับการจัดตั้งโครงการในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่อากาศยานไร้คนขับ MQ-9 หลายสิบเครื่องถูกยิงตกในระหว่างสงครามอิหร่าน ตามรายงานของ Congressional Research Service เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมปีเดียวกัน
ด้วยความที่กองทัพอากาศสหรัฐฯ ปัจจุบันมี Reaper ประมาณ 135 เครื่อง ซึ่งแต่ละเครื่องมีราคาประมาณ30 ล้านดอลลาร์อัตราการสูญเสียเช่นนี้จึงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเข้าสู่สงครามอิหร่าน ซึ่งมีระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีความซับซ้อนน้อยกว่าของจีนหรือรัสเซีย
MQ-9 กับอาวุธใต้ปีก
เอกสารประกวดราคาของ DIU สำหรับโดรนรุ่นใหม่ ซึ่งเพนตากอนต้องการให้สอดคล้องกับการปฏิบัติภารกิจที่ MQ-9 กล่าวคือการที่มีกองกำลังผสมทั้งเครื่องบินรบที่มีคนขับและอากาศยานไร้คนขับที่มีความปลอดภัยต่ำและมีมูลค่าสูง (มากกว่า 30 ล้านดอลลาร์) นั้นอันตรายยิ่งนักเมื่อเผชิญกับศัตรูที่ใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศหลายชั้นซึ่งเป็นไปได้ด้วยขีดความสามารถในการต่อต้านอากาศยานที่มีต้นทุนต่ำลงเรื่อยๆ
แทนที่จะสร้าง Reaper ขึ้นมาทดแทนของเดิมที่ตกไป DIU เลือกที่จะสร้างโดรนแบบใช้แล้วทิ้ง โครงการ Massed Modular Aircraft หรือ MMA มีเป้าหมายที่จะพัฒนาอากาศยานไร้คนขับที่ออกแบบมาให้ปฏิบัติการได้ในจำนวนมาก จนสามารถรับความสูญเสียอย่างหนักได้ และยังคงมีความสามารถในการโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้ามได้
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือขนาดของฝูงบินอากาศยานไร้คนขับอันเป็นผลผลิตจากโครงการ MMA อาจเป็นสิ่งสำคัญลำดับต่อไปในสงครามไร้คนขับ แต่โดยทั่วไปแล้วฝูงเหล่านั้นประกอบด้วย UAV ขนาดเล็ก ราคาไม่แพง มีระยะทำการและน้ำหนักบรรทุกจำกัด แต่ข้อเสนอของ DIU นั้นมุ่งเป้าไปที่โดรนที่มีพิสัยการบินไกลและบรรทุกน้ำหนักได้มาก และจะต้องมีราคาไม่แพงพอสำหรับการผลิตจำนวนมาก ข้อเสนอดังกล่าวระบุว่าต้องบรรทุกน้ำหนักได้ไม่ต่ำกว่า 2,800 ปอนด์ ซึ่งน้อยกว่าความสามารถในการบรรทุกของ MQ-9 ที่ 3,800 ปอนด์เล็กน้อย
ตามข้อกำหนดในเอกสารประกวดราคา MMA ควรมีระยะทำการรบโดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิงอย่างน้อย 2,300 ไมล์ทะเล และพิสัยทำการบินไปยังจุดหมายปลายทางแบบเที่ยวเดียวอย่างน้อย 8,000 ไมล์ทะเล ยิ่งไปกว่านั้น โดรนในโครงการนี้ควรมีความเร็วอย่างน้อย 200 ไมล์ต่อชั่วโมง และสามารถปฏิบัติการได้จากทางวิ่งยาว 6,000 ฟุต หรือสนามบินชั่วคราว
ข้อเสนอของ DIU ระบุว่าโดรนควรมีขนาดพละกำลังในการบิน (25 กิโลวัตต์) และระบบระบายความร้อน (5 กิโลวัตต์) ที่เพียงพอต่อการบรรทุกอุปกรณ์ภายใน หรือภายนอกได้ในเวลาเดียวกัน พร้อมระดับการทำงานอัตโนมัติที่อนุญาตให้ผู้ควบคุมเพียงคนเดียวควบคุมโดรนหลายเครื่องได้
เอกสารการจัดซื้อจัดจ้างไม่ได้ระบุขนาดหรือรุ่นของ MMA อย่างชัดเจน แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจเป็นโดรนที่มีขนาดใกล้เคียงกับ MQ-9 นอกจากนี้ยังไม่ได้ระบุราคาที่ต้องการ แต่คาดว่าน่าจะต่ำกว่าราคา 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐของ MQ-9
ในขณะเดียวกันการดำเนินงานสำหรับโครงการ MMA นั้นมีความทะเยอทะยานมาก DIU เรียกร้องให้ทำการทดสอบการบินต้นแบบเต็มรูปแบบภายใน 21 เดือนนับจากวันที่ได้รับสัญญา โดยมีเป้าหมายที่จะบรรลุขีดความสามารถในการปฏิบัติงานขั้นต้น (IOC) ในปีงบประมาณค.ศ.2031 ความพร้อมรบสำหรับ MMA นั้นคาดการณ์ไว้ว่าจะเป็นการส่งมอบอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธแบบใหม้ที่พร้อมปฏิบัติภารกิจจำนวน 20 เครื่องให้กับกองทัพอากาศสหรัฐฯและสามารถนำไปใช้งานได้ในสงครามจริง
ข้อมูลจำเพาะ MQ-9 Reaper
ข้อมูลทั่วไป
นักบิน: ไม่มี (ควบคุมโดยเจ้าหน้าที่สองนายบนภารพื้นดิน)
ความยาว: 11 เมตร
ความกว้างปีก: 20 เมตร
ความสูง: 3.81 เมตร
น้ำหนักตัวเปล่า: 2,223 กิโลกรัม
น้ำหนักสูงสุดในการขึ้นบิน: 4,760 กิโลกรัม
ความจุเชื้อเพลิง: 1,800 กิโลกรัม
น้ำหนักบรรทุก: 1,700 กิโลกรัม
เครื่องยนต์: เทอร์โบพร็อพ Honeywell TPE331-10 จำนวนหนึ่งหน่วย
ให้กำลัง: 900 แรงม้า (671 กิโลวัตต์) พร้อมระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (DEEC)
ความเร็วสูงสุด: 482 กม/ชม. (260 น็อต)
ความเร็วปฏิบัติการ: 313 กม/ชม. (169 น็อต)
พิสัยบิน: 1,900 กิโลเมตร (1,000 ไมล์ทะเล)
ระยะเวลาบินต่อเนื่อง: 27 ชั่วโมง
เพดานบินใช้งาน: 15,420 เมตร
ระดับความสูงปฏิบัติการ: 7,500 เมตร
ระบบอาวุธ
ตำบลติดอาวุธ: 7 จุด
รับน้ำหนักได้สูงสุด 680 กิโลกรัมที่ตำบลติดอาวุธในปีกด้านใน (2 จุด)
รับน้ำหนักได้สูงสุด 340 กิโลกรัมที่ตำบลติดอาวุธกลางปีก (2 จุด)
รับน้ำหนักได้สูงสุด 68 กิโลกรัมที่ตำบลติดอาวุธปลายปีก (2 จุด)
อาวุธ :
AGM-114 เฮลไฟร์ สูงสุด 8 ลูก
หรือ เฮลไฟร์ 4 ลูก + GBU-12 Paveway II (500 ปอนด์) 2 ลูก
หรือ เฮลไฟร์ 4 ลูก + GBU-38 JDAM (500 ปอนด์) 2 ลูก
ระบบเอวิโอนิก
เรดาร์ AN/APY-8 Lynx II
ระบบติดตามเป้าหมาย AN/DAS-1 MTS-B
ลูกค้ารายล่าสึดของ MQ-9 Reaper คือกองทัพอากาศไต้หวัน
สงครามอิหร่านในขณะนี้ไม่ได้วัดกันที่การรบด้วยกำลังทางบก ทางเรือ ทางอากาศแบบมีนุษย์ควบคุม แต่ยังมีการใช้อากาศยานไร้คนขับเข้ามาเป็น Game Changer แน่นอนว่า MQ-9 Reaper กำลังฉีกกฎเกณฑ์การรบที่เน้นทำลายเป้าหมายในวงกว้างเข้ามาในระดับที่จำกัดควบคู่ไปกับการใช้เครื่องบินขับไล่ที่มีมนุษย์ควบคุม จนนำไปสู่การใช้ Air Power ยุคใหม่ที่มีศักยภาพสูงมนการทำสงคราม แม้จะแผนการทดแทนแล้วแต่ MQ-9 Reaper ก็ยังคงรับหน้าลาดตระเวน หาข่าวและการโจมตีทางอากาศต่อไป สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
The National Interest
POPULAR MECHANICS
Air Force Technology
The Aviationist
TWZ
Aviation Today
General Atomics
Military Watch Magazine
Tribunnews
SA Defensa
Interesting Engineering
Newsweek
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
โฆษณา