วันนี้ เวลา 08:17 • ประวัติศาสตร์

เปิดตำนาน “บีเทิลส์คนที่ห้า” ไบรอัน เอพสไตน์ ชายผู้สร้างประวัติศาสตร์ดนตรีจากความว่างเปล่า

“เดอะบีเทิลส์ (The Beatles)” คือวงดนตรีสัญชาติอังกฤษที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลที่สุดตลอดกาล โดยในฐานะนักดนตรีผู้บุกเบิก อิทธิพลของพวกเขายังคงหลงเหลือให้เห็นในการแต่งเพลงยุคปัจจุบัน เช่นเดียวกับกระแส "บีเทิลมาเนีย (Beatlemania)“ อันบ้าคลั่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งค้ำประกันว่า ไม่ว่าเพลงของพวกเขาจะเป็นอย่างไร เรื่องราวของเดอะบีเทิลส์ก็จะยังคงถูกพูดถึงไปอีกหลายทศวรรษหลังจากที่พวกเขายุบวง
ทว่าแม้เดอะบีเทิลส์จะมีพรสวรรค์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่พวกเขาไม่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับนานาชาติได้ด้วยพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว ความสำเร็จในยุคแรกเริ่มของพวกเขานั้นส่วนใหญ่แล้วได้รับการผลักดันจากผู้จัดการวงที่ชื่อว่า “ไบรอัน เอพสไตน์ (Brian Epstein)”
เอพสไตน์ค้นพบเดอะบีเทิลส์เป็นครั้งแรกที่ “คาเวิร์นคลับ (Cavern Club)” ในเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ เมื่อปีค.ศ.1961 (พ.ศ.2504) โดยตลอดช่วงเวลาหลายปีหลังจากนั้น เขาได้ช่วยหล่อหลอมให้เดอะบีเทิลส์กลายมาเป็นสิ่งที่เป็นในท้ายที่สุด นั่นคือหนึ่งในวงดนตรีที่ได้รับความนิยม มีอิทธิพล และเป็นที่รักมากที่สุดในโลก
ความสำเร็จนี้ยิ่งน่าทึ่งมากขึ้นไปอีกเมื่อพิจารณาว่าเอพสไตน์ไม่มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการวงดนตรีมาก่อนเลย เขามีเพียงสายตาอันแหลมคมในการมองเห็นพรสวรรค์และสัญชาตญาณตามธรรมชาติในการทำธุรกิจที่ดีเท่านั้น
แต่น่าเสียดายที่ช่วงเวลาของเอพสไตน์กับเดอะบีเทิลส์ต้องถูกตัดจบลงด้วยการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในค่ำคืนของวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ.1967 (พ.ศ.2510) โดยเอพสไตน์ที่กำลังประสบปัญหานอนไม่หลับ ได้ใช้ยารักษาในปริมาณปกติ ทว่าเนื่องจากเขาได้ดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปด้วยในคืนนั้น กลับส่งผลร้ายแรงถึงชีวิต
ถึงกระนั้น อิทธิพลของเอพสไตน์ที่มีต่อเดอะบีเทิลส์ก็ยังคงสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้
วันนี้ผมจะเล่าเรื่องของเขาให้ฟังครับ
“ไบรอัน เอพสไตน์ (Brian Epstein)” เกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน ค.ศ.1934 (พ.ศ.2477) ในครอบครัวชาวยิวที่มั่งคั่งในเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ โดยเขาเป็นบุตรชายคนโตของครอบครัวที่เป็นเจ้าของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ที่ประสบความสำเร็จ และในเวลาต่อมาพวกเขาก็เริ่มขยายธุรกิจมาขายแผ่นเสียงที่ร้าน ”นอร์ท เอนด์ มิวสิก สโตร์ หรือ เนมส์ (North End Music Store: NEMS)“
และที่ร้านเนมส์แห่งนี้เองที่เอพสไตน์ได้ค้นพบพื้นที่ของตัวเอง หลังจากต้องดิ้นรนกับการเรียนในโรงเรียนแบบดั้งเดิมมานานหลายปีและเคยลองผิดลองถูกในแวดวงศิลปะ เอพสไตน์ก็ได้เปลี่ยนโฉมร้านเนมส์ให้กลายเป็นธุรกิจที่เจริญรุ่งเรือง แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่ชัดเจนในการทำความเข้าใจดนตรีป็อปและพรสวรรค์ด้านการบริหารจัดการ
อย่างไรก็ตาม แม้จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่เอพสไตน์กลับต้องเผชิญกับความยากลำบากในชีวิตส่วนตัว โดยในฐานะชายรักร่วมเพศที่อาศัยอยู่ในอังกฤษในยุคที่รักร่วมเพศยังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เขาต้องเสี่ยงกับอคติที่รุนแรงและปัญหาทางกฎหมายหากเปิดเผยรสนิยมทางเพศมากเกินไป ด้วยเหตุนี้เขาจึงเก็บซ่อนตัวตนด้านนี้ไว้จากสายตาของสาธารณชนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ใจภายในที่เขาต้องต่อสู้ในช่วงปีสุดท้ายของชีวิต
แต่แล้วโชคของเอพสไตน์ก็กำลังจะเปลี่ยนไป โดยข้อมูลจากนิตยสาร Moment ระบุว่า เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ.1961 (พ.ศ.2504) เมื่อเอพสไตน์ได้ยินชื่อของ “เดอะ บีเทิลส์ (The Beatles)” เป็นครั้งแรก
ขณะที่เอพสไตน์กำลังทำงานอยู่ที่ร้านเนมส์ มีลูกค้าคนหนึ่งมาถามหาแผ่นเสียงซิงเกิล "My Bonnie" ของวงที่ชื่อว่าเดอะ บีเทิลส์ ซึ่งเอพสไตน์ไม่เคยได้ยินชื่อวงนี้มาก่อน และเขาไม่สามารถหาบันทึกของซิงเกิลนี้จากค่ายเพลงใดๆ ในอังกฤษได้เลย
ไม่กี่วันต่อมา กลุ่มเด็กผู้หญิงก็มาถามหาแผ่นเสียงชุดเดียวกันนี้อีก และการสืบค้นข้อมูลอย่างรวดเร็วก็ทำให้เอพสไตน์พบว่า ซิงเกิลนี้ถูกปล่อยโดยค่ายเพลงเยอรมันทั้งที่วงดนตรีวงนี้มาจากเมืองลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาเอง
และราวกับโชคชะตากำหนด พวกเขากำลังเปิดแสดงอยู่ที่คาเวิร์น คลับซึ่งอยู่ใกล้กับร้านของเอพสไตน์ เขาจึงเดินทางไปดูวงนี้ด้วยตัวเอง โดยในเวลานั้น วงประกอบไปด้วย จอห์น เลนนอน (John Lennon) “พอล แม็กคาร์ตนีย์ (Paul McCartney)” “จอร์จ แฮร์ริสัน (George Harrison)” และ “พีท เบสต์ (Pete Best)” ซึ่งเอพสไตน์ก็ต้องตกตะลึงไปกับบทเพลงและท่วงท่าการแสดงบนเวทีของพวกเขา
ในช่วงพักการแสดง เอพสไตน์ได้แวะไปหาทางวงที่หลังเวที ซึ่งพวกเขาจำเอพสไตน์ได้จากร้านขายแผ่นเสียง เอพสไตน์จึงชวนพวกเขาให้แวะมาพูดคุยกันในวันที่ 3 ธันวาคม และเมื่อพวกเขามาถึง เอพสไตน์ก็ได้บอกกับพวกเขาตรงๆ ว่า "พูดง่ายๆ เลยนะ พวกคุณต้องการผู้จัดการวง ให้ผมทำหน้าที่นี้ไหม?"
เดอะบีเทิลส์รู้สึกตื่นเต้นยินดีกับความคิดนี้ และหลังจากนั้นไม่นาน ทางวงก็เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการให้เอพสไตน์เข้ามาบริหารจัดการวง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเปลี่ยนโฉมเดอะบีเทิลส์ ให้กลายเป็น "เดอะบีเทิลส์" ที่โลกรู้จัก
ในตอนแรก เอพสไตน์ประสบความยากลำบากอย่างมากในการนำเสนอเดอะบีเทิลส์ให้กับค่ายเพลงใหญ่ๆ ในลอนดอน โดยเขารู้ดีว่าเขาเพิ่งเซ็นสัญญากับวงที่มีพรสวรรค์แบบหนึ่งในล้าน แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง กลับไม่มีใครเห็นศักยภาพแบบเดียวกับที่เขาเห็น
พ่อแม่ของเอพสไตน์แม้จะคอยสนับสนุนแต่ก็กังวลว่าเขาจะเสียเวลาไปเปล่าๆ กับการพยายามหาดีลดีๆ ให้เดอะบีเทิลส์ เขายังคงต้องบริหารธุรกิจที่ร้านเนมส์ไปด้วย และความเครียดก็เริ่มส่งผลกระทบ ซึ่งในช่วงนี้เองที่เอพสไตน์เริ่มใช้ยา
ในขณะเดียวกัน เอพสไตน์ได้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเดอะบีเทิลส์ใหม่ทั้งหมด เสื้อแจ็คเก็ตหนังและทรงผมยุ่งเหยิงที่พวกเขาเคยแต่งที่คาเวิร์นคลับถูกแทนที่ด้วยชุดสูทที่ตัดเย็บอย่างประณีตและทรงผมที่เรียบร้อยขึ้น และเอพสไตน์ยังโน้มน้าวให้พวกเขาหยุดสูบบุหรี่และสบถคำหยาบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาอยู่บนเวที เพื่อให้พวกเขาเข้าถึงผู้ชมในวงกว้างได้มากขึ้น ทว่าเอพสไตน์ไม่เคยพยายามที่จะเปลี่ยนแนวเพลงของพวกเขาเลย เพราะนั่นคือสิ่งดึงดูดใจที่ทำให้เขาเข้าหาเดอะบีเทิลส์ตั้งแต่แรก
และแล้วในที่สุด เอพสไตน์ก็ได้แนะนำวงให้รู้จักกับ “จอร์จ มาร์ติน (George Martin)” แห่งค่ายพาร์โลโฟน (Parlophone) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทอีเอ็มไอ (EMI) ซึ่งมาร์ตินก็ช่วยเดอะบีเทิลส์ขัดเกลาซาวด์ดนตรีของพวกเขา และแนะนำให้หาตัวมือกลองคนใหม่ที่ดีกว่าเดิม นำไปสู่การปลดพีท เบสต์ออกจากวง และต้อนรับ ”ริงโก สตาร์ (Ringo Starr)” เข้ามาแทน
ในปีค.ศ.1963 (พ.ศ.2506) เดอะบีเทิลส์ได้ส่งซิงเกิลแรกขึ้นสู่อันดับหนึ่งในชาร์ตของสหราชอาณาจักรได้สำเร็จด้วยเพลง "Please Please Me" และที่เหลือก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ โดยเมื่อมองย้อนกลับไป ตามข้อมูลของหอเกียรติยศร็อกแอนด์โรล (Rock & Roll Hall of Fame) หลายคนถึงกับยกย่องเอพสไตน์ว่าเป็น "บีเทิลส์คนที่ห้า (The Fifth Beatle)“ เนื่องจากบทบาทของเขามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของวง
แต่น่าเศร้าที่เอพสไตน์ไม่มีโอกาสได้อยู่เห็นความสำเร็จทั้งหมดของวง
เดอะบีเทิลส์เปิดการแสดงคอนเสิร์ตแบบเก็บค่าเข้าชมครั้งสุดท้ายที่แคนเดิลสติ๊ก พาร์ก (Candlestick Park) ในซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.1966 (พ.ศ.2509) และแม้ว่าในเวลาต่อมาพวกเขาจะขึ้นแสดงคอนเสิร์ตอันโด่งดังบนดาดฟ้าตึกแอปเปิลในลอนดอนเมื่อปีค.ศ.1969 (พ.ศ.2512) แต่ในตอนนั้นหลายคนคิดว่าการแสดงในปีค.ศ.1966 (พ.ศ.2509) จะเป็นจุดจบของวง แฟนเพลงต่างพากันเสียใจกับเรื่องนี้ และเอพสไตน์ก็เช่นกัน
ในขณะที่เพื่อนๆ ของเอพสไตน์และสาธารณชนต่างเห็นพ้องกันว่าเขามีความสามารถมากพอที่จะก้าวต่อไปได้โดยไม่มีเดอะบีเทิลส์ แต่ตัวเขาเองมักจะแสดงความเคลือบแคลงในเรื่องนี้อยู่เสมอ โดยในช่วงที่จิตใจย่ำแย่อย่างที่สุดในเดือนกันยายน ค.ศ.1966 (พ.ศ.2509) เขาถึงกับคิดสั้น ซึ่งแม้ว่าต่อมาเอพสไตน์จะฟื้นตัวในโรงพยาบาล แต่เขาก็ยังคงต้องต่อสู้กับสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ ซ้ำร้ายการใช้ยาอย่างต่อเนื่องของเขายังเริ่มส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ นำไปสู่อาการนอนไม่หลับเรื้อรัง
ในวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ.1967 (พ.ศ.2510) เอพสไตน์ได้ทานยาชนิดหนึ่งไปหกเม็ด ซึ่งเป็นปริมาณปกติหากไม่ได้ทานร่วมกับแอลกอฮอล์ ทว่าการใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายเกิดภาวะมึนงงและตอบสนองต่อตัวยาเกินขีดจำกัดโดยไม่ได้ตั้งใจ และในไม่ช้าเขาก็ถูกพบว่าเสียชีวิตในบ้านพักที่ลอนดอน ซึ่งในเวลานั้นสมาชิกวงเดอะบีเทิลส์กำลังอยู่ที่เวลส์
เมื่อสมาชิกวงทราบข่าวว่าเอพสไตน์เสียชีวิต พวกเขาก็รู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างกำลังจะสิ้นสุดลงเช่นกันแม้ว่าพวกเขาจะยังไม่ได้ยุบวงในทันทีก็ตาม โดยจอห์น เลนนอนได้เผยกับนิตยสาร Rolling Stone ในภายหลังว่า
"ตอนนั้นผมรู้เลยว่าพวกเรากำลังเจอกับปัญหาใหญ่ ผมไม่มีความคิดเกี่ยวกับความสามารถของเราในการทำสิ่งอื่นใดเลยนอกจากการเล่นดนตรี และผมก็กลัว ผมคิดในใจว่า พวกเราจบเห่แล้วแน่ๆ“
ทางวงร่วมกันบริหารจัดการวงด้วยตัวเองในช่วงเวลาระหว่างการเสียชีวิตของเอพสไตน์ไปจนถึงการยุบวงในปีค.ศ.1970 (พ.ศ.2513) แต่มันก็ชัดเจนว่าสิ่งที่สูญเสียไปนั้นเป็นมากกว่าแค่ผู้จัดการวง โดยพอล แม็กคาร์ตนีย์เองเคยกล่าวไว้ว่า "หากใครจะเป็นบีเทิลส์คนที่ห้า คนๆ นั้นก็คือไบรอัน"
ในช่วงเวลาหลายปีนับตั้งแต่นั้นมา ชีวิตของเอพสไตน์ก็ได้รับการบันทึกและบอกเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งเป็นการตอกย้ำสถานะของเขาในประวัติศาสตร์ดนตรีอย่างมั่นคง เพราะแท้จริงแล้ว หากไม่มีไบรอัน เอพสไตน์ ก็อาจจะไม่มีเดอะ บีเทิลส์เลยก็เป็นได้
โฆษณา