Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
วินทร์ เลียววาริณ
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 03:00 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
THE ODYSSEY | 9.5/10
รีวิวฉบับเต็มมาแล้ว มีสปอยเลอร์ ขอแนะนำท่านที่คิดจะดูหนังเรื่องนี้ ดูหนังก่อนอ่านรีวิว แต่ควรอ่านเรื่องย่อของหนังสือ Odyssey ก่อน
ได้ที่ลิงก์
https://www.blockdit.com/posts/6a5bd97a7dc84c4f2676c966
คริสโตเฟอร์ โนแลน สร้างชื่อจากเรื่อง Memento เมื่อ 26 ปีมาแล้ว (ได้คะแนน 10/10 จากผม) เป็นหนังทุนต่ำที่ทำออกมาดีเยี่ยม
ครั้งแรกที่ผมดูเรื่องนี้ ผมบอกตัวเองว่า ผู้กำกับคนนี้ต้องไปไกลสัก 100 ปีแสงแน่
ปรากฏว่าเขาไปไกลถึง 500 ปีแสง
หลังจากนั้นโนแลนก็จับงานใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทุนสูงขึ้นๆ งานของเขาแทบทั้งหมดเป็น original idea ที่ปกติฮอลลีวูดไม่ชอบเสี่ยง โชคดีที่หนังขายได้ โนแลนก็ได้ทำหนังที่ได้ทั้งเงินและกล่อง
จนเมื่อหนังเรื่องก่อนของเขา Oppenheimer โนแลนเริ่มทำหนังที่ลดความหวือหวาพิสดารลง เน้นสาระความคิดที่ลุ่มลึกขึ้น Oppenheimer เป็นหนังประวัติชีวิตคน แต่มีฉากเหนือจริงหลายฉากซึ่งมักใช้ในงานวรรณกรรมจริงจัง ในความเห็นของผม นี่ก็คือการลอกคราบของเขา ผลก็คือรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และกำกับการแสดงยอดเยี่ยม
ความสำเร็จของ Oppenheimer ทำให้เขาน่าจะเป็นผู้กำกับหนึ่งในไม่กี่คนในโลกที่สามารถกำหนดเรื่องที่อยากทำได้ ต่อให้อยากทำเรื่องนางนากพระโขนง กระสือสาว บ้านผีปอบ หรือกุมารทอง ก็เชื่อว่าฮอลลีวูดยินดีควักเงินให้เขาสัก 200-300 ล้านเหรียญ ไปทำกระสือแบบ practical effect ให้สบายใจ
The Odyssey เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เขาหันมาทำหนังที่ต้องใช้สมองมากขึ้น (คนละแบบกับที่คนดูใช้สมองดูเรื่อง Tenet หนังที่เปลืองนิวรอนมากที่สุดในโลก) เข้าหาตัวตนภายในมากขึ้น
แม้เค้าโครงเรื่องของ The Odyssey จะเป็นการนำเรื่อง Odyssey ของโฮเมอร์มาทำ แต่นี่เป็นการตีความเล่าใหม่ สะท้อนสังคมร่วมสมัยที่มนุษย์บางกลุ่มชอบทำสงครามรายวัน
ตัวละครเอกคือ โอดิสซูส หรือยูลิสซิส กษัตริย์แห่งอิธากา เขาถูกพันธมิตรขอให้ไปร่วมรบที่สงครามแห่งทรอย (Trojan War) นานสิบปี ผลของสงครามครั้งนั้นเปลี่ยนมุมมองชีวิตและโลกทัศน์ของเขา
หลังจากสงครามโทรจันยุติ โอดิสซูสเดินทางกลับบ้านที่อิธากา แต่การเดินทางของเขาผจญอุปสรรคต่างๆ มากมาย เจอสัตว์ประหลาด ยักษ์ เทพธิดา แม่มด พายุ สะดือทะเล ฯลฯ
นี่ดูเผินๆ เป็นหนังผจญภัยแนวซินแบด หรือ อภินิหารขนแกะทองคำ (Jason and the Argonauts) หนังยุคเก่าที่ยังใช้เทคนิค stop-motion ของ Ray Harryhausen แต่ The Odyssey ฉบับ คริสโตเฟอร์ โนแลน ไม่ใช่หนังผจญภัยแบบนั้น โนแลนไม่ได้สร้างงานบันเทิง แบบ Gladiator หรือ 300 หรือ Spartacus ฉบับทีวี แต่สร้างงานที่ซ่อนความหมายของชีวิต ผ่านตำนานโบราณ
หนังเรื่องนี้ดูยาก แต่ลุ่มลึกกว่า
แทบทุกองค์ประกอบของการผจญภัยเป็นสัญลักษณ์ที่ตีความเป็นหนังปรัชญา ยกตัวอย่าง เช่น ฉากแม่มดเซอร์ซีที่เปลี่ยนคนเป็นสุกร ก็สะท้อนว่า ‘สุกร’ คือตัวตนที่แท้จริงของคนเหล่านั้น ในฉากนี้ ทหารในมุมมองของชาวบ้านก็คือพวกที่ปล้น ฆ่า ข่มขืน
องค์ประกอบดอกบัวที่กินแล้วลืมทุกอย่าง ก็เป็นสัญลักษณ์ของความปรารถนาภายในของเราที่ไม่มีความสุขในโลกที่เราอยู่ เป็นต้น
หากเราดูหนังเรื่องนี้เชิงสัญลักษณ์ จะพบว่าหนังสะท้อนสังคมร่วมสมัยอย่างพอดิบพอดี
ยกตัวอย่าง เช่น กรุงทรอยเป็นสัญลักษณ์ของเมืองอย่างกาซาหรืออิหร่าน การระดมพลไปรบกับทรอยโดยอาณาจักรต่างๆ ก็เสมือนการระดมกำลังโดยสหรัฐฯและพวกพ้องในยุโรปไปบุกอิหร่าน ไม่ว่าคนสร้างหนังตั้งใจหรือไม่ มันเสียบกันได้พอดี
มองอย่างนี้ แม่มดทั้งหลายที่มีอำนาจเหนือมนุษย์ ก็เช่นมหาอำนาจที่กดขี่ชาติอื่นๆ ไม่ว่าจะด้วยอาวุธหรือภาษี
อีกตัวอย่างหนึ่งคือม้าไม้ (ในหนังเป็นม้าเหล็ก) ที่ผู้บุกรุกมอบให้เป็น ‘ของขวัญ’ แก่ชาวเมืองทรอย เป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพหรือการเจรจาทางการทูต ม้ากลนี้ก็ซ่อนอาวุธอยู่ภายใน พร้อมที่จะสังหารอีกฝ่าย (อดนึกถึงตอนสหรัฐฯเจรจาสันติภาพกับอิหร่านและทิ้งระเบิดไปพร้อมกันไม่ได้!)
หนังยังแสดงฉากอาคารบ้านเรือนในทรอยถล่มจากสงคราม ทำให้เราอดนึกถึงภาพตึกต่างๆ ในกาซาที่ถูกถล่มไม่ได้
ฉากโลกของคนตายที่เต็มไปด้วยทหารที่ตายในสงครามก็ทำให้เราเห็นภาพสงครามในด้านที่ไร้ลำนำแห่งคำสรรเสริญสงคราม
ดูหนังด้วยมุมมองนี้ จะพบว่านี่เป็นหนังต่อต้านสงคราม ซ่อนในรูปตำนานโบราณ
โอดิสซูสพบว่าสงครามโทรจันแสดงด้านที่เผยตัวตนด้านมืดของมนุษย์
ก็มาถึงดรามานอกจอเรื่อง woke ของหนังเรื่องนี้ คนจำนวนมากบอกว่าการคาสต์นักแสดงผิวดำเป็นเฮเลนแห่งทรอย เป็นเรื่องที่รับไม่ได้โดยสิ้นเชิง
คนส่วนมากเคยชินกับหนังฝรั่งที่สร้างเฮเลนแห่งทรอยเป็นสตรีผิวขาว สวยสุดในปฐพี แต่อาจไม่รู้ว่า มันไม่มีเฮเลนแห่งทรอยมาตั้งแต่แรก
เฮเลนแห่งทรอยไม่มีในประวัติศาสตร์ แม้นักโบราณคดีคาดว่าอาจมีเมืองทรอยจริงๆ แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนมากเห็นว่า เฮเลนแห่งทรอยเป็นจินตนาการของโฮเมอร์ล้วนๆ
ถ้าเฮเลนแห่งทรอยเป็นจินตนาการ ทำไมจึงต้องมีดรามาเรื่องสีผิว?
อีกประการ หนังไม่ได้ชี้ว่าสงครามเมืองทรอยเป็นศึกชิงนางเพื่อกู้ศักดิ์ศรี มันเป็นข้ออ้างในการทำสงครามเพื่อควบคุมเศรษฐกิจและเส้นทางการค้าในทะเลอีเจียนต่างหาก ดังนั้นความสวยของเฮเลนไม่ใช่ประเด็น เป็นแค่ข้ออ้าง
จุดน่าสนใจจุดหนึ่งที่โนแลนเติมเข้าไปในหนังคือ บาดแผลบนใบหน้าของเฮเลนแห่งทรอย สะท้อนด้านโหดร้ายของสงคราม ชี้ว่าสงครามไม่ปรานีใคร แม้แต่ราชินี แผลเป็นนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของความเลวร้ายของสงคราม
หนังมีข้อด้อยกระจายไป แต่พอมองข้ามได้ เช่น บางท่อนพูดเรื่องปรัชญาชีวิตเหมือนเลกเชอร์ หรือการใช้ภาษาแบบใหม่ คำว่าฟักเฟิกลอยมา เหมือนบอกคนอ่านว่า เรากำลังทำหนังฉากปัจจุบันอยู่
หนังความยาวเกือบสามชั่วโมงนี้มีลายเซ็นของโนแลนอย่างเหนียวแน่น การตัดต่อ การสลับภาพ หลายฉากคล้าย The Dark Knight Rises หรือ Inception
แต่อย่าคาดหวังความสนุกจากการรบแบบ Gladiator หรือ Kingdom of Heaven เป็นหนังคนละม้วนกัน
ผู้กำกับหลายคนเดินซ้ำรอยความสำเร็จของตน ดูเหมือนโนแลนจะไม่อยู่ในกลุ่มนั้น
9.5/10
(ฉายทางโรงภาพยนตร์)
วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่ The MEB
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
บันทึก
18
18
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย