เมื่อวาน เวลา 12:00 • ธุรกิจ

9 ปี 'เคเอฟซี' ในมือ 'ไทยเบฟ' โตแกร่ง เสริมพอร์ตธุรกิจอาหาร แต่จ่อขายกิจการ

"ไทยเบฟ" ขายเหล้าเบียร์ สร้างความมั่งคั่งอาณาจักรแสนล้าน แต่ "อาหาร" การทำกำไรยังไม่มีเสถียรภาพ แต่ "เคเอฟซี" จิ๊กซอว์เสริมแกร่ง ผ่านไป 9 ปี สู่ประเด็นขายกิจการทั้งที่ทำกำไรให้บริษัท
เมื่อเหล้าคือความมั่งคั่ง แต่ธุรกิจอาหาร "ไทยเบฟ" คือความท้าทาย เพราะต้องแก้โจทย์ “ขาดทุน” อย่างต่อเนื่อง
ข่าวใหญ่ในแวดวงธุรกิจร้านอาหารคงต้องยกให้ประเด็น “ไทยเบฟ” จ่อขายกิจการแฟรนไชส์ร้าน “เคเอฟซี” ไก่ทอดเบอร์ 1 ของโลก โดยมีการแต่งตั้ง Bank of America สำรวจความเป็นไปได้
ความน่าสนใจคือ “ไทยเบฟ” จะขาย..ต้องการขาย “เคเอฟซี” จริงๆหรือ เพราะหากประเมินการดำเนินธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน(QSR) ประเภทไก่ทอด ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย เพราะมาทีหลัง แต่เปิดร้านแซงทุกแฟรนไชส์ “หน้าเก่าทุนใหญ่” จนก้าวเป็น “เบอร์ 1” ของแฟรนไชส์ 3 รายที่มีสาขามากสุด ทั้งยังเป็นผู้สานฝันให้ “เคเอฟซี” ในประเทศไทย มีร้านเสิร์ฟลูกค้าครบ 77 จังหวัด หลังดำเนินธุรกิจมายาวนานถึง 41 ปี
📌 ธุรกิจร้านอาหารกำไรไม่นิ่ง
ภาพใหญ่บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) คืออาณาจักรเครื่องดื่มและอาหารมูลค่า “แสนล้านบาท” ความยิ่งใหญ่ ไม่เพียงมีฐานทัพธุรกิจในประเทศไทยอย่างแข็งแกร่ง แต่ยังสยายปีกสู่ภูมิภาค กลายเป็น Top 10 ของบริษัทเครื่องดื่มที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหรือมาร์เก็ตแคปสูงสุด
เสาหลักทำเงินแสนล้านบาทให้กับ “ไทยเบฟ” คือ “เหล้า-เบียร์” จนทำให้ชื่อของ “เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” ผู้ก่อตั้งอาณาจักรได้รับสมญานาม “ราชันย์น้ำเมา” และปัจจุบันมี “เจ้าสัวหนุ่ม ฐาปน สิริวัฒนภักดี” สื่บสานความยิ่งใหญ่ต่อ
อีกเสาหลักคือ “เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์” ที่มีสามารพัดแบรนด์ในมือ แต่สัดส่วนยังไม่มาก แม้จะมีการ “เบ่งพอร์ตโฟลิโอนอนแอลฯ” ให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม แต่ฝั่ง เหล้า เบียร์ ก็พยายามสร้างการเติบโตไม่ลดละ
ส่วนเสาหลัก “ธุรกิจอาหาร” ที่แม้จะเทียบกับผู้ประกอบการในเซ็กเตอร์เดียวกัน การต่อกรสมน้ำสมเนื้อ ศักดิ์ศรีความยิ่งใหญ่ไม่ด้อยกว่าใคร เพราะติด 1 ใน 4 หรือ 5 รายที่ทำรายได้สูงสุด
ทว่า ความท้าทายของ “ธุรกิจอาหาร” คือการเผชิญ “ขาดทุน” เป็นระลอก พอกิจการโผล่พ้นน้ำหายใจหายคอพอมีกำไรหลักล้าน จนถึงหลักสิบล้านบาท อีกสักพักกำไรหล่นหายกลายเป็น “ขาดทุน” อีกครั้ง สะท้อนการไม่มีเสถียรภาพมากนัก
ตัวอย่างปี 2568(ปีงบประมาณ ต.ค.67-ก.ย.68)ผลประกอบการของไทยเบฟ รายได้อู้ฟู่กว่า 3.33 แสนล้านบาท กำไรสุทธิกว่า 3.11 ล้านบาท แต่ธุรกิจอาหารมีรายได้จากการขาย 2.18 หมื่นล้านบาท ลดลง 1.7% ที่สำคัญ “ขาดทุน 128 ล้านบาท” จากปีก่อนที่มีกำไร 301 ล้านบาท
ส่วนครึ่งปี 2569 ธุรกิจอาหาร มีรายได้จากการขาย 1.13 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ “กำไรสุทธิ” 69 ล้านบาท ลดลง 44.4% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของค่าเสื่อมราคาจากการขยายสาขาร้านอาหาร และการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้นั่นคือเหตุผลที่ไทยเบฟรายงาน
📌 QSR มาแรงแซงทุกแบรนด์
ทั้งนี้ มิติของยอดขายที่เพิ่มขึ้น แม้เพียงเล็กน้อย 1.6% ทว่าแรงหนุนการเติบโตต่อเนื่องคือ “ธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน” หรือ QSR ซึ่งก็คือ “แบรนด์เคเอฟซี” ที่ฝ่าวงล้อมเศรษฐกิจกำลังซื้อได้ อีกทั้งทำผลงานโดดเด่นเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆในพอร์ตโฟลิโอ ที่บริษัทมีมากมาย เช่น ชาบูชิ โออิชิ บุฟเฟต์ โออิชิ อีทโตะ บ้านสุริยาศัย เลิศเหลา สโมสร ฯ รวมแล้วมากถึง 30 แบรนด์
สำหรับครึ่งปีแรก 2569 ไทยเบฟ มีการขยายร้านอาหารอย่างต่อเนื่อง รวมทุกแบรนด์มีร้านให้บริการลูกค้า 878 สาขา นับย้อน 9 ปี สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ได้ “เคเอฟซี” ​มาไว้ จำนวนร้านอาหารทั้งพอร์ตเติบโตถึง 56% จาก 561 สาขา
ส่วนแรงขับเคลื่อนสำคัญธุรกิจอาหาร เกิดจากการพัฒนาเมนูนวัตกรรม เสิร์ฟผู้บริโภค มอบประสบการณ์ทานอาหารที่ร้านผ่านการปรับโฉมร้านใหม่ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายหรือโปรโมชัน กระตุ้นลูกค้าเข้าร้าน เพิ่มยอดขายร้านเดิม(Same-Store Sales Growth) ทั้งหมดดำเนินการผ่าน 3 กลยุทธ์ ได้แก่ Rebase Rebuild และ Return
📌 “เคเอฟซี” แกร่งในมือ “ไทยเบฟ”
เคเอฟซี ทำตลาดในประเทศไทย 41 ปี โดย “ซีอาร์จี” ในกลุ่มเซ็นทรัล คือรายแรกที่นำร้านอาหาร QSR และ “ไก่ทอด” มาให้คนไทยได้รู้จัก
ปัจจุบัน เคเอฟซี มี 3 แฟรนไชส์ทำหน้าที่ขยายสาขาไปทั่วไทย ได้แก่ ซีอาร์จี ไทยเบฟ และอาร์ดี แม้ไทยเบฟ จะมาทีหลัง แต่กลับมาแรงแซงทุกราย ด้วยการเปิดสาขาทะลุ 500 สาขา เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งเป็นผู้มีบทบาททำให้ “เคเอฟซี” มีร้านครบ 77 จังหวัด เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดย “แม่ฮ่องสอน” คือหมุดหมายสุดท้ายที่แบรนด์เสิร์ฟไก่ทอดไปถึง และถือเป็นจังหวัดที่ “ยากสุด” ในด้านโลจิสติกส์ แต่ด้วยศักยภาพของ “ยักษ์ใหญ่ไทยเบฟ” โดยมีบริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด บริหารเคเอฟซี ทำให้บรรลุผล
1
ณ เดือนมีนาคม 2569 เคเอฟซี มีร้านเสิร์ฟลูกค้า 1,226 สาขา และไทยเบฟ ครองสัดส่วนร้านกว่า 500 สาขา
ในด้านผลประกอบการ “เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย” ที่มีเพียง “เคเอฟซี” ทำรายได้ปี 2568 มูลค่ากว่า 1.12 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.26% และมี “กำไรสุทธิ” จำนวนกว่า 441 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.66%
มีกำไรสุทธิที่เติบโตต่อเนื่อง 3 ปี แล้วไทยเบฟจะ “ขายกิจการเคเอฟซี” ตามที่เป็นข่าวหรือไม่ เป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อ เพราะขณะนี้บริษัทไม่มีการออกมายอมรับหรือปฏิเสธในเรื่องนี้
📌 รอยต่อสัญญาแฟรนไชส์สัญญา 10 ปี
สำหรับบทบาทแฟรนไชส์ซีของแบรนด์ระดับโลก โดยทั่วไปจะมีระยะเวลา 10 ปี การต่อสัญญาใหม่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าก่อนหมดสัญญาอยู่แล้ว กรณีที่ไม่ชัดเจนว่า “รายเดิม” จะได้รับความไว้วางใจเป็นพันธมิตรต่อหรือไม่ จะเห็นการแตะเกียร์ว่างเบาๆ หรือการยังไม่ดำเนินธุรกิจเชิงรุกมากนัก หนึ่งในตัวอย่างของ แบรนด์เบอเกอร์ระดับโลก ที่เพิ่งต่อสัญญาแฟรนไชส์ซีกับเจ้าเดิม เมื่อบรรลุการเจรจา ประกาศเดินหน้าเปิดสาขาเพิ่ม “เท่าตัว” ในอนาคต
ดังนั้น การเดินทางของ “ไทยเบฟ” ในการควบ “เคเอฟซี” ให้เติบโตมา 9 ปีกว่าแล้ว นับตั้งแต่ปี 2560 ที่ทุ่มเงิน 1.14 หมื่นล้านบาท ซื้อร้านเคเอฟซี 240 สาขามาต่อยอดสร้างการเติบโต ห้วงเวลานี้จึงเป็น “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ของการไปต่อในฐานะพันธมิตร
อย่างไรก็ตาม ไทยเบฟ มีร้านอาหาร 30 แบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอ สร้างรายได้รวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท ทว่า “เคเอฟซี” แบรนด์เดียวกลับทำเงินมากถึง 50% ของทั้งพอร์ต
ตลาดไก่ทอดมีมูลค่าราว 3 หมื่นล้านบาท “เคเอฟซี” เป็นไก่ทอดไร้เทียมทาน ที่คู่แข่งเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดได้ยาก เพราะแทบจะ “กวาดเรียบ” ทั้งตลาด แม้ก่อนหน้านี้จะมียักษ์ใหญ่ “ปตท.” มาลงสนามไก่ทอด ดึงแบรนด์ เท็กซัส ชิคเก้นมาสู้ แต่หลังคว้าสิทธิ์แฟรนไชส์ 10 ปีทำตลาดในไทย สุดท้ายต้องยกธง ไม่ไปต่อ
ปัจจุบันตลาด QSR ไก่ทอด ยังมีผู้เล่นใหญ่แต่ยังเป็น “ตัวประกอบ” ชิงขุมทรัพย์ เช่น ไก่ทอดเกาหลีบอนชอนของกลุ่มไมเนอร์ ฟู้ดฯ และ วิงสต๊อป(Wingstop) ใต้ร่มเงาเอสแอนด์พี รวมถึงโอ้กะจู๋ ที่ปั้น Joe Wings ลงแข่งอีกราย
โฆษณา