เมื่อวาน เวลา 17:09 • ความคิดเห็น

กับคำถามคุ้นหู “ตายแล้วไปไหน”

ปีที่แล้วผมเคยเล่าว่า ชีวิตผมเหวี่ยงรุนแรงคล้ายกับ “นิทานดอกไม้ไฟ” ที่ครั้งหนึ่งเคยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เปล่งประกายสุกสว่าง แล้วก็ร่วงตกลงสู่พื้นดิน ล่วงเลยมาจนถึง...ปีนี้ วิกฤตนั้น...ก็ยังไม่สิ้นสุด มันยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และยังไม่รู้เลยว่า...จะจบลงเมื่อใด
หลายคนอาจชอบอ่านเรื่องราวความสำเร็จ หรือล้มเหลวของใครคนนั้นคนนี้ (ผมก็ชอบ : อ่านในฐานะสื่อบันเทิง) แต่พอมันเกิดเหตุการณ์นี้กับตัวเองเต็มๆ พูดได้เต็มปากเลยว่า “ไม่สนุกเลย” เพราะมันหมายถึง “ความเป็นความตาย” ถ้าหากหลุดจากตรงนี้ไปไม่ได้ ก็ยังไม่รู้เลยว่า จะไปโผล่...ที่ตรงไหน
ณ เวลานี้ได้แต่ส่งคำปลอบใจตัวเองแรงๆ ว่า “เราต้องผ่านไปให้ได้” บางคราวก็รู้สึกสะท้อน-สะเทือนใจอย่างลึกซึ้ง จนบรรยายไม่ถูก ในวันที่ต้องแบกหน้าที่กร้านกรำ ถึงแม้จะเต็มไปด้วยริ้วรอยเพราะอายุ แต่ลึกๆ ยังคงรู้สึกอับอาย ในวันที่จำต้องยอมถอดทุกสิ่งทุกอย่างลง เพียงเพื่อคำว่า “เอาตัวให้รอด” หากใครเคยมีประสบการณ์เช่นเดียวกัน คงพอเข้าใจได้ T_T)
เมื่อ #วันล้ออายุ เวียนมาบรรจบในวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ผมมีอายุครบ 54 ปีเต็ม ในความเชื่อของชาวจีน (รวมถึงคนไทย) ว่าเลข 4 (四) ในภาษาจีนกลาง ออกเสียงว่า “ซื่อ” ซึ่งไปพ้องเสียงกับคำว่า “สื่อ” (死) ที่แปลว่า “ตาย” ทำให้คนจีนแผ่นดินใหญ่และประเทศที่รับอิทธิพลวัฒนธรรมนี้พากันหลีกเลี่ยงเลข 4
แต่ในทางกลับกัน ชาวจีนกลุ่มภาษาถิ่น เช่น ชาวแต้จิ๋ว กลับมองว่าเลข 4 เป็นเลขมงคล เพราะออกเสียงว่า “สี่” ซึ่งไปพ้องกับคำว่า “สี่” (喜) ที่แปลว่า “ความมงคล” หรือ “ความสุข”
ส่วนตัว...ผมชอบเลข 4 นะ และไม่เคยใส่ใจคำพ้องเสียอะไรพวกนั้น แต่ที่เอ่ยถึง...เพราะเป็นความเชื่อของคนในสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมจีน ซึ่งดูจะกลายเป็น Global Culture เข้าไปทุกวันๆ
ผมยังชอบระลึกถึงบทกลอนที่กล่าวว่า “นึกถึงความตายสบายนัก มันหักรักหักหลงในสงสาร บรรเทามืดโมหันต์อันธกาล ทำให้หาญหายสะดุ้งไม่ยุ่งใจ” ประพันธ์โดย สุนทรภู่ กวีเอกของไทย (คำว่า “สงสาร” ในคำกลอนไม่ได้แปลว่า “ความสงสาร” แต่ (น่าจะ) ย่อมาจาก “วัฏสงสาร, สังสารวัฏ หรือ สงสารวัฏ” ที่แปลว่า “การเวียนว่ายตายเกิด” ในคติพุทธศาสนา)
การระลึกถึงความตายสม่ำเสมอดีอย่างไร ? ดี ในแง่ที่ช่วยตักเตือนเราไม่ให้ประมาท หากยังไม่บรรลุธรรมขั้นสูง คงต้องยอมรับตามความเป็นจริงว่า “ไม่มีใครหรอกที่...ไม่กลัวตาย” อีกทั้ง “ความกลัวตาย” ยังเป็นมูลเหตุขั้นลึกซึ้ง ที่บีบบังคับให้สัตว์จำต้องสืบพันธุ์ รวมไปถึงการกระทำกรรมต่างๆ (ทั้งชั่วและดี) ถึงแม้จะกลัวมาก...แค่ไหนก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ทุกๆ ปลายทางของการเกิด ก็คือ “ความตาย” อย่างแน่นอน มิใช่หรือ?
ปีนี้นอกจากชีวิตผมยังเหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลง และดูยังไม่สิ้นสุดลงแล้ว ยังมีเรื่องสุขภาพของคนใกล้ชิดในครอบครัว ที่พยากรณ์ได้ว่าไม่สู้ดีนัก (อาจเรียกได้ว่าเข้าขั้น “นับถอยหลัง”) ซึ่งนำพาความรู้สึกสะเทือนใจซ้ำซ้อนเข้าไปอีก
แต่....หากมองกลับกันในแง่ดี เมื่อชีวิตได้บอกใบ้ล่วงหน้าให้แล้วว่า ทางเดินข้างหน้า...กำลังใกล้จะสิ้นสุดลง การเตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้พร้อมไว้ก่อน เพื่อฝากฝังอะไรๆ ไว้กับคนที่อยู่ข้างหลัง ในวันที่ยังมีเวลา ก็น่าจะดี (มาก) กว่า การด่วนจากไปแบบปุบปับ ชนิดที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว หรือไม่ได้เตรียมอะไรไว้ก่อนล่วงหน้าเลย จริงไหม?
ปีนี้ผมขอยกพระธรรมเทศนาของ หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรมในงานศพคุณป้าโหน่ง เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2567 มีเนื้อหาที่น่าสนใจ สื่อถึง “การเตรียมความพร้อมเมื่อจะตาย” ต้นคลิปท่านปรารภว่า “ธรรมะที่พูด (ที่ท่านกำลังแสดงอยู่) เพื่อสื่อความเข้าใจเท่านั้น แต่ธรรมะของจริงของแท้ (กำลัง) นอนอยู่ในโลง...สอนเรา เกิดแล้วแก่ แล้วเจ็บ แล้วตาย”
มีช่วงหนึ่งที่ท่านพูดถึง “ตายแล้วไปไหน” น่าสนใจดีครับ เริ่มนาทีที่ 00:17:04 ท่านกล่าวว่า
“เมื่อก่อนหลวงพ่อชอบไปงานศพนะ งานอื่นไม่ไปหรอก ไม่ชอบ ไปงานศพนะ ใจมันพิจารณาธรรมะ เออคนนี้เค้าแสดงธรรมะให้เราเห็นแล้ว เค้าตายให้เราดูแล้ว ก่อนตายบางคนรวย บางคนมีชื่อเสียง มีอะไรต่ออะไรมากมาย สุดท้ายไม่มีอะไรเลย ที่จะติดตัวไปได้ เหลือความดีความเลว
ถึงเวลาจะเผาศพลูกหลานก็มาอ่านประวัติ ไปฟังเรารู้จักคนนี้ดี คนที่ตาย ฟังประวัติแล้วไม่รู้ประวัติใคร ทำไมมันดีเหลือเกิน อวยกันไป ตามธรรมเนียม แล้วก็อธิษฐานขอให้ไปสวรรค์ ไม่ต้องอธิษฐาน คนเราตายปุ๊บเกิดปั๊บ ตายเมื่อไหร่ก็เกิดเมื่อนั่นแหละ ไม่ต้องรอให้เราอธิษฐานส่งไปที่โน่นส่งไปที่นี่หรอก สิ่งที่ส่งเค้าได้คือ “กรรม” และกรรมสำคัญคือกรรมของตัวเค้าเองนั่นแหละ
กรรมที่เราส่งให้บุญที่เราส่งให้ บางทีก็ได้รับ บางทีก็ไม่ได้รับ โอกาสที่ได้รับมีไม่มากหรอก อย่างถ้าตายปุ๊บไปเกิดเป็นหมา กรวดน้ำไปให้ หมาไม่รู้เรื่อง หรือไปเกิดเป็นคน เราทำบุญไปให้ เค้าไม่รู้เรื่องหรอก ไปเป็นเทวดา พอตายปุ๊บขึ้นไปบนสวรรค์ พวกเทวดามาแสดงความยินดี ไอ้คนที่เพิ่งขึ้นไปใหม่บอก เดี๋ยวหมดการต้อนรับจะกลับมาเยี่ยมญาติมิตร ไม่ทันหรอก ญาติมิตรตายไปหมดแล้ว เวลาของมนุษย์กับสวรรค์ ความเร็วแตกต่างกัน ระดับความเร็วไม่เท่ากัน มิติมันต่างกัน
งั้นจะไปเป็นเทวดาเนี่ย เราทำบุญให้ไม่รู้เรื่อง ไม่ได้รับหรอก ยิ่งไปเป็นพรหม ไม่ได้สนใจใครเลย ทำความสงบเข้ามา หรือไปเกิดเป็นสัตว์นรก สัตว์นรกไม่รู้เรื่อง ชีวิตจมแต่ความทุกข์ รันบุญไม่ได้ ตัวที่รับส่วนบุญได้จริงๆ มีเปรตอยู่พวกนึงนะ เค้าเรียก “ปรทัตตูปชีวีเปรต”1. (อ่านว่า ปอ-ระ-ทัด-ตู-ปะ-ชี-วี) เปรตพวกนี้มันมีสภาวะที่ใกล้เคียงกับคนมากเลย ทางอีสานบางทีก็ไปเรียกพวกนี้ว่าพวก “บังบด”2. น่ะ เคยได้ยินมั้ยพวกบังบด
พวกบังบดเนี่ยชอบไปอยู่ใกล้ๆ ครูบาอาจารย์ เมื่อก่อนก็มีคนนึงนะ ไปงานศพหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี พอไปเผาศพเสร็จนะ อีกวันนึง เค้ายังพักอยู่ที่วัดสาขา เค้าได้ยินเสียงคนกำลังอพยพ ขาข้าวขนของ ต้อนวัวต้อนควาย พวกเนี้ยสภาวะมันเหมือนคนเลยนะ มันทำมาหากินอะไรคล้ายๆ คน ถามดูว่าจะไปไหน บอกจะย้ายที่อยู่ละ ตรงนี้ไม่มีเนื้อนาบุญอยู่ ไม่ได้รับส่วนบุญละ ก็จะหนีไปอยู่ที่อื่น ที่ยังมีครูบาอาจารย์ที่ยังภาวนาอยู่
เนี่ยคนไม่เอาไหนนะ กระทั่งเปรตมันยังไม่อยากอยู่ด้วยเลย มันยังย้ายบ้านหนี อพยพกัน พากันไป เนี่ยมันมีสัตว์น้อยชนิดนะ ที่ว่าเราทำบุญแล้วก็รับได้ เพราะงั้นเราไม่รู้ ว่าเราตายแล้วจะไปเป็นสัตว์ชนิดไหน เพื่อความปลอดภัย เราสร้างบุญสร้างกุศลของเรา ด้วยตัวของเราเองไว้ก่อน ไม่ต้องมารอให้คนอื่นเค้ามาอุทิศให้ ๛
ฟังคลิปฉบับเต็มด้านล่าง ที่มา: facebook ▸Dhamma.com
ในวาระที่ #วันล้ออายุ เวียนมาครบรอบอีกครั้งในปี 2569 (2026) ขอฝากเตือนตัวเองไว้เพียงเท่านี้
พ่อไก่อู
จิด.ตระ.ธานี
#Jitdrathanee
เชิงอรรถ:
1. “ปรทัตตูปชีวีเปรต” (อ่านว่า ปอ-ระ-ทัด-ตู-ปะ-ชี-วี) คือ เปรตที่ต้องอาศัยผลบุญจากผู้อื่นจึงจะมีชีวิตอยู่ได้ พวกเขาหิวโหยมากแต่กินอาหารปกติไม่ได้ ต้องรอให้ญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เท่านั้น
ในบรรดาเปรตหลายประเภท มีเพียง ปรทัตตูปชีวีเปรต เท่านั้นที่สามารถรับส่วนบุญจากญาติได้ เปรตประเภทอื่นจะไม่สามารถรับได้เลย
2. บังบด / ผีบังบด: ตามความเชื่อพื้นบ้านและคติชนอีสาน คือมนุษย์หรืออมนุษย์จำพวกหนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนคนปกติ มีวิถีชีวิต เลี้ยงสัตว์ ทำไร่ทำนา แต่มีอิทธิฤทธิ์สามารถหายตัวได้ อาศัยอยู่ในป่าลึกหรือตามภูเขา และมักอยู่ในมิติที่ซ้อนทับกับโลกมนุษย์
โดยคำว่า “บัง” แปลว่า ซ่อนเร้น และ “บด” แปลว่า ร่มหรือเงา รวมกันคือการซ่อนตัวอยู่ในเงาหรือในมิติที่มนุษย์ทั่วไปมองไม่เห็น
▸ Link tree:

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา