เมื่อวาน เวลา 23:23 • ไลฟ์สไตล์

- ค่าของเงิน -

ในชีวิตของผู้เขียนผ่านร้อนผ่านหนาวมาค่อนข้างยาวนาน นั่นหมายความว่ายุคที่ผู้เขียนยังเป็นเด็กคือช่วงเวลาที่อยู่ในยุค 90 นั่นเอง
เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ในวัยที่ผู้เขียนเริ่มรู้ความ เริ่มรู้จักใช้เงินไปซื้อขนมกินเองได้แล้วนั้น
เงิน 1 บาทในสมัยนั้นมีค่ากับผู้เขียนมาก สำหรับเด็กอายุห้าขวบ เพียงแค่ซื้อไอติมได้หนึ่งอันในราคา 1 บาท ถือว่าชีวิตในวันนั้นประสบความสำเร็จแล้ว
เด็กๆ ในสมัยก่อนเงิน 5 บาท 10 บาทถือเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากในขณะนั้น
……….
เพราะในสมัยก่อนเศรษฐกิจและสังคมค่าของเงินไม่ได้สูงเท่ากับยุคนี้ อาชีพส่วนใหญ่ของคนในสมัยก่อน คือการทำการเกษตรเสียเป็นส่วนใหญ่
และมูลค่าของเงินและอัตราแลกเปลี่ยนไม่ได้สูงเท่ากับทุกวันนี้
เงินหลักหมื่นเมื่อ 30 ปีที่แล้วเทียบเท่าได้กับเงินหลักแสนของในยุคปัจจุบันเลยก็ว่าได้
เพราะฉะนั้นคุณค่าของเงินสมัยก่อน อาจจะดูไม่ได้มากมายและค่อนข้างได้มาอย่างยากลำบากพอสมควร โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดแบบครอบครัวของผู้เขียน
……….
อาชีพรับจ้างหรือเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักของคนไทยเมื่อสมัย 30-40 ปีที่แล้ว การศึกษาในยุคนั้น หากใครอยากเรียนต่อในระดับที่สูงกว่ามัธยม พ่อแม่แม่ก็ต้องทำงานหนักหรือตัวเองก็หาทางส่งตัวเองเรียน
นึกย้อนกลับไปทีไรผู้เขียนมักจะยิ้มกับเงินเหรียญห้าขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณสองเซ็น ซึ่งถือเป็นเงินเหรียญที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ผู้เขียนเคยเห็นมา
จะว่าไปตอนอยู่อนุบาลผู้เขียนยังมีโอกาสได้ใช้เงินเหรียญ สลึงและเหรียญ 50 สตางค์อยู่เลย
แต่ก็ทันได้ใช้แค่แป๊บเดียวหลังจากนั้นค่าเงินในช่วงชีวิตในวัยเด็กของผู้เขียนก็เริ่มสตาร์ตอยู่ที่ 1 บาทขึ้นไป
……….
พอมาถึงยุคปัจจุบันถึงแม้จะยังมีการใช้เงินเหรียญบาทอยู่ แต่อัตราแลกเปลี่ยนในการซื้อขายสินค้าแทบจะไม่มีให้เห็นว่าเงิน 1 บาทซื้ออะไรได้บ้าง
เงิน 20 บาทไม่พอสำหรับอาหารหนึ่งมื้อในยุคปัจจุบันเสียด้วยซ้ำ(ในที่นี้ผู้เขียนหมายถึงอาหารตามสั่งหรืออาหารสำเร็จรูปที่เราต้องซื้อกิน)
มูลค่าของเงินเปลี่ยนไปมากจากเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว แม้แต่ทองคำที่เมื่อก่อนราคาไม่ถึงหมื่นปัจจุบันราคาเกือบแตะหลักแสนก็มีมาให้เห็นแล้ว
……….
คนจำนวนไม่น้อยในยุคนี้เริ่มมองหารายได้มากกว่าหนึ่งช่องทาง เนื่องจากค่าครองชีพและและมูลค่าทางสังคมก็สูงขึ้นไม่ต่างกัน
นั่นเพราะมูลค่าของเงินและเศรษฐกิจโลกความเจริญก้าวหน้าทำให้มูลค่าของเงินเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก
สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนนำมาเปรียบเทียบและเห็นได้ชัดมากก็คือ ถึงแม้เมื่อก่อนมูลค่าของเงินจะไม่ได้สูงมากและอาจไม่ได้มีช่องทางหารายได้มากเท่ากับยุคปัจจุบัน
……….
แต่การแข่งขันทางสังคมที่ใช้เป็นตัวแปรก็ไม่ได้สูงเท่ากับคนในสังคมปัจจุบันนี้
และสิ่งที่ตามมาก็คือการแข่งขันในชีวิตที่สูงลิบลิ่วนี้เอง ที่ทำให้สังคมของคนในยุคสมัยใหม่เปลี่ยนไป
การเติบโตมากับความเชื่อว่าต้องดิ้นรนหาเงินเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของตัวเองให้เทียบเท่ากับคนในสังคม
จนบางครั้งก็ทำลายสังคมของมิตรภาพและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปค่อนข้างมากนั่นเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่มองว่าคนในสังคมคือ “คู่แข่ง”
……….
ในมุมมองของผู้เขียน สังคมไทยในปัจจุบันดูจะให้น้ำหนักกับฐานะทางการเงินมากขึ้น จนหลายครั้งรู้สึกว่ามันกลายเป็นส่วนหนึ่งของการยอมรับทางสังคม
ในหลายบริบท ฐานะทางการเงินดูจะกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยของการยอมรับทางสังคม
ใช่ว่าในสมัยก่อนเงินจะไม่ถูกตีค่าเหมือนในยุคปัจจุบัน แต่ผู้เขียนเพียงจะบอกว่ามูลค่าของเงินในสมัยก่อนไม่ได้ถูกตีค่าทางสังคมมากเท่ากับในยุคปัจจุบัน
เพราะในสมัยก่อนในชนบทต่างจังหวัดมีเพียงไม่กี่อาชีพในชุมชนทำให้ความเท่าเทียมในสังคมไม่ได้แตกต่างกันมากดังเช่นในตอนนี้
……….
ผู้เขียนหวังอยู่ภายในใจลึกๆว่า การตีคุณค่าทางสังคมจากตัวเงิน จะแปรเปลี่ยนเป็นการตีค่าจากความเป็นมนุษณ์ที่เท่าเทียมกันมากกว่า
บางคนพยายามดิ้นรน จนล้มเหลวทางการเงิน แต่เราก็ไม่ควรตีค่าเขาจากความล้มเหลวนั้นไม่ใช่หรือ?
บางครั้งเราอาจต้องแยกแยะคุณค่าความเป็นคนออกจากมูลค่าของตัวเงินเสียก่อน จึงจะทำให้มุมมองทางสังคมเปลี่ยนไปอีกรูปแบบหนึ่ง
…เพราะสองสิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องเดินไปในทิศทางเดียวกันเสมอ
……….
เราสามารถลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมจากปัจจัยด้านการเงินได้
ความสำเร็จหรือความร่ำรวยก็ไม่ได้เป็นตัววัดว่าบุคคลเหล่านั้นมีอำนาจทางสังคมเหนือคนอื่นๆ
คุณค่าของความเป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันต่างหากที่เป็นตัววัดได้ดีกว่ามูลค่าทางการเงิน
ต้องบอกก่อนว่านี่…คือความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตในรูปแบบของตัวเอง
……….
และบทความนี้ไม่มีการชี้ถูกหรือผิดเกี่ยวกับคนที่เข้ามาอ่านหรือมีความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป
ผู้เขียนเพียงอยากนำเสนอแนวคิดตามประสบการณ์และความรู้สึกของผู้เขียนที่ผ่านมาเท่านั้นเอง
ทั้งนี้ผู้เขียนเพียงอยากให้สังคมเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันโดยเท่าเทียมเป็นสำคัญ
โดยที่ไม่มีมูลค่าทางเงินตรามาเป็นตัวแบ่งแยกหรือตีกรอบทางสังคมให้แก่กันและกันมากจนเกินไป
……….
(เพราะการให้เกียรติและเคารพกันในฐานะมนุษย์ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสังคมที่น่าอยู่มากกว่าการตัดสินกันด้วยคำว่า ‘เงิน’)
#ชีวิตในวงเล็บ
~ โดย กาลเวฬา ~
โฆษณา