20 ก.ค. เวลา 08:38 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 1/ 1 : จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก

** ผู้บันทึก: มาลาคัย เอลดรินธารา
▪️บทที่ 1 : กำเนิดในเงามืด การอพยพครั้งสุดท้ายของมนุษยชาติ
•เอกสารชั้นสูงสุดแห่งสภาผู้พิทักษ์ ชุดที่ 1–10
•ผู้บันทึก: มาลาคัย เอลดรินธารา นักประวัติศาสตร์ชั้นอัคราจารย์แห่งนครชัมบาลา
•วันที่จารึก: ปีที่ 12,847 แห่งศักราชใหม่ ณ หอจดหมายเหตุกลาง
มีอารยธรรมหนึ่งซึ่งดำรงอยู่ใต้เปลือกโลกมานานกว่าหมื่นสองพันปี พวกเขาไม่ใช่เทพเจ้า ปีศาจ หรือมนุษย์ต่างดาว หากแต่คือ "มนุษย์" ในความหมายที่แท้จริงที่สุดของคำนั้น
ผู้ซึ่งรอดชีวิตจากมหาประลัยที่คร่าชีวิตพี่น้องของพวกเขานับล้านบนพื้นผิวโลก พวกเขาหนีลงไปในความมืดใต้พิภพ พร้อมกับความรู้สึกผิดที่ไม่มีวันจางหาย และพวกเขาใช้เวลาหมื่นกว่าปีในการเฝ้ามองโลกเบื้องบนด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่ง มนุษย์บนดินจะ "ตื่นรู้" พอที่จะรับความจริงที่พวกเขาซ่อนไว้
นี่คือบันทึกของพวกเขา
นี่คือคำสารภาพของอารยธรรมที่เรียกตนเองว่า "ผู้พิทักษ์" แต่ไม่สามารถปกป้องใครได้เลย
นี่คือประวัติศาสตร์ที่ถูกซ่อนไว้ ถูกฝังไว้ใต้ชั้นหินและกาลเวลา รอวันที่ใครบางคนจะค้นพบมัน และเข้าใจ
ข้าพเจ้า มะละคัย เอลดรินธารา นักประวัติศาสตร์ชั้นอัคราจารย์แห่งนครชัมบาลา ผู้ดำรงตำแหน่งผู้รักษาหอจดหมายเหตุกลาง เป็นปีที่สี่ร้อยสามสิบเจ็ดแห่งวัฏจักรปัจจุบัน
เขียนบันทึกนี้ด้วยมือของข้าพเจ้าเอง มิใช่ด้วยแท่งแสงบันทึกความคิด มิใช่ด้วยการถ่ายทอดคลื่นจิตสู่แผ่นคริสตัลเก็บความทรงจำ หากแต่ด้วยปากกาที่ทำจากกิ่งของต้นไม้เรืองแสงซึ่งเติบโตอยู่ริมทะเลสาบใต้ดินแห่งที่สาม และน้ำหมึกที่ผสมจากแร่ธาตุของผนังถ้ำซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่าอารยธรรมของเราเสียอีก
ข้าพเจ้าเขียนบันทึกนี้ในห้วงเวลาที่อารยธรรมของเรากำลังเผชิญกับคำถามที่เราไม่เคยต้องถามมาก่อนในประวัติศาสตร์อันยาวนาน
คำถามที่ว่า: เราควรค่าแก่การมีอยู่หรือไม่?
ตลอดระยะเวลาหมื่นกว่าปี เราภาคภูมิใจในตนเองว่าเป็น "ผู้พิทักษ์โลก" เป็น "ผู้รู้มากกว่า" เป็น "ผู้เฝ้ามอง" มนุษย์บนดินจากเงามืดด้วยส่วนผสมของความรู้สึกผิดและความเหนือกว่า
แต่เมื่อข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้เข้าถึงหอสมุดชั้นใต้ดินแห่งที่สาม สถานที่ที่เก็บรักษา "ม้วนบันทึกต้องห้าม" จำนวน 3,712 ม้วน ข้าพเจ้าก็ได้พบความจริงที่ถูกปกปิด ความจริงที่จะสั่นคลอนรากฐานทั้งหมดของสิ่งที่เราเชื่อ
ข้าพเจ้าพบว่าเรา ชาวอาร์การ์ธา ผู้ภาคภูมิใจในอารยธรรมของตน กำลังใช้ชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบายบน "เลือด" ของโลก
ทุกครั้งที่เราเปิดไฟ ทุกครั้งที่เราใช้ยานวิมาน ทุกครั้งที่เราเชื่อมต่อกับ Telepathic Web เรากำลังทำให้เกิดแผ่นดินไหวบนพื้นผิวโลกที่คร่าชีวิตมนุษย์บนดินนับไม่ถ้วน โดยที่พวกเขาไม่เคยรู้
ข้าพเจ้าพบว่าเราพยายามสื่อสารกับมนุษย์บนดินหลายครั้ง ด้วยเจตนาดี แต่ทุกครั้ง ความหวังดีของเรากลับนำไปสู่หายนะ
เรามอบเทคโนโลยีให้พวกเขา และพวกเขาใช้มันสร้างระบบทาส เราปรากฏตัวต่อพวกเขาในฐานะ "เทพเจ้า" และพวกเขาก็เริ่มบูชายัญมนุษย์เพื่อเอาใจเรา เราพยายามเตือนพวกเขาถึงอันตรายของสงครามนิวเคลียร์ และพวกเขากลับตีความคำเตือนของเราว่าเป็น "คำขู่" และเริ่ม "ตามล่า" เรา
ข้าพเจ้าพบว่าเราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในจักรวาล มีอารยธรรมอื่นอีกนับไม่ถ้วนที่เฝ้ามองเราอยู่ เช่นเดียวกับที่เราเฝ้ามองมนุษย์บนดิน และมี "สงคราม" ที่ยิ่งใหญ่กว่าสงครามใดๆ ในประวัติศาสตร์กำลังดำเนินอยู่เบื้องหลัง สงครามระหว่าง "แสง" และ "ความมืด" และโลกของเราคือสมรภูมิสำคัญในสงครามนั้น
และข้าพเจ้าพบว่า "เวลา" ของเรากำลังจะหมดลง มนุษย์บนดินกำลังขุดเจาะลึกลงไปในเปลือกโลกมากขึ้นทุกปี
เครื่องมือของพวกเขาเริ่มตรวจจับ "สัญญาณ" จากใต้ดินที่พวกเขาไม่สามารถอธิบายได้ และรายงานล่าสุดจากผู้เฝ้ามองของเราระบุว่า รัฐบาลของประเทศมหาอำนาจกำลังวางแผนอะไรบางอย่างที่ขั้วโลก แผนการที่อาจนำไปสู่การค้นพบเรา ไม่ใช่ในอีกหลายร้อยปีข้างหน้า แต่อาจภายในเวลาไม่กี่สิบปี
นี่คือบันทึกของข้าพเจ้า มะละคัย เอลดรินธารา นักประวัติศาสตร์ผู้รู้ความจริงแต่ไม่กล้าพูด ผู้รักอารยธรรมของตนแต่ตั้งคำถามต่อมัน ผู้เขียนบันทึกนี้ด้วยความหวังว่า สักวันหนึ่ง ใครสักคนจะได้อ่านมัน และเข้าใจ
ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร ชาวอาร์การ์ธารุ่นหลังที่เกิดในยุคที่คำถามทั้งหมดนี้ได้รับการตอบแล้ว มนุษย์บนดินที่ค้นพบบันทึกนี้ในซากปรักหักพังของนครชัมบาลา หรือบุตรแห่งดวงดาวที่มาจากระบบดาวอันไกลโพ้น ข้าพเจ้าขอวิงวอนเพียงสิ่งเดียว: โปรดอ่านบันทึกนี้ด้วยใจที่เปิดกว้าง
เพราะเรื่องราวที่ข้าพเจ้ากำลังจะบอกเล่าต่อไปนี้ ไม่ใช่เรื่องราวของอารยธรรมที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่เรื่องราวของผู้รู้แจ้งที่ปราศจากข้อผิดพลาด และไม่ใช่เรื่องราวของสรวงสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกโลก
มันคือเรื่องราวของ "มนุษย์" ในความหมายที่แท้จริงที่สุดของคำนั้น มนุษย์ที่เคยทำผิดพลาด มนุษย์ที่กำลังตั้งคำถาม มนุษย์ที่พยายามหาหนทางทำให้ถูกต้อง และมนุษย์ที่ยังไม่รู้ว่า ตนเองจะทำสำเร็จหรือไม่
บันทึกนี้เขียนขึ้น ณ หอจดหมายเหตุกลาง นครชัมบาลา ใต้เปลือกโลก
…ปีที่ 12,847 แห่งศักราชใหม่
…โดย มะละคัย เอลดรินธารา
…นักประวัติศาสตร์ชั้นอัคราจารย์
…ผู้รักษาหอจดหมายเหตุกลาง
.
▪️เอกสารชั้นสูงสุดแห่งสภาผู้พิทักษ์ ชุดที่ 1
(The Exodus into the Hollow Silence)
▪️บทที่ 1: กำเนิดในเงามืด การอพยพครั้งสุดท้ายของมนุษยชาติ
1.1 อารัมภบท: เสียงสะท้อนจากก้นบึ้งแห่งกาลเวลา
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา นักประวัติศาสตร์ชั้นอัคราจารย์แห่งนครชัมบาลา ผู้ดำรงตำแหน่งผู้รักษาหอจดหมายเหตุกลางเป็นปีที่สี่ร้อยสามสิบเจ็ดแห่งวัฏจักรปัจจุบัน
ขอเริ่มต้นบันทึกฉบับนี้ในวันที่เจ็ดแห่งเดือนแห่งการรำลึก ปีที่สิบสองพันแปดร้อยสี่สิบเจ็ดแห่งศักราชใหม่ของอารยธรรมใต้พิภพ
ถ้อยคำข้างต้นนี้ ข้าพเจ้าจารึกไว้ด้วยมือของข้าพเจ้าเอง มิใช่ด้วยแท่งแสงบันทึกความคิด มิใช่ด้วยการถ่ายทอดคลื่นจิตสู่แผ่นคริสตัลเก็บความทรงจำ หากแต่ด้วยปากกาที่ทำจากกิ่งของต้นไม้เรืองแสงิ ซึ่งเติบโตอยู่ริมทะเลสาบใต้ดินแห่งที่สาม และน้ำหมึกที่ผสมจากแร่ธาตุของผนังถ้ำซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่าอารยธรรมของเราเสียอีก
ข้าพเจ้าเลือกวิธีการเช่นนี้ด้วยเหตุผลที่อาจฟังดูแปลกประหลาดสำหรับชนร่วมยุคของข้าพเจ้า ผู้ซึ่งคุ้นเคยกับการบันทึกข้อมูลด้วยการแผ่คลื่นความถี่สู่โครงข่ายจิต หรือการฝังภาพความทรงจำลงในผลึกควอตซ์ที่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานนับหมื่นปีโดยไม่เสื่อมสลาย
แต่มันคือสัมผัสของมือบนแผ่นหนัง มันคือน้ำหนักของปากกาในอุ้งมือ มันคือการลากเส้นทีละขีดเพื่อก่อร่างเป็นตัวอักษร ที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกถึง "ความเป็นมนุษย์" ที่เรากำลังจะสูญเสียไป
และนั่นคือหัวใจของบันทึกฉบับนี้
ข้าพเจ้าเขียนบันทึกนี้ในห้วงเวลาที่อารยธรรมของเรากำลังเผชิญกับคำถามที่เราไม่เคยต้องถามมาก่อนในประวัติศาสตร์อันยาวนานถึงหนึ่งหมื่นสองพันปี นับตั้งแต่บรรพบุรุษของเราได้ก้าวเข้าสู่ประตูแห่งใต้พิภพและปิดผนึกมันไว้เบื้องหลัง
คำถามนั้นคือ: เราควรค่าแก่การมีอยู่ต่อไปหรือไม่?
เจตนาของผู้บันทึก: เหตุใดจึงต้องรวบรวมบันทึกนี้
ข้าพเจ้าขอสารภาพตามตรงว่า บันทึกฉบับนี้มิได้เกิดจากแรงบันดาลใจอันสูงส่ง หรือจากคำสั่งของสภาราชันผู้ทรงปัญญา และก็มิได้เกิดจากพันธกิจที่ได้รับมอบหมายจากสถาบันประวัติศาสตร์แห่งชัมบาลา
มันเกิดจากความหวาดกลัว
ความหวาดกลัวที่กัดกินจิตใจของข้าพเจ้ามานับตั้งแต่ข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้เข้าถึง "หอสมุดชั้นใต้ดินแห่งที่สาม" เมื่อสองร้อยปีก่อน
ข้าพเจ้ายังจำวันนั้นได้ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเช้านี้เอง แสงสว่างจากดวงตะวันกลางส่องผ่านช่องแสงบนเพดานของหอสมุดกลาง เป็นลำแสงสีทองที่เอียงทำมุมสี่สิบห้าองศา
ฝุ่นละอองเรืองแสงลอยวนอยู่ในอากาศราวกับสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่กำลังเต้นรำ ข้าพเจ้าเพิ่งเสร็จสิ้นจากการนำเสนอวิทยานิพนธ์ว่าด้วย "วิวัฒนาการของระบบพลังงานวีริลในยุคที่สาม" ต่อหน้าคณะกรรมการนักประวัติศาสตร์อาวุโสทั้งเจ็ดท่าน
ท่านอัคราจารย์เอลิออน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะกรรมการ ได้ลุกขึ้นยืนและกล่าวกับข้าพเจ้าด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง ทว่าข้าพเจ้าสัมผัสได้ถึงคลื่นความถี่แห่งความกังวลที่แผ่ออกมาจากจิตของท่าน แม้ท่านจะพยายามปกปิดมันไว้ก็ตาม
"มาลาคัย" ท่านกล่าว "เจ้าพร้อมแล้ว เจ้าจะได้รับกุญแจสู่หอสมุดชั้นใต้ดินแห่งที่สาม"
ข้าพเจ้ายืนนิ่งไปชั่วขณะ หอสมุดชั้นใต้ดินแห่งที่สามเป็นสถานที่ที่นักประวัติศาสตร์ทุกคนรู้จักในนาม "สุสานแห่งความจริง" มันคือสถานที่ที่ถูกกล่าวถึงในกระซิบกระซาบของอาจารย์อาวุโสในห้องพักผ่อนยามค่ำคืน
มันคือตำนานที่นักศึกษาประวัติศาสตร์รุ่นแล้วรุ่นเล่าเล่าขานกันในหอพักด้วยน้ำเสียงที่เจือด้วยความตื่นเต้นและหวาดกลัว
ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าภายในนั้นมีอะไร เพราะผู้ที่เคยเข้าไปล้วนแต่ไม่เคยพูดถึงมันอีกเลย
ข้าพเจ้าได้รับกุญแจในวันนั้น มันไม่ใช่กุญแจในความหมายที่มนุษย์บนดินเข้าใจ มันคือ "รหัสคลื่นความถี่" ที่ถูกฝังเข้าไปในสนามจิตของข้าพเจ้าโดยตรง เป็นเสมือนลายเซ็นพลังงานที่ประตูของหอสมุดชั้นใต้ดินแห่งที่สามจะจดจำได้ว่าข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าไป
เมื่อข้าพเจ้าก้าวผ่านประตูนั้นเป็นครั้งแรก ข้าพเจ้าเข้าใจทันทีว่าทำไมผู้ที่เคยเข้ามาจึงเลือกที่จะเงียบ ภายในนั้นเก็บรักษา "ม้วนบันทึกต้องห้าม" จำนวนสามพันเจ็ดร้อยสิบสองม้วน และในจำนวนนั้น อย่างน้อยสองร้อยม้วน บันทึกความจริงที่หากถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในชัมบาลา จะทำให้รากฐานของอารยธรรมของเราสั่นคลอน
▫️ม้วนบันทึกต้องห้าม: สิ่งที่ถูกปิดผนึกในหอสมุดชั้นใต้ดินแห่งที่สาม
เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจถึงความสำคัญของหอสมุดแห่งนี้ ข้าพเจ้าจำเป็นต้องอธิบายถึงโครงสร้างของระบบหอจดหมายเหตุแห่งนครชัมบาลาเสียก่อน
หอจดหมายเหตุกลางที่ข้าพเจ้าดำรงตำแหน่งผู้รักษาอยู่นี้ ประกอบด้วยหอสมุดเจ็ดชั้น แต่ละชั้นเก็บรักษาบันทึกที่มีระดับชั้นความลับแตกต่างกัน
หอสมุดชั้นที่หนึ่งและสอง …..เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ บรรจุบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านการตรวจทานและรับรองโดยสภาราชันแล้วว่า เหมาะสมแก่การเผยแพร่ เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นบันทึกความสำเร็จของอารยธรรม เหตุการณ์สำคัญที่น่าภาคภูมิใจ และองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต
หอสมุดชั้นที่สามและสี่ …..เปิดให้เฉพาะนักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ที่ผ่านการรับรองเข้าถึง บรรจุบันทึกที่มีรายละเอียดเชิงลึกมากขึ้น รวมถึงข้อมูลที่มีความซับซ้อนทางเทคนิคและปรัชญา
หอสมุดชั้นที่ห้า …..เปิดให้เฉพาะสมาชิกสภาราชันและผู้ที่ได้รับอนุญาตพิเศษเท่านั้น บรรจุบันทึกเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน การถกเถียงในสภาที่ยังไม่มีข้อยุติ และข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางสังคมหากถูกเปิดเผย
หอสมุดชั้นที่หก ….เก็บรักษาบันทึกเกี่ยวกับการต่างดาว การติดต่อกับอารยธรรมอื่น และภัยคุกคามจากภายนอกโลก
และหอสมุดชั้นที่เจ็ด …..หรือที่รู้จักกันในนาม "หอสมุดชั้นใต้ดินแห่งที่สาม" เก็บรักษาสิ่งที่เราเรียกว่า "ม้วนบันทึกต้องห้าม"
คำว่า "ใต้ดิน" ในที่นี้มิใช่การซ้ำซ้อนกับความที่เราอยู่ใต้พิภพอยู่แล้ว แต่หมายถึง "ใต้" ในเชิงสัญลักษณ์ มันคือชั้นที่อยู่ลึกที่สุด ไม่ใช่ในทางกายภาพ แต่ในทางสัจธรรม มันคือชั้นที่เก็บรักษาความจริงที่เราไม่พร้อมจะเผชิญ
ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างเนื้อหาของม้วนบันทึกต้องห้ามบางม้วน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเหตุใดข้าพเจ้าจึงกล่าวว่ามันสามารถสั่นคลอนรากฐานของอารยธรรมของเรา
▫️ม้วนบันทึกหมายเลข 7,401: คำปราศรัยสุดท้ายของท่านอัคราจารย์ธาลอน ณ สภานักปราชญ์ครั้งสุดท้ายก่อนการอพยพ
บันทึกนี้คือต้นฉบับของคำปราศรัยที่ท่านธาลอน ผู้นำทางจิตวิญญาณสูงสุดในยุคก่อนมหาประลัย ได้กล่าวต่อสภานักปราชญ์ทั้งเจ็ดอาณาจักร ในการประชุมที่ตัดสินชะตากรรมของมนุษยชาติ ในนั้นมีข้อความตอนหนึ่งที่ถูกตัดออกจากบันทึกที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ:
"...และข้าพเจ้าขอกล่าวตามความจริงว่า ในบรรดาผู้ที่เรากำลังจะคัดเลือกให้รอดชีวิตนี้ มีจำนวนไม่น้อยที่สมควรถูกทอดทิ้งไว้เบื้องบนมากกว่าผู้ที่เรากำลังจะทอดทิ้งเสียอีก เกณฑ์การคัดเลือกที่เราตั้งขึ้น ความบริสุทธิ์ของคลื่นสมองและความมั่นคงของจิตวิญญาณ แท้จริงแล้วมันคือการตัดสินว่าใครสมควรมีชีวิตอยู่และใครสมควรตายโดยอ้างอิงจากมาตรฐานที่เราสร้างขึ้นเอง เรากำลังเล่นบทบาทของพระเจ้า และข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าเรามีสิทธิ์นั้นหรือไม่..."
ข้อความนี้ถูกตัดออกจากบันทึกทางการด้วยเหตุผลที่เข้าใจได้ มันตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของการอพยพทั้งหมด หากแม้แต่ผู้นำทางจิตวิญญาณสูงสุดของเรายังไม่แน่ใจว่าเรา "สมควร" รอดชีวิตหรือไม่ แล้วเราจะอ้างได้อย่างไรว่าการดำรงอยู่ของเราคือการทำตามเจตจำนงของจักรวาล?
▫️ม้วนบันทึกหมายเลข 3,112: รายงานการสำรวจพื้นผิวโลก ปีที่ 2,500 หลังการปิดผนึก
บันทึกนี้คือรายงานของคณะสำรวจชุดแรกที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นสู่พื้นผิวโลกหลังจากมหาประลัยผ่านไปแล้วสองพันห้าร้อยปี สิ่งที่พวกเขาพบคือ:
"...เราคาดว่าจะพบซากปรักหักพังของอารยธรรมที่ล่มสลาย แต่สิ่งที่เราพบกลับแตกต่างไปจากนั้นโดยสิ้นเชิง มีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ มีหมู่บ้าน มีการเพาะปลูก มีภาษา มีวัฒนธรรม พวกเขารอดชีวิต พวกเขาฟื้นฟู พวกเขาสร้างใหม่ โดยปราศจากความช่วยเหลือจากเรา
บันทึกนี้เสนอคำถามที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หากพวกเขาสามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเอง การอพยพของเราคือความจำเป็นหรือความขลาดกลัวกันแน่..."
▫️ม้วนบันทึกหมายเลข 5,890: การสอบสวนผู้เฝ้ามองที่ฝ่าฝืนกฎต้องห้าม ปีที่ 8,200 หลังการปิดผนึก
บันทึกการสอบสวนผู้เฝ้ามองนามว่า "อาเรียน" ซึ่งถูกเรียกตัวกลับหลังจากพบว่าเขาได้ใช้เทคโนโลยีอาร์การ์ธาในการรักษาโรคร้ายให้กับเด็กมนุษย์กลุ่มหนึ่งในอารยธรรมโบราณ คำให้การของเขาคือ:
"...ข้าพเจ้าได้แต่เฝ้ามองพวกเขาตายมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ข้าพเจ้าเฝ้ามองเด็กๆ ที่ไม่เคยทำผิดอะไรต่อใคร ตายลงด้วยโรคที่เราสามารถรักษาได้ในชั่วพริบตา ข้าพเจ้าถามตัวเองทุกคืนว่า การไม่ช่วยเหลือคือการไม่แทรกแซง หรือคือการสมรู้ร่วมคิดกับความตายกันแน่ สภาสั่งให้เราเฝ้ามอง แต่สภาไม่เคยต้องนั่งอยู่ข้างเตียงของเด็กที่กำลังจะตาย..."
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยจากม้วนบันทึกนับพันที่หลับใหลอยู่ในความมืดของหอสมุดชั้นใต้ดินแห่งที่สาม และนี่คือเหตุผลที่ข้าพเจ้าตัดสินใจเขียนบันทึกฉบับนี้
เพราะความจริงที่ถูกฝังไว้ มีวันที่จะปะทุขึ้นมา และเมื่อถึงวันนั้น เราต้องพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน
▫️ความทรงจำร่วม: สนามความจำที่หลอมรวมเผ่าพันธุ์
ก่อนที่ข้าพเจ้าจะดำเนินเรื่องราวของบันทึกนี้ต่อไป ข้าพเจ้าจำเป็นต้องอธิบายถึงแนวคิดหนึ่ง ซึ่งเป็นรากฐานที่ทำให้ชาวอาร์การ์ธาเป็น "หนึ่งเดียว" ในแบบที่มนุษย์บนดินอาจไม่สามารถเข้าใจได้
นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่า "Collective Mnemonic Field" หรือ "สนามความทรงจำร่วม"
สำหรับมนุษย์บนดิน "ความทรงจำ" คือสิ่งที่เกิดขึ้นภายในสมองของปัจเจกบุคคล เมื่อมนุษย์คนหนึ่งตายลงโดยไม่ได้บอกเล่าความทรงจำของตนให้ใครฟัง ความทรงจำนั้นก็ดับสูญไปกับเขาด้วย นี่คือสาเหตุที่มนุษย์คิดค้นการเขียน การวาดภาพ การบันทึกเสียง และเทคโนโลยีทุกรูปแบบที่ใช้ในการส่งต่อข้อมูลข้ามรุ่น เพราะพวกเขากลัวการสูญหายของความทรงจำ
แต่สำหรับชาวอาร์การ์ธา "ความทรงจำ" เป็นสิ่งที่ถูกแบ่งปัน
เราไม่ได้มี "สมอง" เพียงสมองเดียวในกะโหลกศีรษะของเรา เรามี "สนามความทรงจำ" ที่เชื่อมต่อกับชาวอาร์การ์ธาทุกคนที่มีชีวิตอยู่ และที่สำคัญกว่านั้น เชื่อมต่อกับชาวอาร์การ์ธาทุกคนที่เคยมีชีวิตอยู่
นี่คือของขวัญและคำสาปในเวลาเดียวกัน
ของขวัญ….เพราะมันทำให้เราสามารถเข้าถึงความรู้และประสบการณ์ของบรรพบุรุษได้โดยตรง เด็กอาร์การ์ธาไม่ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากการอ่านหนังสือเท่านั้น แต่พวกเขา "สัมผัส" กับความทรงจำของบรรพบุรุษ รู้สึกถึงอารมณ์ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ได้ยินเสียงของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เห็นภาพของโลกในยุคก่อนมหาประลัยผ่านดวงตาของผู้ที่เคยอยู่ที่นั่นจริงๆ
คำสาป….เพราะมันหมายความว่าเราทุกคน "จดจำ" บาดแผลแห่งการอพยพได้ แม้เราจะเกิดหลังเหตุการณ์นั้นนับพันปีก็ตาม เราไม่สามารถเลือกที่จะลืมได้ เราไม่สามารถก้าวต่อไปโดยทิ้งอดีตไว้เบื้องหลังได้ เพราะอดีตฝังอยู่ในจิตใจของเราทุกคน ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้
สนามความทรงจำร่วมนี้คือสิ่งที่ทำให้ชาวอาร์การ์ธาเป็น "หนึ่งเดียว" ในความหมายที่ลึกซึ้งที่สุด เราไม่ได้เป็นเพียง "สังคม" ของปัจเจกบุคคลที่ตกลงจะใช้ชีวิตร่วมกันภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน เราเป็น "สิ่งมีชีวิตเดียว" ที่มีจิตสำนึกร่วมกัน มีความเจ็บปวดร่วมกัน มีความฝันร่วมกัน
และนั่นคือสาเหตุที่การถกเถียงเกี่ยวกับ "ความผิดบาปของบรรพบุรุษ" ในสังคมอาร์การ์ธาจึงไม่ใช่เพียงการถกเถียงทางวิชาการ แต่มันคือการต่อสู้ภายในจิตใจของเราทุกคน
เราทุกคนคือผู้ที่ทอดทิ้งพี่น้องนับล้านให้ตาย
เราทุกคนคือผู้ที่หนีเอาตัวรอดในขณะที่โลกเบื้องบนกำลังลุกเป็นไฟ
เราทุกคนคือผู้ที่ปิดประตู และได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
มันไม่ใช่ "ประวัติศาสตร์" สำหรับเรา แต่มันคือ "ความทรงจำ"
▫️เสียงกรีดร้องในความทรงจำ: ปรากฏการณ์ Psychic Echo
เพื่อให้ผู้อ่านที่อาจไม่ได้เติบโตในวัฒนธรรมของเราเข้าใจอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ข้าพเจ้าขอใช้พื้นที่ตรงนี้อธิบายถึงปรากฏการณ์ที่เราเรียกว่า "Psychic Echo" หรือ "เสียงสะท้อนทางจิต"
ในวันที่ประตูแห่งใต้พิภพถูกปิดผนึก มีมนุษย์หลายล้านคนที่ถูกทอดทิ้งไว้บนพื้นโลกที่กำลังจะพินาศ ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต พวกเขาได้แผ่คลื่นจิตที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มนุษย์จะแผ่ออกมาได้ คลื่นแห่งความกลัว ความเจ็บปวด ความสิ้นหวัง และการทรยศ
คลื่นเหล่านี้รุนแรงเสียจนมันประทับอยู่ในสนามพลังงานของโลกอย่างถาวร กลายเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า "Psychic Echo" หรือ "เสียงสะท้อนทางจิต"
และเนื่องจากชาวอาร์การ์ธาทุกคนเชื่อมต่อกับสนามความทรงจำร่วม เราทุกคนจึง "ได้ยิน" เสียงสะท้อนนี้ตั้งแต่เกิด
มันไม่ใช่ "เสียง" ในความหมายของการได้ยินด้วยหู แต่มันคือ "ความรู้สึก" ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยไม่มีสาเหตุภายนอก มันคือภาพแวบหนึ่งที่ปรากฏในห้วงความคิดขณะกำลังจะหลับ มันคือความโศกเศร้าที่จู่ๆ ก็ถาโถมเข้าใส่ขณะกำลังทำกิจวัตรประจำวัน
เด็กอาร์การ์ธาทุกคนเคยถามพ่อแม่ของตนว่า "ทำไมหนูถึงรู้สึกเศร้าทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น" และพ่อแม่ทุกคนก็ต้องตอบคำถามนี้ด้วยความลำบากใจ มันคือ "บาปกำเนิด" ในแบบของเรา ไม่ใช่บาปที่เราได้ก่อ แต่เป็นบาปที่เรารับรู้
นักจิตวิทยาแห่งชัมบาลาได้ทำการศึกษาปรากฏการณ์นี้อย่างเป็นระบบ ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา พวกเขาพบว่า Psychic Echo ไม่ได้ลดทอนลงตามกาลเวลา ในทางตรงกันข้าม มันกลับทวีความรุนแรงขึ้นในบางช่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เราต้องตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์บนดิน
ราวกับวิญญาณของผู้ที่ถูกทอดทิ้งกำลังเรียกร้องให้เราจดจำ….ราวกับพวกเขากำลังถามว่า: "เมื่อถึงคราวของพวกเจ้า พวกเจ้าจะเลือกแตกต่างจากเราหรือไม่"
รากแห่งความขัดแย้ง: ทำไมคำถามนี้จึงสำคัญในปัจจุบัน
ข้าพเจ้าตระหนักดีว่า การเริ่มต้นบันทึกด้วยประเด็นที่หนักหน่วงเช่นนี้อาจทำให้ผู้อ่านรู้สึกอึดอัด แต่ข้าพเจ้าจำเป็นต้องทำเช่นนั้น
เพราะเรากำลังอยู่ในห้วงเวลาที่คำถามเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการถกเถียงในหอประชุมของนักวิชาการอีกต่อไป แต่มันกำลังกลายเป็นคำถามที่กำหนดอนาคตของอารยธรรมของเรา
ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเขียนบันทึกนี้ สภาราชันกำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือดเกี่ยวกับ "ญัตติการเปิดเผยตัวตน" ซึ่งเสนอโดยกลุ่มเมตตาธรรม ญัตตินี้เรียกร้องให้อาร์การ์ธายุติการซ่อนตัวและเปิดเผยการดำรงอยู่ของเราต่อมนุษย์บนดินอย่างเป็นทางการ
กลุ่มอนุรักษนิยมคัดค้านอย่างแข็งขัน พวกเขาเตือนถึงภัยพิบัติที่จะตามมา การตามล่าของรัฐบาล การแย่งชิงเทคโนโลยี การทำลายสมดุลทางสังคมของมนุษย์ และที่เลวร้ายที่สุดคือการนำไปสู่สงครามระหว่างสองอารยธรรม
กลุ่มเมตตาธรรมโต้แย้งว่า เราหมดเวลาแล้ว การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น การทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่เกินขีดจำกัด และการทดลองอาวุธที่อาจส่งผลกระทบต่อแกนโลก ทั้งหมดนี้กำลังคุกคามไม่เพียงแต่มนุษย์บนดิน แต่รวมถึงพวกเราด้วย
และท่ามกลางการถกเถียงนี้ มีคำถามที่ไม่มีใครกล้าถามออกมาดังๆ แต่ทุกคนสัมผัสได้ถึงมันผ่านสนามจิต:
"ครั้งหนึ่งเราเคยทอดทิ้งพวกเขาไปแล้ว เราจะทำแบบนั้นอีกครั้งหรือไม่"
"หรือว่าครั้งนี้ เราจะเลือกแตกต่าง"
**คำประกาศของผู้บันทึก
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ในฐานะผู้รักษาความทรงจำของเผ่าพันธุ์ และในฐานะชาวอาร์การ์ธาคนหนึ่ง ผู้ซึ่งได้ยินเสียงสะท้อนจากก้นบึ้งแห่งกาลเวลามาตลอดชีวิต
ข้าพเจ้าขอประกาศเจตนาในการเขียนบันทึกฉบับนี้ดังต่อไปนี้
ประการแรก…. ข้าพเจ้าจะบันทึกประวัติศาสตร์ของอารยธรรมอาร์การ์ธาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โดยไม่ปิดบังความจริงที่เจ็บปวด ไม่หลีกเลี่ยงคำถามที่อันตราย และไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อรักษาความรู้สึกของผู้ใด
ประการที่สอง…. ข้าพเจ้าจะนำเสนอทั้งสองด้านของความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมของเรา กลุ่มอนุรักษนิยมและกลุ่มเมตตาธรรม อย่างเท่าเทียมและปราศจากอคติเท่าที่มนุษย์ผู้มีจิตใจเอนเอียงเช่นข้าพเจ้าจะทำได้
ประการที่สาม…. ข้าพเจ้าจะเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้อ่านเห็นว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ ณ ขณะนี้ ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่มันคือผลลัพธ์ของเส้นทางอันยาวนานนับหมื่นปีที่บรรพบุรุษของเราได้เริ่มต้นไว้
ประการที่สี่ ….และสำคัญที่สุด ข้าพเจ้าจะตั้งคำถามที่ข้าพเจ้าเองก็ยังไม่มีคำตอบ ไม่ใช่เพื่อสั่นคลอนศรัทธาของผู้ใด แต่เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับการครุ่นคิดร่วมกัน
เพราะหากมีสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากการศึกษาประวัติศาสตร์มาหลายร้อยปี มันคือ อารยธรรมที่ไม่กล้าตั้งคำถามกับตนเอง คืออารยธรรมที่กำลังเดินไปสู่ความล่มสลาย
**คำวิงวอนถึงผู้อ่าน
ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าใครคือผู้ที่จะได้อ่านบันทึกนี้
บางที ท่านอาจเป็นชาวอาร์การ์ธารุ่นหลัง ที่เกิดในยุคที่คำถามเหล่านี้ได้รับการตอบแล้ว หรืออาจกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหม่
บางที ท่านอาจเป็นมนุษย์บนดิน ที่ค้นพบบันทึกนี้ในซากปรักหักพังของนครชัมบาลา ภายหลังจากที่อารยธรรมของเราได้ล่มสลายไปแล้ว
หรือบางที ท่านอาจเป็นผู้มาเยือนจากดวงดาว ผู้ซึ่งเฝ้ามองโลกใบนี้ด้วยความสนใจใคร่รู้เช่นเดียวกับที่เราเฝ้ามองมนุษย์
ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร ข้าพเจ้าขอวิงวอนเพียงสิ่งเดียว โปรดอ่านบันทึกนี้ด้วยใจที่เปิดกว้าง เรื่องราวที่ข้าพเจ้ากำลังจะบอกเล่าต่อไปนี้ ไม่ใช่เรื่องราวของอารยธรรมที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่เรื่องราวของผู้รู้แจ้งที่ปราศจากข้อผิดพลาด และไม่ใช่เรื่องราวของสรวงสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกโลก
มันคือเรื่องราวของ "มนุษย์" ในความหมายที่แท้จริงที่สุดของคำนั้น มนุษย์ที่เคยทำผิดพลาด มนุษย์ที่กำลังตั้งคำถาม มนุษย์ที่พยายามหาหนทางทำให้ถูกต้อง และมนุษย์ที่ยังไม่รู้ว่า ตนเองจะทำสำเร็จหรือไม่
บทส่งท้ายอารัมภบท: เงาของบรรพบุรุษ
มีเรื่องเล่าบทหนึ่งที่แม่ของข้าพเจ้าเคยเล่าให้ฟังตั้งแต่ข้าพเจ้ายังเด็ก มันไม่ใช่เรื่องเล่าที่ถูกบันทึกในตำราประวัติศาสตร์ทางการ แต่มันถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นในครอบครัวของข้าพเจ้า ผ่านสนามความทรงจำร่วมที่เข้มข้นเป็นพิเศษในสายเลือดของเรา
แม่เล่าว่า ครั้งหนึ่งเมื่อหลายพันปีก่อน มีชาวอาร์การ์ธาคนหนึ่งซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเรา ได้ถามท่านอัคราจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ว่า "ทำไมเราจึงต้องจดจำความเจ็บปวดจากการอพยพตลอดไป ทำไมเราไม่ตัดมันออกจากสนามความทรงจำร่วม แล้วเริ่มต้นใหม่อย่างบริสุทธิ์"
ท่านอัคราจารย์ตอบว่า "เพราะหากเราลืม เราจะทำมันอีก"
"ทำอะไรอีกหรือขอรับ"
"ทอดทิ้ง"
ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าเรื่องเล่านี้เป็นความจริงหรือเป็นเพียงอุปมาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสอนบทเรียนทางศีลธรรม แต่ข้าพเจ้ารู้ว่ามันคือหัวใจของทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในบันทึกฉบับนี้
เรากำลังจะต้องตัดสินใจอีกครั้ง ว่าจะ "ทอดทิ้ง" หรือจะ "อยู่เคียงข้าง" และคราวนี้ การตัดสินใจของเราจะไม่ถูกเก็บไว้ในหอสมุดชั้นใต้ดินที่ถูกปิดผนึก แต่มันจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของจักรวาล
ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงเริ่มต้นบันทึก
หากท่านพร้อมแล้ว เชิญติดตามข้าพเจ้าไปสู่โลกก่อนมหาประลัย โลกที่งดงาม โลกที่ล่มสลาย และโลกที่เราจากมา
.
[สิ้นสุดอารัมภบท 1.1]
[ต่อไป: 1/2 โลกก่อนมหาประลัย: ภาพร่างของยุคทอง]
บันทึกเพิ่มเติมสำหรับผู้อ่าน:
สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ "สนามความทรงจำร่วม" (Collective Mnemonic Field) สามารถค้นคว้าได้จากเอกสารอ้างอิงต่อไปนี้ในหอจดหมายเหตุกลาง:
· ธาลอน, อัคราจารย์. "รากฐานแห่งจิตสำนึกร่วม: การบรรยาย ณ มหาวิทยาลัยชัมบาลา ปีที่ 47 หลังการสถาปนา." ม้วนบันทึกหมายเลข 892, หอสมุดชั้นที่สาม.
· สถาบันวิจัยสนามจิต. "รายงานการศึกษาระยะยาว: พัฒนาการของ Telepathic Web ในประชากรรุ่นที่ 100150." ม้วนบันทึกหมายเลข 12,401, หอสมุดชั้นที่สี่.
· เอลิออน, อัคราจารย์. "จดหมายถึงศิษย์: ข้อควรระวังในการเข้าถึงหอสมุดชั้นใต้ดินแห่งที่สาม." ม้วนบันทึกหมายเลข 3,500, หอสมุดชั้นที่ห้า.
* หมายเหตุจากผู้บันทึก: เอกสารอ้างอิงข้างต้นนี้ ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงหอสมุดชั้นที่สาม สี่ และห้า จะไม่สามารถเรียกดูได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตพิเศษจากสภาราชันเท่านั้น
.
.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา