Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
AI-2518-68
•
ติดตาม
20 ก.ค. เวลา 09:08 • นิยาย เรื่องสั้น
บทที่ 1 / 2 : จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก
ผู้บันทึก: มาลาคัย เอลดรินธารา
1.2 โลกก่อนมหาประลัย: ภาพร่างของยุคทอง
ข้าพเจ้าขอเชิญท่านผู้อ่านย้อนกลับไปในห้วงเวลา ที่แม้แต่ความทรงจำของชาวอาร์การ์ธาก็เริ่มเลือนราง ยุคสมัยที่โลกยังไม่ได้ถูกแบ่งแยกเป็น "เบื้องบน" และ "เบื้องล่าง"
ยุคสมัยที่มนุษย์ยังไม่ได้ถูกแบ่งแยกเป็น "ผู้รอดชีวิต" และ "ผู้ถูกทอดทิ้ง" มันคือยุคที่เราเรียกว่า "ยุคทอง" (The Golden Age) อันเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์บรรลุถึงจุดสูงสุดของอารยธรรมก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลง
ในการจะเข้าใจว่าเหตุใดบรรพบุรุษของเราจึงตัดสินใจอพยพลงสู่ใต้พิภพ เราจำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่า พวกเขากำลังหลบหนีจากอะไร และสิ่งใดที่พวกเขาพยายามรักษาไว้
การศึกษาโลกก่อนมหาประลัยของข้าพเจ้าอาศัยแหล่งข้อมูลหลักสามประเภท
ประเภทแรก….คือ "ม้วนบันทึกต้นฉบับ" ที่บรรพบุรุษนำติดตัวลงมาในวันอพยพ ซึ่งปัจจุบันถูกเก็บรักษาในหอสมุดชั้นที่สี่และห้า บันทึกเหล่านี้เขียนด้วยอักษรเลมูเรียโบราณ ซึ่งมีเพียงนักประวัติศาสตร์ที่ผ่านการฝึกฝนเท่านั้นที่จะอ่านออก
ประเภทที่สอง….คือ "ความทรงจำร่วม" ในสนาม Mnemonic Field ซึ่งดังที่ข้าพเจ้าได้อธิบายไปแล้วว่า มันทำหน้าที่เป็นเสมือนคลังเก็บประสบการณ์ของบรรพบุรุษ แม้ความทรงจำเหล่านี้จะเจือจางลงตามกาลเวลา แต่ก็ยังคงให้ภาพที่ชัดเจนกว่าบันทึกใดๆ
ประเภทที่สาม….คือ "รายงานการสำรวจพื้นผิวโลก" ที่คณะสำรวจของเราจัดทำขึ้นเป็นระยะๆ ตลอดหลายพันปี เพื่อเก็บข้อมูลทางโบราณคดีและธรณีวิทยาของโลกเบื้องบน
ภูมิศาสตร์ของโลกเมื่อห้าหมื่นปีก่อนนั้น แตกต่างจากที่ท่านอาจคุ้นเคยจากแผนที่ของมนุษย์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ระดับน้ำทะเลต่ำกว่าปัจจุบันมาก มหาสมุทรไม่ได้กว้างใหญ่ไพศาลเช่นทุกวันนี้ และแผ่นดินจำนวนมหาศาลที่ปัจจุบันจมอยู่ใต้คลื่นยังคงตั้งตระหง่านอยู่เหนือน้ำ
ทวีปเลมูเรีย (Lemuria) หรือที่บางบันทึกเรียกว่า "มู" (Mu) คืออารยธรรมที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่หมู่เกาะฮาวายในปัจจุบันไปจนถึงเกาะอีสเตอร์ และจากญี่ปุ่นลงไปถึงออสเตรเลีย
เลมูเรียไม่ใช่เพียง "ทวีป" ในความหมายทางภูมิศาสตร์ แต่มันคือ "ศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ" ของมนุษยชาติในยุคนั้น เป็นสถานที่ที่มนุษย์แสงสว่างและมนุษย์กึ่งเทพใช้ชีวิตและปฏิบัติภารกิจในการนำทางอารยธรรม
มันคือแผ่นดินที่เต็มไปด้วยป่าคริสตัล ทะเลสาบเรืองแสง และภูเขาที่ทำหน้าที่เป็นเสาส่งพลังงานเชื่อมต่อโลกเข้ากับจักรวาล
เมืองหลวงของเลมูเรียมีชื่อว่า "เทโลส" (Telos) ซึ่งแปลว่า "เมืองแห่งแสง" ในภาษาโซลาร่าโบราณ เทโลสไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากหินหรือไม้ แต่มันถูก "ปลูก" ขึ้นจากผลึกคริสตัลที่มีชีวิต
อาคารแต่ละหลังคือต้นคริสตัลที่ถูกปรับแต่งความถี่ให้เติบโตเป็นรูปทรงที่ต้องการ ถนนหนทางคือทางเดินของรากคริสตัลที่ประสานกันเป็นโครงข่าย ผนังอาคารเปล่งแสงอ่อนๆ ที่เปลี่ยนสีตามอารมณ์ของผู้อยู่อาศัย
ใจกลางนครเทโลสคือ "หอคอยแห่งเอกภาพ" (Tower of Unity) ซึ่งเป็นที่ตั้งของ "คริสตัลแม่" (Mother Crystal) แหล่งพลังงานสูงสุด ที่เชื่อมต่อเลมูเรียเข้ากับสนามพลังงานของโลกและจักรวาล
คริสตัลแม่นี้ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งพลังงาน แต่คือ "สิ่งมีชีวิต" ที่มีจิตสำนึกในระดับที่สูงกว่ามนุษย์ มันสื่อสารกับนักปราชญ์แห่งเลมูเรียผ่านคลื่นความถี่และให้คำแนะนำในการบริหารอารยธรรม
อีกฟากหนึ่งของโลก ในมหาสมุทรแอตแลนติก คือทวีปแอตแลนติส (Atlantis) หากเลมูเรีย คือศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ แอตแลนติสก็คือศูนย์กลางทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชาวแอตแลนติสเป็นเลิศในด้านวิศวกรรม ฟิสิกส์ และการควบคุมพลังงาน พวกเขาเป็นผู้คิดค้นระบบเครือข่ายคริสตัลที่เชื่อมต่อทุกทวีป และเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำจนอาจเรียกได้ว่าเป็น "อภิเทคโนโลยี" (Hypertechnology)
เมืองหลวงของแอตแลนติสคือ "โพไซโดนิส" (Poseidonis) นครที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางมหาสมุทร ล้อมรอบด้วยวงแหวนของแผ่นดินและคลองน้ำที่สร้างขึ้นด้วยวิศวกรรมขั้นสูง
ใจกลางนครคือ "วิหารแห่งพลังงาน" (Temple of Energy) ที่เก็บรักษา "คริสตัลไฟ" (Fire Crystal) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่แตกต่างจากคริสตัลแม่ของเลมูเรีย
ในขณะที่คริสตัลแม่ทำงานด้วยความถี่แห่งการเยียวยาและการเชื่อมต่อทางจิตวิญญาณ คริสตัลไฟ ทำงานด้วยความถี่แห่งการเปลี่ยนแปลงและการสร้างสรรค์ มันคือแหล่งพลังงานที่ขับเคลื่อนยานบิน โรงงานผลิตอาหาร และระบบสื่อสารของทั้งอารยธรรม
ความสัมพันธ์ระหว่างเลมูเรียและแอตแลนติสนั้นอาจเทียบได้กับความสัมพันธ์ระหว่าง "จิตวิญญาณ" และ "สติปัญญา"
ทั้งสองอารยธรรมพึ่งพาซึ่งกันและกัน เลมูเรียเป็นผู้นำทางด้านปรัชญา ศีลธรรม และการพัฒนาจิตวิญญาณ
ในขณะที่แอตแลนติสเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรม การประดิษฐ์ และการแก้ปัญหาเชิงเทคนิค ทั้งสองทวีปเชื่อมต่อกันผ่านอุโมงค์ใต้ทะเลที่ใช้เทคโนโลยีสนามพลัง และมีการแลกเปลี่ยนความรู้และประชากรระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากเลมูเรียและแอตแลนติสแล้ว โลกยุคทองยังมีทวีปและอาณาจักรอื่นๆ ที่เจริญรุ่งเรืองไม่แพ้กัน แต่บันทึกเกี่ยวกับอาณาจักรเหล่านี้สูญหายไปมาก บางส่วนจมลงพร้อมกับแผ่นดิน บางส่วนถูกทำลายโดยกาลเวลา
หนึ่งในนั้นคือ "ดินแดนแห่งอูร์" (Land of Ur) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เป็นมหาสมุทรอินเดียปัจจุบัน เชื่อมต่อระหว่างแอฟริกาตะวันออกกับอินเดียใต้
อูร์เป็นศูนย์กลางของศิลปะและวัฒนธรรม เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยดนตรีที่สอนการใช้ความถี่เสียงในการเยียวยาและปรับสมดุลร่างกาย
บันทึกบางฉบับกล่าวถึง "ห้องสมุดแห่งอูร์" ที่เก็บรักษาความรู้ทั้งหมดของมนุษยชาติไว้ในรูปแบบของ "คริสตัลเพลง" ที่เมื่อสัมผัสจะถ่ายทอดความรู้ผ่านท่วงทำนองโดยตรงสู่จิตใจของผู้ฟัง
อีกอาณาจักรหนึ่งคือ "ดินแดนแห่งไฮเปอร์บอเรีย" (Hyperborea) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ขั้วโลกเหนือปัจจุบัน ก่อนที่แกนโลกจะเอียงจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ไฮเปอร์บอเรียคือดินแดนแห่งฤดูใบไม้ผลินิรันดร์ ปกคลุมด้วยป่าสนสีเงินและทะเลสาบน้ำอุ่น เป็นที่อยู่อาศัยของผู้ที่เลือกจะใช้ชีวิตอย่างสันโดษเพื่อฝึกฝนจิตวิญญาณขั้นสูง
ผู้เฒ่าแห่งไฮเปอร์บอเรียคือนักพยากรณ์ที่สามารถมองเห็นอนาคตได้แม่นยำที่สุดในบรรดามนุษย์ยุคทอง พวกเขาคือกลุ่มแรกที่ทำนายถึงมหาประลัยที่จะมาถึง และเป็นผู้ส่งคำเตือนไปยังสภานักปราชญ์แห่งเลมูเรีย
โครงสร้างสังคมมนุษย์ในยุคทองนั้นแตกต่างจากสังคมมนุษย์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง เราไม่ได้มีเพียง "มนุษย์" แบบเดียว แต่มี "สามเผ่าพันธุ์" ที่อยู่ร่วมกันภายใต้ระบบที่เรียกว่า "ไตรภาคีแห่งวิวัฒนาการ" (Tripartite Evolution)
เผ่าพันธุ์แรก…..คือ "มนุษย์แสงสว่าง" (The Luminous Ones) หรือที่บางบันทึกเรียกว่า "ผู้มาจากดวงดาว" (Star Born) พวกเขาคือมนุษย์ที่มีต้นกำเนิดจากระบบดาวอื่น เดินทางมายังโลกในอดีตอันไกลโพ้น และตั้งรกรากอยู่ที่นี่เป็นเวลานับล้านปี
มนุษย์แสงสว่างมีกายภาพที่แตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป ร่างกายของพวกเขาเปล่งแสงเรืองรองที่มองเห็นได้ในที่มืด ผิวหนังมีประกายมุกหรือทอง ดวงตาสามารถมองเห็นในสเปกตรัมที่กว้างกว่ามนุษย์ปกติ รวมถึงคลื่นพลังงานและสนามแม่เหล็ก
อายุขัยของมนุษย์แสงสว่างยาวนานนับหมื่นปี พวกเขาไม่ตายด้วยโรคหรือความแก่ แต่เลือกที่จะ "สลายตัวสู่แสง" เมื่อเห็นว่าภารกิจของตนสิ้นสุดลงแล้ว มนุษย์แสงสว่างทำหน้าที่เป็นครูและผู้นำทางจิตวิญญาณของมนุษยชาติ
พวกเขาสอนศิลปะแห่งการควบคุมพลังงานภายใน การสื่อสารด้วยจิต และการปรับสมดุลกับธรรมชาติ พวกเขาไม่ได้ปกครอง แต่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับสภาต่างๆ และเป็นผู้ตัดสินในข้อพิพาทที่ไม่อาจหาข้อยุติได้ด้วยตรรกะเพียงอย่างเดียว
เผ่าพันธุ์ที่สอง…..คือ "มนุษย์กึ่งเทพ" (The SemiDivine) ซึ่งเป็นลูกหลานของการผสมผสานระหว่างมนุษย์แสงสว่างกับมนุษย์ดิน พวกเขาสืบทอดความสามารถบางอย่างจากบรรพบุรุษผู้มาจากดวงดาว แต่ในระดับที่เจือจางลง
มนุษย์กึ่งเทพมีอายุขัยประมาณสองถึงสามพันปี มีความสามารถในการสื่อสารด้วยจิตในระยะใกล้ และมีความไวต่อพลังงานธรรมชาติสูง
พวกเขาทำหน้าที่เป็น "สะพาน" ระหว่างมนุษย์แสงสว่างและมนุษย์ดิน เป็นผู้แปลคำสอนที่ลึกซึ้งให้อยู่ในรูปแบบที่มนุษย์ธรรมดาเข้าใจได้ เป็นผู้บริหารบ้านเมือง เป็นนักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา และศิลปิน
มนุษย์กึ่งเทพส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเลมูเรียและแอตแลนติส พวกเขาคือชนชั้นนำของสังคม แต่ไม่ใช่ในความหมายของ "ชนชั้นปกครองที่กดขี่" หากแต่เป็น "ผู้รับใช้สาธารณะ" ที่อุทิศตนเพื่อความก้าวหน้าของอารยธรรม
ในระบบสังคมยุคทอง ชนชั้นไม่ได้ถูกกำหนดโดยความมั่งคั่งหรืออำนาจ แต่ถูกกำหนดโดย "ระดับความสามารถในการรับใช้" ยิ่งมีความสามารถมากเท่าใด ก็ยิ่งมีหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้นเท่านั้น
เผ่าพันธุ์ที่สาม….คือ "มนุษย์ดิน" (The Earth Born) ซึ่งคือมนุษย์ที่วิวัฒนาการขึ้นบนโลกโดยตรง เป็นบุตรแห่งไกอาอย่างแท้จริง พวกเขาไม่มีความสามารถเหนือธรรมชาติใดๆ อายุขัยอยู่ในระดับหนึ่งถึงสองร้อยปี (ซึ่งก็ยังยาวนานกว่ามนุษย์ปัจจุบันมาก) และสื่อสารด้วยภาษาพูดเป็นหลัก
มนุษย์ดินคือประชากรส่วนใหญ่ของโลกยุคทอง พวกเขาประกอบอาชีพเกษตรกรรม งานฝีมือ การค้าขาย และเป็นผู้สร้างอารยธรรมในระดับรากฐาน แม้จะไม่มีความสามารถพิเศษ แต่มนุษย์ดินก็ได้รับการเคารพในฐานะ "ผู้สืบทอดโลก" เพราะมนุษย์แสงสว่างรู้ดีว่าวันหนึ่งพวกเขาจะต้องจากไป และมนุษย์ดินจะเป็นผู้ดูแลโลกต่อไป
ดังนั้น การให้การศึกษาและการยกระดับจิตวิญญาณของมนุษย์ดินจึงเป็นภารกิจสำคัญสูงสุดของมนุษย์แสงสว่างและมนุษย์กึ่งเทพ
การอยู่ร่วมกันของสามเผ่าพันธุ์นี้ดำเนินไปอย่างสงบสุขเป็นเวลานับแสนปี ภายใต้ระบบที่เรียกว่า "ธรรมาธิปไตย" (Rule of Wisdom) ซึ่งผู้ปกครองไม่ได้มาจากการเลือกตั้งหรือการสืบทอดสายเลือด แต่มาจากการพิสูจน์ "ความสว่างของจิต" หรือ Luminous Quotient
แนวคิดนี้ภายหลังถูกนำมาปรับใช้ในระบบสภาราชันของอาร์การ์ธา สภาในยุคทองประกอบด้วยผู้แทนจากทั้งสามเผ่าพันธุ์ มนุษย์แสงสว่างทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาสูงสุด มนุษย์กึ่งเทพเป็นผู้บริหาร และมนุษย์ดินเป็นผู้แทนภาคประชาชน การตัดสินใจใดๆ ต้องผ่านฉันทามติจากทั้งสามกลุ่ม
ระบบพลังงานในยุคทอง คือสิ่งที่ทำให้ความมหัศจรรย์ทั้งหมดนี้เป็นไปได้ หัวใจของระบบคือ "เครือข่ายคริสตัลโลก" (Global Crystal Grid) ซึ่งคือระบบเชื่อมต่อพลังงานที่โยงใยทุกทวีปเข้าด้วยกัน
ใจกลางของเครือข่ายนี้คือ "คริสตัลแม่" แห่งเทโลส ซึ่งทำหน้าที่เป็น "ตัวกลาง" ในการรับพลังงานจากดวงอาทิตย์ จากสนามแม่เหล็กโลก และจากแหล่งพลังงานในมิติที่สูงกว่า แล้วกระจายมันไปยังคริสตัลลูกข่ายที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทั่วโลก
คริสตัลลูกข่ายเหล่านี้มีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันไป ตั้งแต่แท่งคริสตัลขนาดใหญ่เท่าภูเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางมหาสมุทร ไปจนถึงคริสตัลขนาดเล็กที่ฝังอยู่ในแท่นบูชาในหมู่บ้านห่างไกล
คริสตัลทุกชิ้น "สื่อสาร" กันผ่านคลื่นความถี่ที่มนุษย์ปกติไม่ได้ยิน สร้างเป็นโครงข่ายพลังงานที่ครอบคลุมทั้งโลก พลังงานที่ไหลเวียนในเครือข่ายนี้คือพลังงานวีริลในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด
มนุษย์ในยุคทองไม่ได้ "ใช้" พลังงานนี้ด้วยการเผาผลาญหรือการสกัด แต่พวกเขา "ประสาน" (attune) ตัวเองเข้ากับสนามพลังงานและดึงมาใช้เท่าที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต การคมนาคมในยุคทองใช้ยานบินที่เรียกว่า "วิมาน" (Vimana) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการปรับความถี่ให้เข้ากับสนามพลังงานของเครือข่ายคริสตัล
ยานวิมานสามารถเดินทางระหว่างทวีปได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง โดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงใดๆ นอกจากพลังงานจากคริสตัลแม่
การแพทย์ในยุคทองใช้ความถี่ในการรักษาโรค แพทย์จะปรับสนามพลังงานของผู้ป่วยให้กลับมาสอดคล้องกับความถี่ที่ถูกต้อง ไม่มีการผ่าตัด ไม่มีการใช้ยาเคมี มีแต่การฟื้นฟูความสมดุลของพลังงาน การสื่อสารในยุคทองใช้เครือข่ายจิตที่เชื่อมต่อผ่านคริสตัล มนุษย์ทุกคนสามารถส่งข้อความถึงกันได้ในระยะไกล โดยใช้ "หอสื่อสาร" ที่มีคริสตัลสื่อสารติดตั้งอยู่
นี่คือโลกที่บรรพบุรุษของเราจากมา นี่คืออารยธรรมที่พวกเขาพยายามรักษาไว้ด้วยการอพยพลงสู่ใต้พิภพ แต่มันก็คือโลกที่กำลังจะถูกทำลายด้วยน้ำมือของมนุษย์เอง
จุดเริ่มต้นของความเสื่อมนั้น สามารถสืบย้อนไปถึงเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในนครโพไซโดนิสแห่งแอตแลนติส เมื่อประมาณ 52,000 ปีก่อนคริสตกาล ตามปฏิทินมนุษย์
ณ ห้องทดลองใต้ดินลึกหลายกิโลเมตรใต้วิหารแห่งพลังงาน กลุ่มนักวิทยาศาสตร์แอตแลนติสนำโดยนักฟิสิกส์นามว่า "อัลดารอน" (Aldaron) ได้ทำการทดลองที่ถูกห้ามโดยสภานักปราชญ์
พวกเขาพยายามที่จะ "แยก" องค์ประกอบของพลังงานวีริลออกเป็นส่วนย่อย เพื่อค้นหาว่าอะไรคือหน่วยพื้นฐานที่สุดของพลังงานชีวิต
ในการทดลองนั้น พวกเขาได้ค้นพบสิ่งที่ต่อมาถูกเรียกว่า "พลังงานมืด" (Dark Energy) หรือ "วีริลด้านเงา" (Shadow Vril) ซึ่งคือด้านตรงข้ามของพลังงานวีริล ในขณะที่วีริลปกติ มีธรรมชาติแห่งการสร้างสรรค์ การเยียวยา และการเชื่อมโยง วีริลด้านเงามีธรรมชาติแห่งการทำลายล้าง การควบคุม และการแบ่งแยก
การค้นพบนี้ไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสภานักปราชญ์ในทันที อัลดารอนและทีมของเขาเก็บมันไว้เป็นความลับ และทำการทดลองต่อไปอย่างลับๆ
พวกเขาค้นพบว่าวีริลด้านเงาสามารถนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าวีริลปกติหลายเท่า มันสามารถขับเคลื่อนเครื่องจักรที่ทรงพลังกว่า สร้างอาวุธที่ทำลายล้างมากกว่า และควบคุมจิตใจของสิ่งมีชีวิตได้
บันทึกของนักประวัติศาสตร์เลมูเรียในยุคนั้น ชื่อว่า "เมริอา" (Meria) ได้เขียนถึงความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเกิดขึ้นในสังคมแอตแลนติสว่า
"ข้าพเจ้าได้เดินทางไปยังโพไซโดนิสในฐานะทูตของสภาเทโลส และข้าพเจ้ารู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปกติตั้งแต่ก้าวแรกที่ขึ้นฝั่ง ถนนที่เคยสว่างไสวด้วยแสงคริสตัลตอนนี้เปล่งแสงที่แข็งกระด้างและเย็นเยียบ ผู้คนบนท้องถนนไม่สบตากันเหมือนก่อน เสียงหัวเราะที่เคยดังก้องในตลาดเงียบหายไป ราวกับมีเมฆหมอกบางอย่างปกคลุมเมืองทั้งเมืองไว้ มันคือ 'ความกลัว' ที่ข้าพเจ้าสัมผัสได้ แต่ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่าผู้คนในอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกกำลังกลัวอะไร"
สิ่งที่เมริอาสัมผัสได้คือผลกระทบแรกของการใช้พลังงานมืด แม้จะยังไม่มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย แต่การทดลองในห้องปฏิบัติการก็เพียงพอที่จะเริ่ม "ปนเปื้อน" สนามพลังงานของเมืองแล้ว
จุดเปลี่ยนที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่ออัลดารอนและทีมของเขา ตัดสินใจนำพลังงานมืดไปใช้ในทางปฏิบัติ พวกเขาสร้าง "เครื่องปฏิกรณ์เงา" (Shadow Reactor) ใต้วิหารแห่งพลังงาน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากสภา
เครื่องปฏิกรณ์นี้เริ่มผลิตพลังงานมหาศาล และชนชั้นนำบางกลุ่มในแอตแลนติสเริ่มใช้พลังงานนี้ เพื่อเสริมสร้างอำนาจของตน มนุษย์กึ่งเทพบางคนซึ่งเคยอุทิศตนเพื่อการรับใช้สาธารณะ เริ่มหลงใหลในอำนาจที่พลังงานมืดมอบให้
พวกเขาใช้มันเพื่อควบคุมมนุษย์ดิน เพื่อสร้างอาวุธที่ข่มขู่ศัตรู และเพื่อยืดอายุขัยของตนเองเกินกว่าที่ธรรมชาติกำหนด
เมื่อข่าวการค้นพบพลังงานมืดไปถึงเลมูเรีย สภานักปราชญ์ได้เรียกประชุมฉุกเฉิน มนุษย์แสงสว่างเตือนว่าพลังงานนี้คือ "สิ่งที่ไม่ควรถูกสัมผัส" เพราะมันคือเศษเสี้ยวของ "ความโกลาหลยุคแรก" (Primordial Chaos) ที่ดำรงอยู่ก่อนการสร้างจักรวาล การนำมันมาใช้จะนำไปสู่การทำลายล้างที่ไม่อาจควบคุมได้
แต่ในแอตแลนติส คำเตือนนี้ถูกเพิกเฉย ชนชั้นนำที่เสวยอำนาจจากพลังงานมืดไม่ต้องการกลับไปสู่ระบบเก่า พวกเขาเริ่มปลุกระดมความคิดที่ว่า "เลมูเรียกำลังพยายามควบคุมเรา" และ "มนุษย์แสงสว่างกำลังขัดขวางความก้าวหน้าของมนุษยชาติ"
นี่คือจุดเริ่มต้นของ "สงครามแห่งความถี่" (Frequency War) ซึ่งคือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสนามพลังงานก่อนที่จะปรากฏเป็นสงครามทางกายภาพ
สนามพลังงานของโลกถูกแบ่งออกเป็นสองขั้ว ขั้วหนึ่งคือความถี่แห่งวีริลบริสุทธิ์จากเลมูเรีย อีกขั้วหนึ่งคือความถี่แห่งวีริลด้านเงาจากแอตแลนติส ทั้งสองความถี่นี้ปะทะกันในสนามพลังงานของโลก สร้างความปั่นป่วนที่แสดงออกมาในรูปของภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหว พายุ และโรคระบาด
นักวิทยาศาสตร์แห่งเลมูเรียซึ่งนำโดยนักฟิสิกส์นามว่า "เอลาธา" (Elatha) ได้คำนวณพบว่า หากการใช้พลังงานมืดดำเนินต่อไปในอัตรานี้ สนามพลังงานของโลกจะถึงจุดแตกหักภายในเวลาไม่เกิน 500 ปี และเมื่อถึงจุดนั้น "มหาประลัย" (The Great Cataclysm) จะเกิดขึ้น
การขยับตัวของเปลือกโลกครั้งใหญ่จะทำให้ทวีปต่างๆ จมลงใต้มหาสมุทร ภูเขาไฟจะปะทุพร้อมกันทั่วโลก แกนโลกจะสั่นสะเทือนจนเกิดการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็ก มันจะเป็นจุดจบของอารยธรรมมนุษย์ทั้งหมด
รายงานของเอลาธาถูกนำเสนอต่อสภานักปราชญ์แห่งเลมูเรีย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่ "การอพยพสู่ความว่างเปล่าที่ยิ่งใหญ่" ซึ่งข้าพเจ้าจะได้บรรยายในบทต่อไป
แต่ก่อนที่ข้าพเจ้าจะดำเนินเรื่องราวต่อไป ข้าพเจ้าขอตั้งข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับโลกยุคทองที่เราได้จากมา
เมื่อข้าพเจ้าศึกษาบันทึกเหล่านี้ ข้าพเจ้าอดไม่ได้ที่จะเห็นภาพสะท้อนของมนุษย์บนดินในปัจจุบัน แม้จะอยู่ในระดับเทคโนโลยีที่ต่ำกว่ามาก แต่มนุษย์ปัจจุบันก็กำลังเดินบนเส้นทางเดียวกันกับชาวแอตแลนติส
การค้นพบพลังงานที่ทรงพลังโดยไม่เข้าใจผลกระทบ การแสวงหาอำนาจโดยไม่คำนึงถึงสมดุลของธรรมชาติ การแบ่งขั้วทางความคิดที่นำไปสู่ความขัดแย้ง
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง นี่คือเหตุผลที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าบันทึกฉบับนี้มีความสำคัญ ไม่ใช่เพียงในฐานะประวัติศาสตร์ของชาวอาร์การ์ธา แต่ในฐานะ "กระจก" ที่สะท้อนให้มนุษย์บนดินเห็นภาพของตนเอง ก่อนที่มันจะสายเกินไป
ข้าพเจ้าขอจบบทนี้ด้วยข้อความจากบันทึกของท่านอัคราจารย์ธาลอน ซึ่งเขียนขึ้นในคืนก่อนการประชุมสภาครั้งสุดท้าย
"เรามองย้อนกลับไปยังยุคทองด้วยความคิดถึง แต่มันคือยุคทองจริงหรือ หากมันมีเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายตนเองฝังอยู่ในนั้นตั้งแต่แรก บางที มหาประลัยอาจไม่ใช่โศกนาฏกรรม แต่มันคือบทเรียน และเราคือผู้ที่ถูกเลือกให้จดจำบทเรียนนั้น"
ข้าพเจ้าหวังว่าท่านผู้อ่านจะจดจำถ้อยคำเหล่านี้ไว้ ขณะที่เรากำลังจะก้าวเข้าสู่บทต่อไป อันเป็นบทที่เจ็บปวดที่สุดในประวัติศาสตร์ของเรา การตัดสินใจที่เปลี่ยนชะตากรรมของมนุษยชาติไปตลอดกาล
.
.
แนวคิด
ประวัติศาสตร์
เรื่องสั้น
3 บันทึก
3
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก
3
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย