21 ก.ค. เวลา 00:11 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 1/ 3 : จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก(กำเนิดในเงามืด การอพยพครั้งสุดท้ายของมนุษยชาติ)

ผู้บันทึก: มาลาคัย เอลดรินธารา
1.3 สภานักปราชญ์ครั้งสุดท้าย: การตัดสินใจที่เปลี่ยนชะตากรรม
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ขอสารภาพกับท่านผู้อ่านตามตรงว่า ในบรรดาบททั้งหมดที่ข้าพเจ้าต้องเขียนในบันทึกฉบับนี้ ไม่มีบทใดที่ข้าพเจ้ารู้สึกหวาดหวั่นเท่ากับบทนี้อีกแล้ว
บทที่ว่าด้วยสภานักปราชญ์ครั้งสุดท้ายคือหัวใจของบาดแผลทางจิตวิญญาณของชาวอาร์การ์ธาทุกคน
มันคือช่วงเวลาที่บรรพบุรุษของเราต้องตัดสินใจในสิ่งที่ไม่ควรมีมนุษย์คนใดต้องตัดสินใจ การเขียนถึงเหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ แต่คือการรื้อฟื้นความเจ็บปวดที่ฝังอยู่ในสนามความทรงจำร่วมของพวกเราทุกคน
ข้าพเจ้าขอเริ่มต้นด้วยการพรรณนาถึงสถานที่เกิดเหตุ นั่นคือ "หอประชุมเอกภาพ" (Hall of Unity) ซึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางนครเทโลส บนยอดหอคอยแห่งเอกภาพ หอประชุมนี้ เป็นสิ่งก่อสร้างที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกยุคทอง
ตัวอาคารสร้างจากแผ่นคริสตัลใสที่ถูกปรับความถี่ให้เปล่งแสงนุ่มนวลราวกับแสงจันทร์ ผนังทุกด้านฝังด้วยสัญลักษณ์เรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์ที่เคลื่อนไหวและเปลี่ยนรูปได้ตามกระแสพลังงานในห้อง
กลางห้องมีโต๊ะประชุมที่ไม่ได้ทำจากวัสดุใดๆ หากแต่คือลำแสงที่ถูกทำให้แข็งตัวเป็นรูปทรงเรขาคณิตเจ็ดเหลี่ยม แต่ละด้านของโต๊ะเป็นที่นั่งของผู้แทนจากเจ็ดอาณาจักร
องค์ประกอบของสภาในวันนั้นประกอบด้วยผู้แทนจากเจ็ดอาณาจักรแห่งโลกยุคทอง
อาณาจักรที่หนึ่งคือเลมูเรีย (Lemuria) โดยมีท่านอัคราจารย์ธาลอน (Thalon) เป็นผู้แทนหลัก พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษาอีกสามท่าน
อาณาจักรที่สองคือแอตแลนติส (Atlantis) มีท่านอัครเสนาบดีอัลดารอน (Aldaron) เป็นผู้แทนหลัก ใช่แล้ว อัลดารอนคนเดียวกับที่เคยนำการทดลองพลังงานมืด แต่ในเวลานี้เขาได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของแอตแลนติสแล้ว พร้อมด้วยคณะนักวิทยาศาสตร์อีกห้าท่าน
อาณาจักรที่สามคืออูร์ (Ur) มีท่านผู้อารักษ์เอลิออน (Elion) ซึ่งภายหลังได้กลายเป็นนักปราชญ์คนสำคัญในยุคแรกของอาร์การ์ธา เป็นผู้แทน
อาณาจักรที่สี่คือไฮเปอร์บอเรีย (Hyperborea) มีผู้อาวุโสสูงสุดนามว่าท่านเมลคิเซเดค (Melchizedek) เป็นผู้แทน
อาณาจักรที่ห้าคือดินแดนแห่งกานา (Gana) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เป็นทวีปอเมริกาใต้ปัจจุบัน เป็นอารยธรรมที่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และพฤกษศาสตร์ มีท่านแม่พระธรณีอิชตาร์ (Ishtar) เป็นผู้แทน
อาณาจักรที่หกคือดินแดนแห่งราห์ (Rah) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เป็นทวีปแอฟริกาปัจจุบัน เป็นศูนย์กลางของศิลปะการต่อสู้และการฝึกฝนร่างกาย มีท่านนักรบปราชญ์โอบา (Oba) เป็นผู้แทน
และอาณาจักรที่เจ็ดคือดินแดนแห่งอัคนี (Agni) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เป็นเอเชียกลางปัจจุบัน เป็นอารยธรรมที่เชี่ยวชาญด้านโลหกรรมและการสร้างยานวิมาน มีท่านวิศวกรผู้ยิ่งใหญ่นามว่าอักเนีย (Agneya) เป็นผู้แทน
การประชุมเริ่มขึ้นในเช้าของวันที่สามหลังจากคณะของเอลาธาได้นำเสนอรายงานการคำนวณมหาประลัยต่อสภา ทั้งเจ็ดอาณาจักรได้ส่งผู้แทนระดับสูงสุดมาเพราะทุกคนตระหนักดีว่า นี่ไม่ใช่การประชุมปกติ นี่คือการประชุมที่อาจตัดสินว่าอารยธรรมมนุษย์จะดำรงอยู่ต่อไปหรือไม่
ข้าพเจ้าขอจำลองบรรยากาศการประชุมจากม้วนบันทึกหมายเลข 7,400 ซึ่งเป็นบันทึกการประชุมอย่างเป็นทางการ และม้วนบันทึกหมายเลข 7,401 ซึ่งเป็นบันทึกส่วนตัวของธาลอนที่เขียนขึ้นหลังการประชุม
บันทึกทั้งสองฉบับนี้ถูกเก็บรักษาในหอสมุดชั้นใต้ดินแห่งที่สาม และข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้เข้าถึงได้ในฐานะนักประวัติศาสตร์ชั้นอัคราจารย์
เมื่อผู้แทนทั้งเจ็ดอาณาจักรนั่งประจำที่แล้ว ท่านอัคราจารย์ธาลอนในฐานะประธานสภาได้ลุกขึ้นกล่าวเปิดการประชุม ข้าพเจ้าขอถอดความจากบันทึกการประชุม
"พี่น้องแห่งเจ็ดอาณาจักร ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกท่านคงได้อ่านรายงานของท่านเอลาธาแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่เสียเวลาทบทวนสิ่งที่ทุกท่านทราบดีอยู่แล้ว ข้าพเจ้าจะกล่าวเพียงว่า เรามีเวลาไม่เกินห้าร้อยปีก่อน ที่สนามพลังงานของโลกจะถึงจุดแตกหัก และเมื่อถึงจุดนั้น มหาประลัยจะกวาดล้างทุกสิ่งที่เราสร้างสมกันมาเป็นเวลานับแสนปี คำถามที่เราต้องตอบในการประชุมครั้งนี้มีเพียงหนึ่งเดียว …เราจะทำอย่างไร"
บันทึกระบุว่าหลังจากธาลอนกล่าวจบ ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบยาวนานผิดปกติ ความเงียบที่แม้แต่กระแสพลังงานในห้องก็ดูเหมือนจะหยุดนิ่ง จนกระทั่งอัลดารอนแห่งแอตแลนติสเป็นผู้ทำลายความเงียบนั้นด้วยการเสนอทางเลือกแรก
"เราสร้างเกราะป้องกันบนพื้นดิน" อัลดารอนกล่าว "ด้วยเทคโนโลยีที่เรามี เราสามารถสร้างสนามพลังครอบคลุมทุกเมืองสำคัญของเราได้ เรามีเครือข่ายคริสตัลที่เชื่อมต่อกันอยู่แล้ว เราเพียงแค่ต้องเพิ่มกำลังของมันให้มากพอที่จะต้านทานการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกได้ แอตแลนติสมีความพร้อมทางเทคโนโลยีที่จะดำเนินการนี้"
ข้อเสนอนี้ได้รับการสนับสนุนเบื้องต้นจากอักเนียแห่งอัคนี ผู้ซึ่งมองเห็นความเป็นไปได้ทางวิศวกรรม แต่ถูกคัดค้านอย่างหนักจากสองฝ่าย
ฝ่ายแรกคือเอลิออนแห่งอูร์ ซึ่งในบันทึกการประชุมระบุว่าเขาได้ลุกขึ้นและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นว่า
"ท่านอัลดารอนพูดถึงการสร้างเกราะป้องกัน แต่ท่านไม่ได้พูดถึงราคาของมัน การเพิ่มกำลังของเครือข่ายคริสตัลในระดับที่ท่านเสนอนั้นจำเป็นต้องใช้พลังงานมหาศาล พลังงานนั้นมาจากไหน ถ้าเราใช้คริสตัลแม่ เรากำลังสูบพลังงานจากโลกในอัตราที่จะเร่งให้มหาประลัยมาถึงเร็วขึ้น เรากำลังป้องกันตนเองด้วยการทำลายโลกเร็วขึ้น นี่ไม่ใช่ทางรอด แต่นี่คือการฆ่าตัวตายที่ช้าลง"
ฝ่ายที่สองที่คัดค้านคือคณะวิศวกรรมของเลมูเรียเอง ซึ่งนำเสนอการคำนวณที่ละเอียดขึ้นว่า แม้จะสามารถสร้างเกราะป้องกันได้จริง แต่จะครอบคลุมพื้นที่ได้ไม่เกินร้อยละสิบห้าของประชากรโลกทั้งหมด
เพราะพลังงานที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะสร้างเกราะขนาดใหญ่กว่านั้น และการเลือกว่าเมืองใดจะได้รับเกราะป้องกันจะนำไปสู่สงครามกลางเมืองก่อนที่มหาประลัยจะมาถึงเสียอีก ข้อเสนอสร้างเกราะป้องกันบนพื้นดินจึงถูกคัดค้านและตกไปในที่สุด
จากนั้นคือข้อเสนอที่สองซึ่งมาจากอัลดารอนอีกครั้ง:
"ถ้าเราไม่สามารถอยู่บนโลกได้ เราก็ต้องออกจากโลก" เขากล่าว "เรามีเทคโนโลยียานวิมานที่สามารถเดินทางระหว่างดวงดาวได้ เราเคยส่งยานไปสำรวจระบบดาวอื่นมาแล้ว เรารู้ว่ามีดาวเคราะห์ที่สามารถอยู่อาศัยได้ในระบบดาวอาร์คทูรัส ดาวเคราะห์ที่เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ เราสร้างยานอพยพขนาดใหญ่ บรรทุกประชากรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และมุ่งหน้าสู่บ้านใหม่"
ข้อเสนอนี้จุดประกายการถกเถียงอย่างดุเดือด อักเนียแห่งอัคนีแสดงความเห็นว่าข้อเสนอนี้มีความเป็นไปได้ทางเทคนิค
โดยประเมินว่าหากระดมทรัพยากรทั้งหมดของเจ็ดอาณาจักร จะสามารถสร้างยานอพยพที่บรรทุกประชากรได้ประมาณสองแสนคนภายในเวลาห้าร้อยปี แต่นั่นหมายถึงประชากรโลกเพียงเศษเสี้ยวของทั้งหมด ซึ่งในขณะนั้นมีมนุษย์อาศัยอยู่บนโลกประมาณสามร้อยล้านคน
แต่ผู้ที่คัดค้านอย่างแข็งขันที่สุดคือท่านเมลคิเซเดคแห่งไฮเปอร์บอเรีย ผู้เฒ่าผู้เป็นนักพยากรณ์ที่แม่นยำที่สุดในยุคทอง
บันทึกระบุว่าท่านซึ่งไม่ค่อยพูดในการประชุมสภา ได้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ก้องกังวานผิดปกติจนทุกคนในห้องสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในคลื่นเสียง:
"การหลบหนีสู่ดวงดาวคือการทำผิดซ้ำรอยบรรพบุรุษของเรา มนุษย์แสงสว่างเดินทางมายังโลกเมื่อล้านปีก่อนเพราะพวกเขาหลบหนีจากสงครามในระบบดาวบ้านเกิดของพวกเขา และดูเถิดว่าพวกเขาหนีรอดมาได้ แต่สงครามก็ตามพวกเขามาถึงที่นี่ในที่สุดในรูปของพลังงานมืดที่แอตแลนติสค้นพบ การหลบหนีไม่เคยแก้ปัญหาได้ มีแต่จะพาปัญหาไปยังสถานที่ใหม่ เราไม่สามารถหนีจากเงาของตนเองได้ เพราะเงาของเราจะติดตามเราไปทุกที่ที่เราหนี"
คำกล่าวนี้สั่นสะเทือนที่ประชุมอย่างรุนแรง และเมื่อเมลคิเซเดคกล่าวจบ บันทึกระบุว่าแม้แต่อัลดารอนเองก็นั่งลงโดยไม่โต้แย้ง
จากนั้นจึงเป็นข้อเสนอที่สาม ซึ่งมาจากท่านอัคราจารย์ธาลอนเอง ข้อเสนอที่ไม่มีใครคาดคิด และข้อเสนอที่เปลี่ยนชะตากรรมของมนุษยชาติไปตลอดกาล ข้าพเจ้าจะขอจำลองคำปราศรัยของธาลอนจากม้วนบันทึกหมายเลข 7,401 ซึ่งเป็นบันทึกส่วนตัวที่ธาลอนเขียนขึ้นหลังการประชุม ในบันทึกนั้น ธาลอนได้เขียนคำปราศรัยของตนเองไว้อย่างละเอียด เพราะเขาต้องการให้คนรุ่นหลังได้อ่านและเข้าใจเจตนาที่แท้จริงของเขา
"พี่น้องแห่งเจ็ดอาณาจักร" ธาลอนเริ่ม
"ข้าพเจ้าได้ฟังข้อเสนอทั้งสองและข้อโต้แย้งต่อข้อเสนอเหล่านั้น ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับท่านเมลคิเซเดคว่าเราไม่สามารถหลบหนีได้ และเห็นด้วยกับท่านเอลิออนว่าเราไม่สามารถป้องกันตนเองบนพื้นดินได้ แต่ข้าพเจ้ามีข้อเสนอที่สาม ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่สำหรับเรา"
จากนั้น ธาลอนได้อธิบายถึงสิ่งที่เขาและคณะนักสำรวจได้ค้นพบเมื่อหลายสิบปีก่อน สิ่งที่เขาปกปิดไว้แม้กระทั่งจากสภา เพราะเขารู้ว่ามันจะเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง
"ใต้เปลือกโลกของเรา" เขากล่าว
"ที่ความลึกหลายกิโลเมตรใต้พื้นดินที่เราเดินอยู่ทุกวัน มีโลกอีกใบหนึ่งดำรงอยู่ มันคือโพรงขนาดมหึมาที่มีระบบนิเวศของตนเอง มีดวงตะวันกลางที่ให้แสงสว่างและความอบอุ่น มีทะเลสาบ มีแผ่นดิน และมีอากาศที่บริสุทธิ์
ข้าพเจ้าได้ส่งคณะสำรวจลับลงไปตรวจสอบเป็นเวลาหลายปีแล้ว และสิ่งที่พวกเขาพบยืนยันว่ามันสามารถรองรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ได้ ข้าพเจ้าเสนอให้เราอพยพลงสู่ใต้พิภพ ไม่ใช่เพื่อหลบหนี แต่เพื่อรักษาแก่นแท้ของอารยธรรมมนุษย์ไว้ เพื่อว่าเมื่อมหาประลัยผ่านพ้นไปและโลกเบื้องบนฟื้นคืน เราจะได้กลับขึ้นมาและเริ่มต้นใหม่"
บันทึกระบุว่า ข้อเสนอนี้ทำให้ทั้งสภาตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง แต่มันเป็นความเงียบที่แตกต่างจากครั้งแรก มันไม่ใช่ความเงียบของความสิ้นหวัง แต่เป็นความเงียบของความตกตะลึงและความหวังที่ผุดขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิด
คำถามแรกที่ถูกถามมาจากท่านอิชตาร์แห่งกานา:
"ท่านธาลอน ท่านแน่ใจหรือว่ามันปลอดภัย การส่งมนุษย์ลงไปอยู่ใต้ดินเป็นเวลานานนับพันปี มันจะไม่ส่งผลอะไรต่อร่างกายและจิตใจของพวกเขาหรือ"
ธาลอนตอบอย่างตรงไปตรงมา:
"ข้าพเจ้าไม่ทราบ ข้าพเจ้าไม่สามารถรับประกันได้ว่ามันจะปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ และข้าพเจ้าไม่รู้ว่าการอยู่ใต้ดินเป็นเวลานานจะเปลี่ยนแปลงเราไปอย่างไร แต่นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้ารู้ มันเป็นทางเลือกเดียวที่ให้โอกาสเราในการอยู่รอดโดยไม่ต้องสังหารพี่น้องของเราเพื่อแย่งชิงที่นั่งบนยานอพยพ และไม่ต้องทำลายโลกเร็วขึ้นด้วยการสูบพลังงานเพื่อสร้างเกราะป้องกัน"
จากนั้น ท่านโอบาแห่งราห์ได้ถามคำถามที่หนักหน่วงที่สุด: "ท่านธาลอน ในเมื่อท่านบอกว่าโพรงใต้พิภพนี้มีพื้นที่จำกัด ท่านประมาณการว่าเราจะสามารถนำผู้คนลงไปได้เท่าใด"
และนี่คือคำตอบที่ทำให้ทุกคนในสภาต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่โหดร้าย:
"จากการคำนวณเบื้องต้น เราอาจสามารถนำผู้คนลงไปได้ประมาณหนึ่งล้านคน"
หนึ่งล้านคน จากสามร้อยล้านคน
นั่นคือคำตอบที่ทำให้ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง หนึ่งล้านคนหมายถึงการคัดเลือก หมายถึงการตัดสินว่าใครจะมีชีวิตอยู่และใครจะต้องตาย หมายถึงการเล่นบทบาทของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีมนุษย์คนใดควรต้องเล่น
และนั่นคือที่มาของเกณฑ์การคัดเลือกผู้รอดชีวิต
เกณฑ์การคัดเลือกนี้ถูกถกเถียงกันอย่างดุเดือดตลอดสองวันที่เหลือของการประชุม มีการเสนอเกณฑ์หลากหลายรูปแบบ การคัดเลือกตามสถานะทางสังคมถูกเสนอโดยผู้แทนบางคนจากแอตแลนติส โดยให้เหตุผลว่าผู้นำและผู้มีความรู้ควรได้รับการช่วยเหลือก่อน
แต่ข้อเสนอนี้ถูกคัดค้านอย่างรุนแรงจากธาลอนเองที่กล่าวว่า
"หากเราเลือกด้วยสถานะ เรากำลังสร้างอารยธรรมใหม่บนรากฐานของความไม่เท่าเทียม และมันจะล่มสลายก่อนที่เราจะได้เริ่มต้น"
การคัดเลือกโดยการสุ่มถูกเสนอโดยเอลิออนแห่งอูร์ โดยให้เหตุผลว่าอย่างน้อยมันจะยุติธรรมเพราะทุกคนมีโอกาสเท่ากัน
แต่ข้อเสนอนี้ถูกคัดค้านโดยเมลคิเซเดคที่กล่าวว่า…. "ความยุติธรรมที่ปราศจากปัญญาคือความโง่เขลา หากเราสุ่มเลือก เราอาจได้ผู้รอดชีวิตที่ไม่มีความสามารถในการสร้างอารยธรรมใหม่ และนั่นจะทำให้การเสียสละทั้งหมดนี้ไร้ความหมาย" การคัดเลือกตามความสามารถในการอยู่รอดถูกเสนอโดยโอบาแห่งราห์ โดยให้เหตุผลว่าผู้ที่แข็งแรงและมีทักษะในการดำรงชีวิตควรได้รับการช่วยเหลือ
แต่ข้อเสนอนี้ถูกคัดค้านโดยอิชตาร์ที่กล่าวว่า …."ความอยู่รอดทางกายภาพไม่ใช่ทุกสิ่ง เราต้องการผู้ที่สามารถรักษาจิตวิญญาณของมนุษยชาติไว้ได้ ไม่ใช่เพียงผู้ที่แข็งแรงที่สุด"
หลังจากการถกเถียงที่ยืดเยื้อและดูเหมือนจะไม่มีทางออก ในที่สุดท่านเมลคิเซเดคแห่งไฮเปอร์บอเรียได้เสนอเกณฑ์ที่กลายเป็นรากฐานของการคัดเลือกในเวลาต่อมา:
"ความบริสุทธิ์ของคลื่นสมอง" และ "ความมั่นคงของจิตวิญญาณ"
เมลคิเซเดคอธิบายว่า: …."เรามีเทคโนโลยีที่สามารถวัดคลื่นสมองของมนุษย์ได้ เรารู้ว่าคนที่มีจิตใจสงบและบริสุทธิ์จะมีคลื่นสมองที่สอดคล้องกับความถี่ของโลกและจักรวาล
ในขณะที่คนที่มีจิตใจเต็มไปด้วยความกลัว ความโลภ และความเกลียดชังจะมีคลื่นสมองที่ปั่นป่วนและไม่สอดคล้องกับสิ่งใดเลย เราไม่ได้กำลังคัดเลือกผู้ที่ 'ดีที่สุด' ในความหมายทางศีลธรรม เรากำลังคัดเลือกผู้ที่มีความถี่ที่สอดคล้องกับพลังงานของโลกมากที่สุด
เพราะพวกเขาคือผู้ที่โลกจะยอมรับให้เข้าไปอยู่ในครรภ์ของมัน ส่วนความมั่นคงของจิตวิญญาณคือการทดสอบว่าเมื่อเผชิญกับความสูญเสียและความเปลี่ยนแปลงมหาศาล พวกเขาจะยังคงรักษาความเป็นมนุษย์ของตนไว้ได้หรือไม่
เราไม่ได้ต้องการผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด หรือฉลาดที่สุด หรือมีอำนาจที่สุด เราต้องการผู้ที่สามารถแบกรับความเจ็บปวดโดยไม่แตกสลาย ผู้ที่สามารถเฝ้ามองโลกพินาศโดยไม่สูญเสียความหวัง ผู้ที่สามารถใช้ชีวิตต่อไปโดยรู้ว่าพวกเขารอดมาได้เพราะคนอื่นต้องตาย"
เกณฑ์นี้ผ่านการลงมติด้วยคะแนนห้าต่อสอง โดยแอตแลนติสและอัคนีเป็นสองอาณาจักรที่ลงมติคัดค้าน แอตแลนติสคัดค้านเพราะพวกเขาต้องการคัดเลือกตามสถานะทางสังคม ส่วนอัคนีคัดค้านด้วยเหตุผลทางเทคนิคคือการวัด "ความมั่นคงของจิตวิญญาณ" อาจคลาดเคลื่อนได้
ในวันที่สามของการประชุม ซึ่งเป็นวันสุดท้าย หลังจากผ่านการลงมติรับข้อเสนอของธาลอนอย่างเป็นทางการ มีช่วงเวลาหนึ่งที่ธาลอนลุกขึ้นกล่าวอีกครั้ง และนี่คือคำปราศรัยที่ถูกบันทึกในม้วนหมายเลข 7,401 ซึ่งข้าพเจ้าขอจำลองให้ท่านผู้อ่านได้อ่านอย่างครบถ้วน
"พี่น้องแห่งเจ็ดอาณาจักรทั้งหลาย การตัดสินใจของเราในวันนี้จะถูกจดจำไปชั่วกาลนาน ไม่ว่าจะในฐานะการตัดสินใจที่กล้าหาญที่สุด หรือในฐานะการตัดสินใจที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
ข้าพเจ้าไม่ขอแก้ตัว และข้าพเจ้าไม่ขอให้ใครมาแก้ตัวแทนเรา เรากำลังจะทอดทิ้งพี่น้องของเราหลายร้อยล้านคนให้เผชิญกับความตายตามลำพัง ไม่มีคำพูดใดในภาษาใดที่จะทำให้การกระทำนี้กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องได้ เรากำลังทำบาป และเราจะต้องแบกรับบาปนี้ไปตลอดกาล
แต่ข้าพเจ้าขอกล่าวด้วยว่า ในบรรดาทางเลือกทั้งหมดที่เรามี นี่คือทางเลือกที่เลวร้ายน้อยที่สุด เราไม่สามารถช่วยทุกคนได้ แต่อย่างน้อยเราจะช่วยคนจำนวนหนึ่ง และในจำนวนนั้น ข้าพเจ้าขอให้มีไม่ใช่เพียงผู้ที่ร่ำรวยที่สุด ไม่ใช่เพียงผู้ที่มีอำนาจที่สุด แต่คือผู้ที่สามารถรักษาเปลวไฟแห่งมนุษยชาติให้ลุกโชนต่อไปในความมืดใต้พิภพ
ผู้ที่สามารถส่งต่อความรู้และศีลธรรมให้กับคนรุ่นหลัง ผู้ที่เมื่อวันหนึ่งมหาประลัยผ่านพ้นไป จะนำมนุษยชาติกลับคืนสู่พื้นโลกอีกครั้ง
ข้าพเจ้าขอให้ทุกท่านที่อยู่ในสภานี้เข้าใจว่า การตัดสินใจของเราจะถูกตั้งคำถามโดยคนรุ่นหลัง พวกเขาจะถามว่าเรามีสิทธิ์อะไรในการตัดสินว่าใครควรอยู่ใครควรตาย และพวกเขาจะถามว่าทำไมเราไม่พยายามช่วยทุกคน
และข้าพเจ้าไม่มีคำตอบให้พวกเขา
สิ่งที่ข้าพเจ้ามีคือความหวัง ว่าสักวันหนึ่ง ลูกหลานของเราจะมองย้อนกลับมาและเข้าใจ ว่าท่ามกลางความมืดมิดของกาลเวลา มนุษย์กลุ่มหนึ่งได้พยายามทำสิ่งที่ถูกต้องที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้ภายใต้ข้อจำกัดที่ไม่อาจก้าวข้ามได้
และข้าพเจ้าหวังว่าสักวันหนึ่ง เมื่อพวกเขามีพลังอำนาจมากพอ พวกเขาจะไม่ต้องเลือกแบบที่เราต้องเลือกในวันนี้อีก"
บันทึกระบุว่าหลังจากธาลอนกล่าวจบ ไม่มีใครพูดอะไรอีก ทุกคนในห้องประชุมลุกขึ้นยืนและโค้งคำนับให้แก่กันและกัน เป็นการอำลาที่ไม่มีคำพูด เพราะทุกคนรู้ว่าเมื่อการประชุมนี้สิ้นสุดลง โลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ข้าพเจ้าขอปิดท้ายบทนี้ด้วยข้อสังเกตส่วนตัวบางประการ ในฐานะนักประวัติศาสตร์ที่ได้อ่านบันทึกการประชุมนี้หลายสิบครั้ง
ข้าพเจ้าสังเกตเห็นสิ่งที่บันทึกทางการไม่ได้กล่าวถึง แต่ปรากฏในบันทึกส่วนตัวของธาลอน นั่นคือหลังจากลงมติผ่านข้อเสนอของเขาแล้ว ธาลอนไม่ได้รู้สึกถึงชัยชนะเลยแม้แต่น้อย ในบันทึกส่วนตัวของเขาที่เขียนขึ้นในคืนนั้น เขาเขียนว่า:
"ข้าพเจ้านั่งอยู่คนเดียวในห้องพักของข้าพเจ้าที่หอคอยแห่งเอกภาพ มองออกไปยังเมืองเทโลสที่กำลังจะดับสูญ แสงไฟจากบ้านเรือนนับล้านดวงกะพริบระยิบระยับในยามค่ำคืน ราวกับดวงดาวที่รอวันดับสูญ
ข้าพเจ้ารู้ว่าทุกดวงไฟนั้นคือครอบครัวหนึ่ง คือชีวิตหนึ่ง คือความฝันหนึ่ง และข้าพเจ้ากำลังจะดับมันทั้งหมด ข้าพเจ้าคิดถึงเด็กๆ ที่กำลังนอนหลับอยู่ในบ้านเหล่านั้น พวกเขายังไม่รู้ว่าผู้ใหญ่กำลังตัดสินชะตากรรมของพวกเขาอยู่ในห้องประชุมที่สูงเสียดฟ้านี้
พวกเขายังไม่รู้ว่าพวกเขาจะไม่มีวันได้เติบโตขึ้น พวกเขายังไม่รู้ว่าพวกเขาคือผู้ที่ถูก 'คัดออก' ด้วยมาตรวัดที่พวกเขาไม่เคยเข้าใจ ข้าพเจ้าถามตัวเองในคืนนั้นว่า ข้าพเจ้าควรค่าแก่การได้รับเลือกให้รอดชีวิตหรือไม่ และข้าพเจ้าไม่สามารถตอบได้"
การตระหนักรู้นี้ของธาลอนคือสิ่งที่เป็นแรงผลักดันให้เขาออกแบบระบบสังคมของอาร์การ์ธาในเวลาต่อมาให้ตั้งอยู่บนรากฐานของ "การไม่เพิกเฉย" และ "การเฝ้ามอง" เพราะเขารู้ดีว่าตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราก็ยังมีหนี้ที่ต้องชดใช้
ข้าพเจ้าหวังว่าท่านผู้อ่านจะเข้าใจถึงน้ำหนักของการตัดสินใจในสภาครั้งนั้น และเข้าใจว่าทำไมมันจึงยังคงก้องอยู่ในสนามความทรงจำร่วมของเราจนถึงทุกวันนี้ ในบทต่อไป ข้าพเจ้าจะพาท่านไปยังวันแห่งการปิดผนึกประตู อันเป็นวันที่การตัดสินใจในห้องประชุมกลายเป็นความจริงที่ไม่อาจย้อนกลับได้ และเป็นวันที่เสียงกรีดร้องของมนุษยชาติถูกจารึกไว้ในความทรงจำของเราไปตลอดกาล
.
.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา