21 ก.ค. เวลา 03:04 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 1/ 4 : จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก (กำเนิดในเงามืด การอพยพครั้งสุดท้ายของมนุษยชาติ)

ผู้บันทึก: มาลาคัย เอลดรินธารา
1.4 วันแห่งการปิดผนึก: บาดแผลที่ไม่มีวันสมาน
ในบรรดาบททั้งหมดแห่งประวัติศาสตร์อาร์การ์ธา ไม่มีบทใดที่ข้าพเจ้าหวั่นเกรงที่จะเขียนเท่ากับบทนี้อีกแล้ว ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ได้ใช้เวลาหลายปีในการเตรียมจิตใจสำหรับการบันทึกเหตุการณ์ใน 72 ชั่วโมงสุดท้าย ก่อนการปิดผนึกประตู
ข้าพเจ้าได้อ่านม้วนบันทึกทุกม้วนที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าถึงความทรงจำร่วมของบรรพบุรุษผู้อยู่ในเหตุการณ์ และได้ใช้เวลานับไม่ถ้วนในโถงรำลึก เพื่อฟังเสียงสะท้อนทางจิตที่ยังคงก้องอยู่ในนั้น
แต่ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าเริ่มเขียน ข้าพเจ้ากลับพบว่ามือของข้าพเจ้าสั่น และน้ำตาของข้าพเจ้าไหลลงมากระทบแผ่นหนังโดยที่ข้าพเจ้าไม่รู้ตัว นี่ไม่ใช่เพียงประวัติศาสตร์สำหรับเรา แต่มันคือบาดแผลที่ยังคงมีเลือดไหลอยู่ในจิตวิญญาณของชาวอาร์การ์ธาทุกคน
การลำดับเหตุการณ์ 72 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนการปิดประตูนี้ ข้าพเจ้าสังเคราะห์ขึ้นจากแหล่งข้อมูลสามประเภทหลัก ได้แก่ "บันทึกการปฏิบัติการอพยพ" ซึ่งเป็นเอกสารทางการที่บันทึกการเคลื่อนย้ายประชากรและการจัดการทรัพยากร
โดยมีหมายเลขอ้างอิงในหอจดหมายเหตุกลาง คือม้วนบันทึกชุดที่ 8,000 ถึง 8,047 "บันทึกความทรงจำส่วนบุคคล" ของผู้รอดชีวิตในยุคนั้น ซึ่งถูกเก็บรักษาในรูปแบบของผลึกความทรงจำในหอสมุดชั้นที่สี่ จำนวน 312 ผลึก
และ "สนามจิตสะท้อน" หรือ Psychic Echo ที่ยังคงก้องอยู่ในโถงรำลึกแห่งชัมบาลา ซึ่งข้าพเจ้าได้เข้าไปสัมผัสด้วยตนเองหลายครั้งเพื่อทำความเข้าใจมิติทางอารมณ์ของเหตุการณ์
72 ชั่วโมงสุดท้ายเริ่มต้นขึ้นในเช้าของวันที่ภายหลังถูกเรียกว่า "วันแห่งการประกาศ" (The Day of Announcement)
แสงอรุณของดวงตะวันกลางยังไม่ทันสาดส่องเต็มที่เมื่อเสียงระฆังคริสตัลดังขึ้นจากยอดหอคอยแห่งเอกภาพ เป็นสัญญาณเรียกประชุมฉุกเฉินของชาวนครเทโลสทั้งเมือง ภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง
ประชากรนับล้านรวมตัวกันที่ลานกว้างกลางเมือง บ้างยืนบนถนน บ้างอยู่บนระเบียงอาคารคริสตัล บ้างรวมตัวกันในหอประชุมย่อยที่เชื่อมต่อด้วยระบบถ่ายทอดภาพและเสียงผ่านเครือข่ายคริสตัล
ท่านอัคราจารย์ธาลอนเป็นผู้ประกาศข่าวด้วยตนเอง น้ำเสียงของท่านสงบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยความโศกเศร้าที่แม้แต่ระบบถ่ายทอดก็ไม่สามารถกรองออกไปได้ บันทึกทางการระบุถ้อยคำของธาลอนไว้ดังนี้:
"พี่น้องชาวเลมูเรียและผู้รับฟังจากทุกอาณาจักร ข้าพเจ้ามีข่าวที่ยากจะกล่าวและยากจะรับฟัง สภานักปราชญ์แห่งเจ็ดอาณาจักรได้ประชุมกันเป็นเวลาสามวันสามคืนและได้ข้อสรุปแล้วว่า
มหาประลัยที่เราหวาดกลัวกันมานานนั้นจะมาถึงอย่างแน่นอน ภายในเวลาไม่เกินห้าร้อยปี เปลือกโลกจะเปลี่ยนรูป ทวีปจะจมลง มหาสมุทรจะเปลี่ยนเส้นทาง และทุกชีวิตบนพื้นโลกจะดับสูญ เราไม่สามารถหยุดยั้งมันได้
สิ่งเดียวที่เราทำได้คือการรักษาเศษเสี้ยวของอารยธรรมมนุษย์ให้อยู่รอดเพื่อวันข้างหน้า เราได้ค้นพบโพรงใต้พิภพที่สามารถรองรับการดำรงชีวิตได้ และเราจะอพยพผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจำนวนหนึ่งล้านคนลงไปอาศัยอยู่ที่นั่นจนกว่ามหาประลัยจะผ่านพ้นไป"
ธาลอนหยุดชั่วครู่ก่อนจะกล่าวต่อด้วยถ้อยคำที่กลายเป็นรอยแผลเป็นในความทรงจำร่วมของเราตราบจนทุกวันนี้:
"ข้าพเจ้าขอกล่าวตามความจริงว่า เราไม่สามารถช่วยทุกคนได้ และนี่คือความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของข้าพเจ้า เกณฑ์การคัดเลือกไม่ใช่ความร่ำรวย ไม่ใช่สถานะทางสังคม ไม่ใช่ความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่คือ 'ความบริสุทธิ์ของคลื่นสมอง' และ 'ความมั่นคงของจิตวิญญาณ'
ซึ่งจะถูกวัดโดยคณะนักปราชญ์อิสระที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการคัดเลือก ข้าพเจ้าขอให้ทุกท่านเตรียมตัว การตรวจวัดจะเริ่มขึ้นในอีกสามวันนับจากนี้ และประตูจะถูกปิดผนึกในอีกหนึ่งปีหลังจากนั้น"
ผลจากการประกาศนั้นไม่อาจบรรยายได้ด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว บันทึกหลายฉบับพรรณนาถึงความเงียบที่ปกคลุมเมืองเทโลสในวินาทีแรก หลังจากธาลอนกล่าวจบ ราวกับคนนับล้านกลั้นหายใจพร้อมกัน จากนั้นจึงเกิดคลื่นแห่งปฏิกิริยาที่หลากหลายและซับซ้อนเกินกว่าจะจัดหมวดหมู่ได้ง่ายๆ
บางส่วนของเมืองเกิดความโกลาหลทันที มีผู้คนจำนวนมากวิ่งไปยังหอคอยแห่งเอกภาพ ตะโกนถามว่าทำไม ทำไมต้องเป็นเช่นนี้ ทำไมเราไม่สามารถช่วยทุกคนได้
มีบางกลุ่มพยายามบุกเข้าไปในหอคอยเพื่อเผชิญหน้ากับสมาชิกสภา แต่ถูกสกัดโดยเจ้าหน้าที่รักษาความสงบซึ่งใช้สนามพลังอ่อนๆ ผลักผู้บุกรุกออกไปอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในขณะที่อีกหลายพื้นที่มีผู้คนนั่งลงกับพื้นและร้องไห้โดยไม่สนใจใคร บางคนกอดคนที่รักไว้แน่นราวกับกลัวว่าพวกเขาจะถูกพรากจากกันในวินาทีถัดไป
บางคนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าและเปล่งเสียงถามหาบรรพบุรุษผู้มาจากดวงดาวว่าทำไมพวกเขาจึงละทิ้งลูกหลานไว้ในชะตากรรมเช่นนี้
แต่ก็มีอีกหลายปฏิกิริยาที่แสดงถึงด้านที่สูงส่งที่สุดของมนุษยชาติเช่นกัน บันทึกของเอลิออนแห่งอูร์ ซึ่งข้าพเจ้าได้อ่านจากผลึกความทรงจำหมายเลข 47 บันทึกว่า:
"ข้าพเจ้าเห็นชายชราคนหนึ่งที่นั่งอยู่ริมถนนหลังจากฟังประกาศจบ เขาไม่ร้องไห้ ไม่กรีดร้อง เขาเพียงยิ้มและกล่าวกับผู้คนที่เดินผ่านไปมาว่า 'ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่มา 800 ปีแล้ว ข้าพเจ้าได้เห็นความงดงามของโลกนี้มามากพอแล้ว หากต้องเลือก ข้าพเจ้าขอสละที่ของข้าพเจ้าให้กับเด็กสักคนหนึ่งที่ยังไม่เคยเห็นอะไรเลย'
และข้าพเจ้าเห็นแม่คนหนึ่งที่อุ้มลูกน้อยไว้ในอ้อมแขน นางกล่าวกับสามีของนางว่า 'หากข้าพเจ้าไม่ผ่านการคัดเลือก แต่ลูกของเราได้รับการคัดเลือก ขอให้ท่านดูแลเขาแทนข้าพเจ้าด้วย' นี่คือภาพที่ข้าพเจ้าจะไม่มีวันลืม ภาพของมนุษย์ที่เผชิญหน้ากับความตายด้วยความสง่างาม"
หนึ่งปีแห่งการเตรียมการนั้นเป็นช่วงเวลาที่ทั้งงดงามและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน
ระบบการคัดเลือกถูกดำเนินการอย่างเป็นระบบ คณะนักปราชญ์อิสระที่ถูกเรียกว่า "ผู้วัด" (The Measurers) ถูกฝึกฝนอย่างเข้มข้นให้สามารถอ่านคลื่นสมองและประเมินความมั่นคงของจิตวิญญาณได้อย่างแม่นยำ
พวกเขาเดินทางไปยังทุกเมือง ทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชนห่างไกล เพื่อทำการตรวจวัด การตรวจวัดใช้เวลาประมาณสิบห้านาทีต่อคน ผู้ถูกตรวจจะนั่งบนเก้าอี้คริสตัลที่เชื่อมต่อกับเครื่องอ่านคลื่นสมอง
พวกเขาจะถูกถามคำถามสามข้อ: …."ท่านรักสิ่งใดมากที่สุดในชีวิต" "ท่านกลัวสิ่งใดมากที่สุดในจักรวาล" และ "หากท่านต้องสละชีวิตเพื่อผู้อื่น ท่านจะเลือกผู้นั้นหรือไม่"
คำตอบไม่จำเป็นต้องเป็นคำพูด ความรู้สึกที่แท้จริงจะปรากฏในคลื่นสมองอย่างชัดเจน และนั่นคือสิ่งที่ผู้วัดใช้ในการประเมิน
แต่ระบบที่สมบูรณ์แบบในทางทฤษฎีก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงข้อบกพร่องในทางปฏิบัติได้ มีรายงานการทุจริตในบางพื้นที่ มีผู้พยายามติดสินบนผู้วัด มีการปลอมแปลงผลการตรวจวัด และมีการฆ่าตัวตายของผู้ที่รู้ว่าตนไม่ผ่านการคัดเลือกและไม่สามารถทนรอความตายได้
เหตุการณ์เหล่านี้ถูกบันทึกไว้ในม้วนบันทึกทางการอย่างครบถ้วนโดยไม่ได้ปิดบัง เพราะนี่คือความจริงที่ธาลอนต้องการให้คนรุ่นหลังได้รับรู้
เมื่อถึงเดือนสุดท้ายก่อนวันปิดผนึก การเคลื่อนย้ายประชากรที่ผ่านการคัดเลือกเริ่มต้นขึ้น ผู้ที่ได้รับเลือกจะถูกนำไปยัง "จุดรวมพล" เจ็ดแห่งทั่วโลก
แต่ละแห่งตั้งอยู่ใกล้กับ "รอยแยก" (Fissures) ที่นำลงสู่โพรงใต้พิภพ รอยแยกทั้งเจ็ดนี้คือจุดที่เปลือกโลกบางที่สุด สามารถขุดเจาะลงไปถึงโพรงใต้พิภพได้
รอยแยกที่สำคัญที่สุดคือรอยแยกที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นประตูหลักสู่ตำแหน่งที่จะกลายเป็นนครชัมบาลาในเวลาต่อมา
72 ชั่วโมงสุดท้ายที่ข้าพเจ้ากำลังจะบรรยายต่อไปนี้ คือช่วงเวลาที่รอยแยกทั้งเจ็ดเริ่มถูกปิดผนึกทีละแห่งตามลำดับ เริ่มจากรอยแยกที่เล็กที่สุดไปจนถึงรอยแยกหลักที่เทือกเขาหิมาลัย
ชั่วโมงที่ 72 ถึง 48: การปิดผนึกรอยแยกที่หนึ่งถึงสาม
รอยแยกที่หนึ่ง…..ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือเกาะอีสเตอร์ เป็นรอยแยกที่เล็กที่สุด ใช้สำหรับขนย้ายทรัพยากรเป็นหลัก ไม่ใช่ประชากร การปิดผนึกดำเนินไปอย่างเงียบเชียบและไม่มีเหตุการณ์รุนแรง
บันทึกของวิศวกรผู้ควบคุมการปิดผนึกระบุว่า:
"เราใช้เวลาเพียงสามชั่วโมงในการอัดผนังถ้ำด้วยหินหลอมเหลวและปิดทับด้วยแผ่นคริสตัลที่ถูกตั้งความถี่ให้กลมกลืนกับหินธรรมชาติ เมื่อเสร็จแล้วไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าเคยมีทางเข้าอยู่ตรงนั้น"
.
รอยแยกที่สอง….ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือทะเลทรายซาฮารา ใช้สำหรับขนย้ายคลังความรู้และเมล็ดพันธุ์พืชจากทั่วโลก การปิดผนึกที่นี่มีเหตุการณ์ที่สมควรบันทึก
มีกลุ่มมนุษย์ประมาณสามร้อยคนที่รู้ว่าตนไม่ผ่านการคัดเลือก ได้เดินทางมาที่นี่และพยายามบุกเข้าไปในอุโมงค์ก่อนที่มันจะถูกปิด พวกเขาไม่ได้ใช้อาวุธ ไม่ได้ใช้ความรุนแรง พวกเขาเพียงคุกเข่าลงที่ปากทางเข้าและร้องขอให้เปิดประตูอีกครั้ง
"เราจะยอมเป็นทาส เราจะยอมทำงานต่ำต้อยที่สุด ขอเพียงให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป"
นั่นคือถ้อยคำที่บันทึกได้จากเหตุการณ์ ผู้ควบคุมการปิดผนึกในวันนั้นชื่อว่า "เซริออน" (Serion) ได้บันทึกไว้ในผลึกความทรงจำของเขาว่า:
"ข้าพเจ้ามองดูพวกเขาผ่านจอภาพขณะที่ประตูกำลังปิดลง ข้าพเจ้าเห็นใบหน้าของเด็กน้อยคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มนั้น ดวงตาของเขาไม่ได้แสดงความโกรธหรือความเกลียดชัง มีเพียงความไม่เข้าใจ ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมผู้ใหญ่ถึงทำเช่นนี้กับเขา ข้าพเจ้าปิดสวิตช์และเดินออกไปจากห้องควบคุม ข้าพเจ้าไม่สามารถมองต่อไปได้อีกแล้ว"
.
รอยแยกที่สาม….ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือคาบสมุทรยูคาทาน ใช้สำหรับขนย้ายสัตว์และสิ่งมีชีวิตที่ถูกคัดเลือกให้อยู่รอด การปิดผนึกที่นี่ดำเนินไปอย่างราบรื่น
ชั่วโมงที่ 48 ถึง 24: การปิดผนึกรอยแยกที่สี่ถึงหก และการก่อจลาจลครั้งใหญ่
รอยแยกที่สี่….ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือที่ราบสูงทิเบต
รอยแยกที่ห้า….อยู่ในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือเทือกเขาแอนดีส
และรอยแยกที่หก….อยู่ในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือไซบีเรีย
การปิดผนึกรอยแยกเหล่านี้เริ่มซ้อนทับกันเนื่องจากความเร่งด่วนที่เพิ่มขึ้น ณ จุดนี้ ประชากรประมาณเจ็ดแสนคนได้เข้าสู่ใต้พิภพแล้ว เหลืออีกสามแสนคนที่ยังรอการเคลื่อนย้ายผ่านรอยแยกหลักที่เทือกเขาหิมาลัย
แต่ในช่วง 24 ชั่วโมงสุดท้ายนี้เองที่เกิดเหตุการณ์ที่ถูกเรียกว่า "การก่อจลาจลครั้งใหญ่" (The Great Uprising) ณ จุดรวมพลใกล้รอยแยกที่หกในไซบีเรีย
กลุ่มผู้ไม่ผ่านการคัดเลือกจำนวนหลายหมื่นคนได้รวมตัวกัน และใช้กำลังบุกเข้าสู่พื้นที่ควบคุม พวกเขาได้รับความช่วยเหลือจากทหารยามบางส่วนที่เห็นใจและละทิ้งหน้าที่ บันทึกทางการระบุว่ามีผู้เสียชีวิตในการปะทะครั้งนี้ประมาณ 2,000 คน ทั้งจากฝ่ายผู้ก่อจลาจลและฝ่ายผู้พิทักษ์
ข้าพเจ้าขออัญเชิญบันทึกของ "คาเลน" (Kalen) ผู้บัญชาการหน่วยพิทักษ์ ณ รอยแยกที่หก ซึ่งเขียนขึ้นในภายหลังและถูกเก็บรักษาในหอสมุดชั้นใต้ดินแห่งที่สาม:
"ข้าพเจ้าต้องสั่งให้ทหาร ใช้กำลังกับประชาชนที่ไม่มีอาวุธ ข้าพเจ้าต้องมองดูมนุษย์ที่ข้าพเจ้าสาบานว่าจะปกป้องล้มลงต่อหน้าต่อตา
ข้าพเจ้ารู้ว่าพวกเขากำลังต่อสู้เพื่อชีวิตของพวกเขา และเห็นใจพวกเขา แต่ก็รู้เช่นกันว่าหากประตูนี้ไม่ถูกปิดผนึกตามกำหนด พลังงานที่รั่วไหลออกมาจะทำให้เกิดการแตกของเปลือกโลกเร็วกว่าที่คำนวณไว้ และทุกคนจะตายทั้งหมด
ข้าพเจ้าต้องเลือกระหว่างการฆ่าสองพันคนกับการปล่อยให้สองล้านคนตาย เลือกที่จะฆ่าสองพันคน และข้าพเจ้าจะไม่มีวันให้อภัยตัวเอง"
ชั่วโมงที่ 24 ถึง 1: การปิดผนึกรอยแยกที่เจ็ด และเสียงกรีดร้องสุดท้าย
บัดนี้เรามาถึงรอยแยกสุดท้าย
รอยแยกที่เจ็ด…. ณ เทือกเขาหิมาลัย ซึ่งคือประตูหลักสู่โพรงใต้พิภพ ในช่วง 24 ชั่วโมงสุดท้าย ประชากรประมาณสามแสนคนยังคงรอการเคลื่อนย้ายอยู่นอกประตู ในขณะที่ภายในโพรง การเตรียมการขั้นสุดท้ายกำลังดำเนินไปอย่างเร่งรีบ
ณ ชั่วโมงที่ 24 ก่อนการปิดผนึก เกิดเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่กล้าหาญและน่าเศร้าที่สุดในประวัติศาสตร์ของเรา นั่นคือการตัดสินใจของกลุ่ม "ผู้สละตน" (The Surrendered Ones)
ซึ่งคือกลุ่มมนุษย์ที่รู้ว่าตนเองไม่ผ่านการคัดเลือกแต่ตัดสินใจที่จะไม่ต่อต้าน ไม่หลบหนี หรือก่อจลาจล แต่พวกเขากลับอาสาทำหน้าที่เป็น "ผู้ส่ง" (The Senders) ที่คอยช่วยเหลือผู้อพยพกลุ่มสุดท้ายในการเดินทางลงสู่ใต้พิภพ
บันทึกของพยานผู้เห็นเหตุการณ์ชื่อ "อีธาน" (Ethan) บันทึกไว้ว่า:
"ข้าพเจ้าเห็นชายคนหนึ่งที่รู้ว่าเขาไม่ผ่านการคัดเลือก เขายืนอยู่ที่ปากทางเข้าอุโมงค์และช่วยยกเด็กๆ ส่งให้พ่อแม่ที่อยู่ในขบวนสุดท้าย เขาทำเช่นนี้เป็นเวลาหลายชั่วโมงโดยไม่ได้พัก
เมื่อมีคนถามเขาว่าทำไมเขาถึงทำเช่นนี้ทั้งที่รู้ว่าเขาเองจะไม่ได้เข้าไป เขาตอบว่า 'เพราะนี่คือสิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าทำได้ ถ้าข้าพเจ้าไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ อย่างน้อยข้าพเจ้าขอให้การตายของข้าพเจ้ามีความหมาย' ข้าพเจ้าร้องไห้เมื่อได้ยินคำพูดนั้น และข้าพเจ้ายังคงร้องไห้ทุกครั้งที่เล่าเรื่องนี้"
เมื่อถึงชั่วโมงสุดท้าย ประชากรที่ได้รับการคัดเลือกทั้งหมดได้เข้าสู่ใต้พิภพแล้ว ถึงเวลาแห่งการปิดผนึกประตูสุดท้าย
คำอธิบายทางเทคนิคของการปิดผนึก ประตูที่เจ็ดไม่ใช่ประตูในความหมายของบานเปิดปิด แต่มันคือ "อุโมงค์พลังงาน" (Energy Conduit) ที่ถูกสร้างขึ้นโดยการปรับความถี่ของหินและดินให้เปิดช่องว่างมิติเชื่อมระหว่างพื้นโลกกับโพรงใต้พิภพ
การปิดผนึกคือการ "ปรับความถี่กลับคืน" ซึ่งจะทำให้หินและดินกลับมาอยู่ในสภาพเดิมราวกับไม่เคยมีช่องว่างอยู่ตรงนั้น กระบวนการนี้ต้องใช้พลังงานมหาศาลและต้องควบคุมอย่างแม่นยำ เพราะหากผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย อาจทำให้อุโมงค์ถล่มและสร้างความเสียหายต่อโพรงใต้พิภพด้วย
ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ปิดประตูด้วยมือตนเองคือนามว่า "วาลธอร์" (Valthor) วิศวกรอาวุโสผู้เป็นศิษย์เอกของอักเนียแห่งอัคนี
ในการเลือกผู้ทำหน้าที่นี้มีข้อกำหนดที่สำคัญ ผู้ปิดประตูต้องเป็นผู้ที่ "สมัครใจ" เท่านั้น เพราะเมื่อปิดประตูแล้ว พวกเขาจะอยู่ด้านนอก และจะไม่มีวันได้เข้าสู่ใต้พิภพ
วาลธอร์มีอายุ 920 ปีในขณะนั้น เป็นมนุษย์กึ่งเทพที่มีความสามารถทางวิศวกรรมเป็นเลิศ เขาอาสาทำหน้าที่นี้โดยไม่มีใครขอร้อง
บันทึกส่วนตัวของเขาที่เขียนขึ้นในคืนก่อนการปิดผนึกและส่งผ่านระบบสื่อสารคริสตัลไปยังธาลอนระบุว่า:
"ท่านอาจารย์ธาลอน ข้าพเจ้าขอบคุณท่านที่ให้เกียรติในการทำหน้าที่นี้ ข้าพเจ้าไม่มีความเสียใจใดๆ ข้าพเจ้ามีชีวิตที่ยืนยาวและมีความหมายมาเพียงพอแล้ว ขอสละที่ของข้าพเจ้าให้กับเด็กคนหนึ่งที่ยังไม่เคยเห็นดวงตะวันกลาง
ข้าพเจ้าจะปิดประตูนี้ด้วยมือของตนเอง และจะอยู่ที่นี่ เพื่อเฝ้ามอง เพื่อรอคอย และเพื่อเป็นพยานว่ามนุษย์เคยยิ่งใหญ่เพียงใดก่อนที่เราจะล่มสลาย"
คำสาบานของวาลธอร์ที่กล่าวในวินาทีที่เขาวางมือลงบนแผงควบคุมการปิดผนึกถูกบันทึกผ่านระบบสื่อสารและกลายเป็นคำสาบานศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นในหมู่ชาวอาร์การ์ธา:
"ด้วยมือทั้งสองของข้าพเจ้า ขอปิดผนึกประตูแห่งกาลเวลา ด้วยลมหายใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าอำลาพี่น้องที่ต้องอยู่เบื้องบน ด้วยจิตวิญญาณของข้าพเจ้า ขอสาบานว่าจะจดจำ จะเฝ้ามอง และจะไม่มีวันลืม ความตายของท่านจะไม่สูญเปล่า ความเจ็บปวดของท่านจะถูกจดจำ และวันหนึ่ง เมื่อถึงเวลา ผู้สืบเชื้อสายของข้าพเจ้าจะกลับมา"
เมื่อวาลธอร์กดแผงควบคุมเป็นครั้งสุดท้าย พลังงานมหาศาลถูกปลดปล่อยออกมา อุโมงค์เริ่มหดตัวลงอย่างช้าๆ หินและดินเริ่มเคลื่อนตัวเข้าหากัน แสงจากใต้พิภพค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตาของผู้ที่อยู่ด้านนอก
และในวินาทีนั้นเอง ที่เกิดสิ่งที่กลายเป็น "Psychic Echo" หรือ "เสียงสะท้อนทางจิต" ที่ยังคงก้องอยู่ในโถงรำลึกของชัมบาลาจนถึงทุกวันนี้
มนุษย์หลายล้านคนที่ถูกทอดทิ้งไว้เบื้องบน ในวินาทีที่พวกเขารู้ว่าประตูสุดท้ายกำลังจะปิดลง พวกเขาได้แผ่คลื่นจิตออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
มันไม่ใช่การกรีดร้องด้วยเสียง ไม่ใช่การร้องไห้ด้วยน้ำตา แต่มันคือ "คลื่นแห่งอารมณ์" ที่รุนแรงเสียจนทะลุผ่านหินและดินลงไปถึงผู้ที่อยู่ในโพรงใต้พิภพ มันคือความรู้สึกของการถูกทรยศ ความสิ้นหวัง ความกลัว ความเจ็บปวด และคำถามที่ถูกเปล่งออกมาจากวิญญาณนับล้านดวง: "ทำไมท่านถึงทอดทิ้งเรา"
คลื่นนี้รุนแรงเสียจนระบบคริสตัลในโพรงใต้พิภพสั่นสะเทือน แสงสว่างในนครที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งกระพริบวูบราวกับจะดับลง เด็กหลายคนที่อยู่ในโพรงร้องไห้ออกมาพร้อมกันโดยไม่รู้สาเหตุ ผู้ใหญ่หลายคนคุกเข่าลงกับพื้นและร้องไห้โดยไม่สามารถควบคุมตนเองได้
และคลื่นนี้ไม่ได้จางหายไปตามกาลเวลา มันถูก "บันทึก" ไว้ในสนามพลังงานของโลก ในหิน ในอากาศ ในน้ำ ในทุกอณูของสสารที่ประกอบเป็นโพรงใต้พิภพ มันคือสิ่งที่เราเรียกว่า "Psychic Echo" หรือ "เสียงสะท้อนทางจิต" และมันยังคง "เล่นซ้ำ" ตัวเองในความถี่หนึ่งที่ผู้มีจิตสัมผัสสามารถรับรู้ได้
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ได้เข้าไปนั่งในโถงรำลึกแห่งชัมบาลาหลายครั้งเพื่อสัมผัสกับ Psychic Echo นี้โดยตรง ข้าพเจ้าอยากบรรยายประสบการณ์นั้นให้ท่านผู้อ่านฟัง
โถงรำลึกคือห้องทรงกลมขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้น ณ จุดที่ตรงกับตำแหน่งของรอยแยกที่เจ็ดในอดีตทุกประการ ผนังห้องทำจากคริสตัลสีดำที่ถูกปรับความถี่ให้สามารถ "ดักจับ" และ "ฉายซ้ำ" คลื่นจิตในอดีตได้
กลางห้องมีแท่นนั่งหินอ่อนเรียบง่ายเพียงแท่นเดียว เมื่อท่านนั่งบนนั้นและปิดตาลง หากจิตของท่านเงียบพอ ท่านจะเริ่มรู้สึกถึงมัน
มันเริ่มต้นด้วยความเย็นวาบที่ปลายนิ้ว ราวกับมีลมเย็นพัดผ่านแม้ในห้องที่ไม่มีหน้าต่าง จากนั้นจะเป็นเสียงกระซิบ เสียงกระซิบที่ไม่ใช่คำพูด แต่เป็น "ความรู้สึก" ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในอกของท่าน
ความรู้สึกของการถูกทอดทิ้ง ราวกับคนที่ท่านรักที่สุดในโลกเพิ่งเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง ความรู้สึกของความสิ้นหวัง ราวกับท่านกำลังจมลงในมหาสมุทรที่ไม่มีวันถึงก้น ความรู้สึกของคำถามที่ไม่มีวันได้รับคำตอบ:
"ทำไม"
และทันใดนั้น ท่านจะรู้สึกถึง "การปรากฏตัว" ของใครบางคน พวกเขาไม่ได้อยู่ที่นั่นจริงๆ แต่มันคือ "รอยประทับ" ทางพลังงานที่แรงกล้าจนกลายเป็นรูปร่าง ในห้วงความคิดของท่านจะปรากฏภาพของผู้คนที่ยืนอยู่ที่ปากทางเข้าอุโมงค์ มองลงมายังโพรงที่กำลังปิดตัวลง บางคนร้องไห้ บางคนกรีดร้อง บางคนยืนนิ่งด้วยความตกใจจนพูดไม่ออก และในดวงตาของพวกเขามีคำถามเดียวกัน:
"ทำไมท่านถึงทอดทิ้งเรา"
ข้าพเจ้าไม่เคยอยู่ในโถงรำลึกครั้งใดโดยไม่ร้องไห้ และข้าพเจ้าไม่คิดว่าจะมีชาวอาร์การ์ธาคนใดทำได้
นี่คือของขวัญและคำสาปของเรา เราคือผู้รอดชีวิต แต่เราก็คือผู้ที่ต้องจดจำ
ข้าพเจ้าขอจบบทนี้ด้วยข้อความสุดท้ายที่วาลธอร์ส่งผ่านระบบสื่อสารก่อนที่ระบบจะถูกตัดขาดจากโลกเบื้องบนอย่างถาวร ข้อความนี้ถูกบันทึกในม้วนหมายเลข 8,047 อันเป็นม้วนสุดท้ายของชุดบันทึกการปฏิบัติการอพยพ:
"ข้าพเจ้ามองดูท้องฟ้าเป็นครั้งสุดท้าย มันเป็นสีแดงเข้มจากฝุ่นควันของภูเขาไฟที่เริ่มปะทุในระยะไกล
แผ่นดินใต้เท้าของข้าพเจ้าสั่นสะเทือนเป็นจังหวะ ราวกับหัวใจของโลกกำลังเต้นด้วยความเจ็บปวด ข้าพเจ้าได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้คนรอบข้าง แต่ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงแห่งความเงียบจากใต้เท้าของข้าพเจ้าเช่นกัน
เสียงแห่งความหวังที่กำลังจะถูกปิดผนึก ข้าพเจ้าขอฝากข้อความนี้ไปยังลูกหลานในอนาคต ในวันที่ท่านอ่านข้อความนี้ ข้าพเจ้าคงสิ้นลมไปนานแล้ว แต่อย่าเสียใจเพื่อข้าพเจ้าเลย จงเสียใจเพื่อผู้ที่ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะถูกจดจำ จงเสียใจเพื่อผู้ที่ชื่อของพวกเขาจะสูญหายไปกับกาลเวลา
และจงจำไว้ว่า ตราบใดที่ท่านยังจำพวกเขาได้ พวกเขาก็ยังไม่ตายอย่างสมบูรณ์"
ด้วยข้อความนี้ ข้าพเจ้าขอปิดบทที่สี่ของบันทึก และเตรียมก้าวเข้าสู่บทต่อไป ว่าด้วยกำเนิดนครชัมบาลาและการสร้างอารยธรรมใหม่ในความมืดใต้พิภพ
.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา