20 ก.ค. เวลา 13:44 • ดนตรี เพลง

Lemme Revisit: Madonna — Ray of Light (1998)

เมื่อสภาวะตื่นรู้จากความเป็นมารดาและปรัชญาคาบาลาห์ ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นหมุดหมายใหม่ของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ในวงการเพลงกระแสหลักอันทรงพลังและไร้กาลเวลา
แนวเพลง: Electronica, Downtempo, Art Pop, Trip Hop, Vocal Trance, Ambient Pop, New-age
ในช่วงเวลาที่ชื่อของ Madonna กลับเข้ามาอยู่ในบทสนทนาของคนฟังเพลงรุ่นใหม่อย่างเกรียงไกร หลังจากที่เธอคัมแบ็กอย่างสง่างามในวัย 67 ปีด้วย Confessions II ผลงานภาคต่อที่นักวิจารณ์ยกให้เป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดของเธอในรอบสองทศวรรษ ปรากฏการณ์นี้ได้จุดประกายให้ผู้ฟังยุคใหม่ที่อาจไม่ทันยุครุ่งเรืองในอดีต ออกเดินทางย้อนเวลาไปค้นหาคำตอบว่า เหตุใดผู้หญิงคนนี้จึงได้รับการสถาปนาให้เป็น “ราชินีเพลงป๊อบ”
และสิ่งที่พวกเขาได้ค้นพบคือบทเรียนสำคัญของวงการดนตรี นั่นคือ Madonna คือศิลปินที่ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ เธอคือผู้นำเทรนด์ที่ก้าวล้ำหน้าอุตสาหกรรมดนตรีอยู่หลายสิบก้าวเสมอผ่านการสร้างสรรค์ตัวตนและแนวดนตรีใหม่ (Reinvention) ในทุกยุคสมัย
สำหรับผู้เขียนซึ่งเป็นคนยุคมิลเลนเนียล ภาพจำแรกที่มีต่อ Madonna เคยเป็นภาพของป๊อบสตาร์วัยกลางคนที่วิ่งตามกระแสชาร์ตมากกว่าจะเป็นผู้กำหนดทิศทาง ไล่มาตั้งแต่งานยุคหลังอย่าง Hard Candy (2008) ที่ดึงโปรดิวเซอร์ฮิปฮอปอาร์แอนด์บีชื่อดังอย่าง Timbaland และ Pharrell Williams มาร่วมงาน ไปจนถึงงานสายอีดีเอ็มอย่าง MDNA (2012) และ Rebel Heart (2015) ซึ่งทำให้ผู้เขียนไม่รู้สึกอินกับผลงานของเธอเลย จนกระทั่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ
เมื่ออัลกอริทึ่มยูทูบแนะนำมิวสิควิดีโอ “Ray of Light” ไตเติ้ลแทร็กจากอัลบั้มชุดที่เจ็ดเมื่อปี 1998 ขึ้นมาบนหน้าจอ ความสงสัยนำไปสู่การกดเข้าไปฟัง และพบว่าเป็นเพลงที่เคยคุ้นหูในโฆษณาแชมพูสมัยเด็ก โปรดักชั่นอันล้ำยุคของเพลงนั้นทำให้ผู้เขียนตัดสินใจเปิดฟังอัลบั้ม Ray of Light ครบทั้งชุด และเมื่อโน้ตตัวสุดท้ายของอัลบั้มจบลง มันคือสภาวะหลุดออกจากร่าง (Out-of-body experience) ของจริง
เป็นนาทีตื่นรู้ที่ทำให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงนิยามคำว่า “ราชินีเพลงป๊อบ” และกลายเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญในการฟังเพลงนับตั้งแต่นั้นมา ถึงขั้นยอมทุ่มเงินเก็บทั้งหมดไปซื้อบัตรคอนเสิร์ต Rebel Heart Tour ในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2016 ขณะเรียนอยู่ปีสามเพื่อไปสัมผัสบารมีของเธอด้วยตาตัวเอง
หากมองย้อนกลับไปตลอดอาชีพการงานของเธอจนถึงก่อนหน้าอัลบั้ม Ray of Light โลกจดจำ Madonna ในฐานะป๊อบสตาร์ที่มีทั้งมุมสดใสและโลดโผน บทเพลงอย่าง “Like a Virgin” หรือ “Material Girl” เต็มไปด้วยพลังงานบวกและท่วงทำนองติดหูที่ส่งให้เธอขึ้นสู่จุดสูงสุดของความดังระดับโลก
หรือแม้แต่ในยุคต่อมาที่ภาพลักษณ์ของเธอจะขยับไปสู่ความอื้อฉาวและเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ตั้งแต่การท้าทายกรอบศาสนาและค่านิยมสังคมใน Like a Prayer (1989) ไปจนถึงการเปิดเปลือยเรือนร่างและประเด็นทางเพศอย่างประเจิดประเจ้อใน Erotica (1992)
ทว่าเมื่อเธอก้าวเข้าสู่วัยที่ต้องรับบทบาทการเป็นแม่คนหลังให้กำเนิด Lourdes ลูกสาวคนแรก โลกทั้งใบของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความสนใจในการเป็นป๊อบสตาร์สายบันเทิงเริ่มลดน้อยลง เปิดทางให้ความสุกงอม ความเงียบสงบ และความต้องการตกผลึกทางจิตวิญญาณเข้ามาแทนที่ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ผลงานที่เปราะบาง จริงใจ และเป็นส่วนตัวที่สุดในชีวิตของเธอ
เพื่อสะท้อนสภาวะจิตใจที่เปลี่ยนไป Madonna ได้ทิ้งสุ้มเสียงดนตรีป๊อบกระแสหลัก แล้วหันไปสวมกอดแนวดนตรีสายทดลองจากใต้ดินอย่าง เทคโน ทริปฮอป ดรัมแอนด์เบส และแอมเบียนต์ ควบคู่ไปกับการฝึกร้องเพลงอย่างจริงจังจากภาพยนตร์ Evita (1996) รวมถึงการศึกษาปรัชญาคาบาลาห์ (Kabbalah) พุทธศาสนา ฮินดู และการเล่นโยคะ
เสียงร้องของเธอในผลงานชุดนี้จึงละทิ้งการเอื้อนกังวานแบบฉูดฉาดในอดีต ลงมาสู่เนื้อเสียงที่ใกล้ชิดและติดดิน เป็นธรรมชาติ มีความกว้างและยืดหยุ่นสูง ตั้งแต่การกระซิบกระซาบด้วยโทนเสียงนุ่มเบา ไปจนถึงการแผดพลังเสียงกังวานทรงพลัง ทั้งหมดนี้ผสานรวมกับโปรดักชั่นระดับมาสเตอร์พีซของโปรดิวเซอร์ชาวอังกฤษ William Orbit จนเกิดเป็นซาวด์สุดล้ำที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งมีความนุ่มนวล ผ่อนคลาย แต่กลับเปี่ยมไปด้วยความรื่นรมย์ทางดนตรีอย่างน่าอัศจรรย์
โครงสร้างของอัลบั้มร้อยเรียงประหนึ่งการเดินทางดำดิ่งลงสู่วิหารใต้น้ำอันลึกลับ โดยเปิดฉากด้วย “Drowned World/Substitute For Love” บทเพลงแอมเบียนต์ป๊อบผสมทริปฮอปอันสะกดภวังค์ เสียงร้องของ Madonna แผ่วเบาและใกล้ชิดราวกับเพลงกล่อมเด็กในยามค่ำคืน บอกเล่าการตื่นรู้และการละทิ้งความหลงใหลในลาภยศสรรเสริญเพื่อออกตามหาความรักที่แท้จริง
ขณะที่ “The Power of Good-Bye” ก็ให้อารมณ์ความอบอุ่นและเป็นกันเองในแบบเดียวกัน แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยบีตที่กระฉับกระเฉงกว่า บทเพลงเหล่านี้สะท้อนภาพของศิลปินคนใหม่ที่เข้าถึงได้ง่ายและมีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นภาพจำอันทรงคุณค่าที่เธอไม่เคยย้อนกลับไปทำในลักษณะนี้อีกเลย
ความอัศจรรย์ที่ทำให้คุ้มค่าตลอดความยาวหนึ่งชั่วโมงเต็ม คือการที่เธอนำดนตรีสายใต้ดินมาวางลงบนจานสีของเพลงป๊อบกระแสหลักได้อย่างไร้รอยต่อ แทร็กไตเติ้ลอย่าง “Ray of Light” คือตัวอย่างชั้นยอดที่สร้างขึ้นจากคอร์ดกีตาร์ไฟฟ้าง่ายๆ ก่อนจะกระหน่ำด้วยบีตกลองอันหนักแน่นและซินธ์ไซเซอร์บิดเบี้ยวสไตล์เทคโนและทรานส์ จนกลายเป็นเพลงเต้นรำสุดทะเยอทะยาน
ส่วน “Skin” ก็เป็นอีกหนึ่งมาสเตอร์พีซของเทคโนป๊อบที่ขับเคลื่อนด้วยบีตดรัมแอนด์เบสอันพร่างพราวและบรรยากาศอันเย็นยะเยือก ปล่อยให้เสียงร้องของเธอล่องลอยผ่านไปราวกับผืนผ้าไหม ขณะที่ “Nothing Really Matters” งานเฮาส์แดนซ์ผสมผสานดนตรีแอมเบียนต์ ก็นำเสนอจังหวะจะโคนอันฉูดฉาดชวนให้นึกถึงอัลบั้ม Debut ของ Björk ได้อย่างน่าทึ่ง โดยมีมิวสิควิดีโอสุดดาร์กที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่ผู้สร้างเกมในตำนานอย่าง Silent Hill 2 อีกด้วย
นอกจากนี้ อัลบั้มยังนำเสนอความเป็นทริปฮอปยุค 90s ได้อย่างมีชั้นเชิงด้วยการใส่พลังงานเฉพาะตัวของเธอลงไป เพลงอย่าง “Swim” ใช้ไลน์กีตาร์โปร่งและเสียงสัญญาณรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเพิ่มความดิบ ให้ความรู้สึกเข้มข้นปนหม่นหมองชวนนึกถึงผลงานบีตหนักๆ ของ Portishead
ส่วน “Candy Perfume Girl” อาจเป็นช่วงเวลาที่ดำมืดที่สุดในอัลบั้มด้วยไลน์กีตาร์สไตล์กรันจ์และซินธ์ไซเซอร์สุดพร่ามัว ก่อนจะระเบิดออกในช่วงท้ายด้วยซาวด์นอยส์และกีตาร์อันดุเดือดที่ให้อารมณ์พุ่งทะยานเกือบจะเป็นดนตรีชูเกซ ซึ่งทลายทุกขอบเขตดนตรีป๊อบเดิมๆ ลงอย่างสิ้นเชิง
ความทะเยอทะยานทางศิลปะของเธอเพิ่มพูนขึ้นไปอีกในบทเพลงที่ไม่สามารถจัดหมวดหมู่ได้ง่ายๆ อย่าง “Shanti/Ashtangi” ที่เธอนำบทสวดภาษาสันสกฤตมาขับร้องบนบีตดรัมแอนด์เบสและซาวด์ไซคีเดลิกสุดล้ำ ขณะที่ “Frozen” เพลงบัลลาดอิเล็กทรอนิกส์ระดับไอคอนิกก็ผสมผสานความลึกลับของเครื่องสายออร์เคสตราเข้ากับบีตเทคโนอันเฉียบเย็นได้อย่างงดงาม
และยังมี “To Have and Not to Hold” ที่หยิบนำจังหวะบอสซาโนว่า มาปรับสปีดและใส่ชั้นเชิงทางดนตรีเข้าไปได้อย่างกลมกล่อม บทเพลงเหล่านี้อาจไม่ใช่เพลงที่ออกแบบมาเพื่อเปิดในคลับ แต่มันแสดงให้เห็นถึงมิติทางศิลปะอันหลากหลายและความเป็นสากลที่หาใครเลียนแบบได้ยาก
สองแทร็กสุดท้ายอย่าง “Little Star” และ “Mer Girl” ถูกวางไว้เป็นส่วนเติมเต็มของกันและกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเพลงแรกมุ่งเน้นไปที่การกำเนิด ส่วนเพลงหลังมุ่งเน้นไปที่ความตาย ใน “Little Star” เธอร้องเพลงถึงลูกสาววัยทารกผ่านบีตอิเล็กทรอนิกส์ทอประกายพริบพราว บอกเล่าทั้งความกลัวและความตื่นเต้นของการเป็นแม่
ในทางกลับกัน “Mer Girl” คือบทเพลงที่โศกสลดและสะเทือนอารมณ์ที่สุดในชีวิตของเธอ กับการไว้อาลัยให้แก่การจากไปของคุณแม่ ด้วยโปรดักชั่นที่เรียบง่ายและบางเบา บทกวีอันหลอกหลอนนี้แสดงภาพความเจ็บปวดจากการสูญเสียอย่างตรงไปตรงมา ก่อนที่ดนตรีทั้งหมดจะเงียบหายไปในท่อนสุดท้าย บังคับให้ผู้ฟังต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันปวดรวดร้าวไปพร้อมกับเธอ
มรดกทางดนตรีของ Ray of Light ไม่ได้หยุดอยู่แค่รางวัลแกรมมี่ 4 สาขาที่เธอคว้ามาได้อย่างสมศักดิ์ศรี แต่มันได้กลายเป็นพิมพ์เขียวสำคัญที่เซตมาตรฐานใหม่ว่า ป๊อบสตาร์ระดับโลกสามารถเติบโตและปรับเปลี่ยนตัวตนทางศิลปะอย่างจริงจังได้อย่างไร
โปรดักชั่นอันล้ำสมัยของ William Orbit ได้เปิดทางให้โปรดิวเซอร์สายทดลองเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมเพลงป๊อบยุค Y2K และส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงศิลปินรุ่นหลังอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น FKA twigs, Charli xcx, Lorde, Caroline Polachek, Arca ไปจนถึงแนวคิดการทำดนตรีของค่าย PC Music ในยุคปัจจุบัน
สุดท้ายแล้ว Ray of Light ไม่ใช่แค่ผลงานที่กู้คืนความยิ่งใหญ่ให้ Madonna ในวัยเกือบ 40 ปีเท่านั้น แต่มันคือช่วงเวลาพิเศษสุดในอาชีพการงานที่ทุกอย่างลงล็อกอย่างสมบูรณ์แบบ มันคือผลงานอันไร้พันธนาการ ดิบเถื่อน ทว่าเปี่ยมไปด้วยความสุกงอม ที่ช่วยพิสูจน์ให้คนรุ่นหลังเห็นว่า ดนตรีป๊อบสามารถเป็นอะไรก็ได้ตามที่ศิลปินปรารถนา และยังคงเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ดนตรีที่ส่องแสงเจิดจรัสอย่างทรงพลังไม่ว่าจะผ่านไปนานกี่ทศวรรษก็ตาม
คะแนน: 10/10
แทร็กไฮไลต์: All tracks
โฆษณา