•
3 ต.ค. เวลา 08:38 • ปรัชญา

อ่อนโยนกับหัวใจ...ในวันที่เหนื่อยล้า

Volume ฉบับที่ 61 เดือนกรกฎาคม 2569
Column ThinkPlus
Writer Name รศ. พญ.โสมรัชช์ วิไลยุค ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
❤️‍🩹 เมื่อ “หัวใจ” บอกว่าไม่ไหว … วิธีฮีลใจให้กลับมาเบาสบายอีกครั้งจึงเกิดขึ้น
คำว่า “หัวใจ” มักถูกหยิบยกมาใช้ในเชิงอุปมาอุปไมยอยู่บ่อยครั้ง เพราะมันคืออวัยวะสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิต เมื่อไรที่หัวใจมีปัญหา ชีวิตเราก็รวนเมื่อนั้น ...
ท่านผู้อ่านเคยไหมคะ ? บางครั้งเราไม่ได้เป็นโรคหัวใจ แต่กลับรู้สึกว่า “หัวใจเหนื่อยล้า” หรือ “หนักอึ้ง” เหลือเกิน เหนื่อยกับสิ่งรอบตัวจนพาลไม่อยากทำอะไร อยากนอนอยู่เฉย ๆ รู้ไหมคะว่า อาการใจล้าแบบนี้ สามารถส่งผลต่อร่างกายได้ไม่ต่างจากคนที่เป็นโรคหัวใจจริง ๆ เลยค่ะ ใครที่มีหัวใจเข้มแข็งตลอดเวลา หมอต้องขอยกย่องจริง ๆ แต่ถ้าใครที่กำลังรู้สึกเหนื่อยเหลือเกินในตอนนี้ หมออยากชวนมาสำรวจ 4 สาเหตุหลักที่ทำให้ใจเราล้า พร้อมวิธีเยียวยาไปด้วยกันค่ะ
🫶 1. ติดกับดักในโลกเสมือน (Social Media)
ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต หลายคนเหนื่อยล้าเพราะต้องการ “การยอมรับ” ที่ขยายวงกว้างไปสู่คนแปลกหน้า หรือที่เรียกว่ายอดไลก์ ยอดผู้ติดตาม วันใดโพสต์แล้วเงียบเหงา บางคนถึงกับหมดแรงประหนึ่งอกหัก ทั้งที่ชีวิตจริงรอบตัวไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลย
นอกจากนี้ โซเชียลยังกลายเป็นพื้นที่หลบมุมของคนบางกลุ่มที่ใช้คำพูดทำร้ายผู้อื่น โดยเฉพาะกลุ่มดารานักแสดงซึ่งเป็นเป้านิ่ง ในบางประเทศปัญหานี้รุนแรงจนทำให้ดาราบางคนต้องจบชีวิตลง หรือบางคนก็ใช้เวลาในโลกเสมือนมากกว่าเวลาที่ให้ครอบครัว หลายคู่เลิกรากัน เพราะต่างคนต่างอยู่ในโลกโซเชียลมากกว่าให้เวลาแก่กันและกัน
🌻 คืนความสงบให้ใจ : มันจะง่ายขึ้นไหมถ้าเราลอง “วางมันลง” โลกโซเชียลมันหนัก เพราะเราไปให้คุณค่ากับมัน ลองหันมามีปฏิสัมพันธ์กับคนตรงหน้า กลับมาอ่านหนังสือที่เป็นกระดาษ ฟังเพลงเบา ๆ ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมกับคนอื่น ๆ ความทุกข์เหล่านั้นจะหายไปในพริบตา ในฐานะหมอเด็ก หมอเป็นห่วงเด็ก ๆ ยุคนี้ที่เติบโตมาพร้อมโซเชียลจนพวกเขานึกไม่ออกว่าถ้าไม่เล่นโซเชียลแล้วเขาจะทำอะไร เวลาเราเข้าไปในโลกเสมือนนี้ เวลาจะผ่านไปไวมาก รู้ตัวอีกทีก็หมดเวลาแล้ว
ผลตามมาคือการนอนดึก ร่างกายไม่แข็งแรง ภาวะสมาธิสั้น และบางคนก็มีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย การจำกัดเวลาเล่นและหันมาทำกิจกรรมในชีวิตจริง คุยกับคนตรงหน้า กับคนที่เรารัก กับครอบครัว จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดค่ะ ลองทำดูนะคะ เชื่อว่าถ้าตั้งใจทำก็ไม่ยากจนเกินไป
🫶 2. พิษร้ายของการ “เปรียบเทียบ”
การเปรียบเทียบมักเกิดขึ้นบ่อยในที่ทำงานและโรงเรียน แต่บ่อยครั้งก็เกิดขึ้นในครอบครัว และเมื่อไรที่เราเริ่มเปรียบเทียบ “ความทุกข์” จะมาเยือนทันที เพราะในความเป็นจริงไม่มีอะไรเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน และคุณค่าของคนก็ไม่ได้วัดกันที่สิ่งของภายนอกอย่างเช่น เงินทอง ตำแหน่ง คำสรรเสริญหรือรางวัลเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีก เช่น ความดี ความมีศีลธรรม ความมีเมตตา มีน้ำใจ เป็นต้น
หมอมักจะนึกถึงเรื่องเล่าหนึ่งซึ่งเตือนใจอยู่เสมอ เป็นเรื่องของคุณป้าคนหนึ่งที่ถูกลอตเตอรี่ 1 ล้านบาท ตอนแรกคุณป้าดีใจและมีความสุขมาก แต่พอรู้ว่าคุณลุงข้างบ้านถูกลอตเตอรี่ 2 ล้านบาท คุณป้ากลับเป็นทุกข์ทันที ทั้งที่ตัวเองก็เพิ่งได้เงินล้านมาแท้ ๆ นี่คือข้อคิดว่าการเปรียบเทียบนำทุกข์มาให้เสมอ หรือเด็กชายเอได้คะแนนอันดับ 1 คนเดียวมาตลอด พอสอบครั้งนี้มีเด็กหญิงบีมาได้คะแนนอันดับ 1 ด้วยอีกคน เด็กชายเอเป็นทุกข์ใจอย่างมาก ทั้ง ๆ ที่ตัวเองยังได้คะแนนอันดับ 1 อยู่แท้ ๆ
🌻 ถอดรหัสใจเบา : เลิกเปรียบเทียบกับคนอื่น หากอยากเปรียบเทียบสามารถเปรียบเทียบกับตัวเองในอดีต ว่าปัจจุบันมีพัฒนาการดีขึ้นอย่างไร ให้มองในจุดที่ตัวเองอยู่ ชื่นชมในสิ่งที่ตัวเองได้รับ
ในฐานะหมอเด็ก สำหรับคุณพ่อคุณแม่สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือการเปรียบเทียบลูกในบ้าน หมอมักได้ยินคุณพ่อคุณแม่ชอบพูดว่า “ลูกคนนี้ไม่เก่งเหมือนพี่เลย” คำพูดนี้จะบั่นทอนความมั่นใจของเด็กจนเขาเชื่อว่าเขาไม่ดีจริง ๆ ดังนั้น อย่าเอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับใคร และอย่าเอาคนอื่นไปเปรียบเทียบกันเลยนะคะ รวมถึงคุณครูด้วยนะคะ ไม่ควรชมหรือว่าเด็กคนหนึ่งโดยการเอาไปเปรียบเทียบกับเด็กอีกคนหนึ่ง ไม่เช่นนั้นคุณจะสร้างความทุกข์ให้กับเด็ก ๆ เหล่านั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ
🫶 3. พลังลบ
ท่านผู้อ่านเชื่อไหมว่าเรามีเรดาร์รับพลังงานจากคนรอบข้าง หากเราอยู่กับคนคิดบวกเราจะรู้สึกสงบ สบายใจ และอยากคุยกับเขาด้วยนาน ๆ เพราะคนกลุ่มนี้มักจะมีมุมมองที่ไม่เหมือนคนอื่น สามารถมองเรื่องร้ายให้กลายเป็นดีได้ แต่พออยู่กับคนคิดลบเราจะรู้สึกอึดอัด ไม่ค่อยมีใครอยากอยู่ใกล้ เพราะเขามักจะมองทุกเรื่องในแง่ลบหมด
คนที่มองโลกในแง่ลบมักเริ่มต้นด้วยการบ่น บ่นทุกเรื่องที่เข้ามาในชีวิต ไม่มีสิ่งดีดี เกิดขึ้นในชีวิตเขาเลย หากเจอปัญหาก็จมอยู่กับความทุกข์ ไม่ได้คิดหาวิธีแก้ไข หัวหน้าเองก็มักจะรับฟังและเลือกช่วยคนที่คิดบวกมากกว่าคนที่คิดลบ เพราะชอบเดินมาบ่นเพียงอย่างเดียว คนคิดลบจึงมักจะเหนื่อยล้าก่อนคนอื่นเพราะรู้สึกท้อแท้และไม่มีใครอยากฟังหรือคุยด้วย ในสถานการณ์จริงเราทุกคนสามารถเป็นได้ทั้งคนคิดลบและคิดบวก ในคนคนเดียวกัน บางเวลาก็คิดบวก บางเวลาก็คิดลบ สามารถปรับเปลี่ยนได้
🌻 ปรับมุมมอง : แต่หากเราอยากเป็นคนที่มีพลังบวกอยู่เป็นประจำ เราสามารถเปลี่ยนพลังลบเปลี่ยนเป็นพลังบวกได้ถ้ารู้เท่าทันและฝึกฝนค่ะ เริ่มจากลองฝึกมองหาสิ่งที่ดีดี ในสถานการณ์ทั่วไปก่อน ฝึกจนเป็นนิสัย แล้วค่อย ๆ พัฒนาเป็นหาสิ่งที่ดีดี
ในสถานการณ์ที่ไม่ดี บางคนไม่เคยฝึกเลย แค่หาสิ่งดีดี ในตัวเอง ยังหาไม่เจอ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองมีสิ่งดีดีหลายอย่าง หากเราฝึกจนชำนาญ เราจะหาสิ่งดีดี ได้ไม่ยากเลยค่ะ เมื่อเจอปัญหา เราจะได้ไม่ท้อ ฝึกมองในแง่ดี และหาแนวทางการแก้ไข ถ้าคุณหัดทำแบบนี้ เชื่อว่าคุณจะได้รับการสนับสนุนจากเจ้านายคุณได้ไม่ยาก ใจเราเองก็จะมีพลังและมีสุขขึ้นด้วยเช่นกันเพราะไม่ว่าสถานการณ์ภายนอกจะเป็นยังไง แต่ใจคุณยังสงบสุขอยู่เสมอ
🫶 4. ความคาดหวังที่มากเกินไป
สาเหตุนี้สามารถเกิดขึ้นกับใครหลายคน มักเกิดกับคนประเภทบ้าพลัง ชอบทำงาน ไม่ว่าทำงานอะไรก็อยากให้ออกมาดีที่สุด และคาดหวังให้ทุกคนรอบตัวเป็นเหมือนเรา ในโลกแห่งความเป็นจริงพบว่าคนที่ร่วมงานกับเรานั้นมีความสามารถหลากหลาย บางคนสามารถทำงานได้แค่ในระดับหนึ่ง บางคนต้องค่อย ๆ พัฒนาหรือปรับตัว บางคนเก่งเรื่องหนึ่งอ่อนเรื่องหนึ่ง เมื่อทุกคนไม่ได้เป็นดั่งใจ บ่อย ๆ เข้า หัวใจเราก็เริ่มล้า เพราะเราไม่สามารถไปบังคับให้ใครเป็นได้อย่างใจเราคิดหมด บางคนลงเอยด้วยการลงมือทำงานด้วยตัวเองหมด ไม่แบ่งให้คนอื่นทำเลยก็มี
🌻 วิธีรีเซ็ตใจ : วิธีที่ใช้แก้ปัญหาคือใช้ “ความยืดหยุ่นและการปล่อยวาง” ซึ่งไม่ได้แปลว่างานจะแย่ลงนะคะ แต่ให้เราเลือกที่จะเอาใจเขามาใส่ใจเรา เข้าใจขีดจำกัดของคนอื่น เลือกคนให้ตรงกับงาน สอนในสิ่งที่ควรพัฒนา ปล่อยวางความคาดหวังที่เกินพอดี และลดความใจร้อนของตัวเอง ผลลัพธ์คือเราจะใจเย็นขึ้น มีสติขึ้น และรู้สึก “ใจเบา” ลงอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ พอเราเย็นลง คนที่ทำงานด้วยก็มีความสุขขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น
หากวันนี้คุณรู้สึกว่าหัวใจกำลังหนักอึ้ง ลองเช็กดูนะคะว่าเรากำลังแบกสิ่งไหนอยู่ โลกโซเชียล การเปรียบเทียบ พลังลบ หรือความคาดหวัง ? ลองวางมันลงทีละนิด ปรับมุมมองใหม่ ใช้ความยืดหยุ่นและปล่อยวางอย่างเหมาะสม แล้วคุณจะพบว่า...การมี “หัวใจที่เบาสบาย” นั้น สร้างได้ด้วยตัวเราเองค่ะ
โฆษณา