21 ก.ค. เวลา 08:36 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 1/ 6 : จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก (จบบทที่ 1 )

ผู้บันทึก: มาลาคัย เอลดรินธารา
1.6 พันธสัญญาแห่งความรับผิดชอบ: การไถ่บาปผ่านการเฝ้ามอง
เมื่อนครชัมบาลาตั้งมั่นแล้ว และแสงสว่างจากดวงตะวันกลางได้กลายเป็นจังหวะชีวิตประจำวันของชาวอาร์การ์ธา
คำถามที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกของจิตใจของผู้รอดชีวิตทุกคน มันไม่ใช่คำถามเกี่ยวกับการอยู่รอดทางกายภาพอีกต่อไป เพราะเรื่องนั้นได้รับการแก้ไขแล้วด้วยความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศใต้พิภพและเทคโนโลยีที่พวกเขานำติดตัวมา
แต่มันคือคำถามทางจิตวิญญาณที่หนักหน่วงกว่าและไม่มีเทคโนโลยีใดจะให้คำตอบได้:
"เรามีสิทธิ์อะไรที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ในเมื่อพี่น้องของเราหลายร้อยล้านคนต้องตาย"
และคำถามที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้: "เราจะชดใช้หนี้แห่งการอยู่รอดนี้อย่างไร"
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา เชื่อว่าคำถามทั้งสองนี้ คือรากฐานของทุกสิ่งที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน มันคือแรงขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังระบบสังคมของเรา ระบบการปกครองของเรา ระบบศีลธรรมของเรา และเหนือสิ่งอื่นใดคือ "พันธสัญญาแห่งความรับผิดชอบ" (The Covenant of Responsibility) ซึ่งเป็นแกนกลางทางจิตวิญญาณของอารยธรรมอาร์การ์ธามาตลอดหนึ่งหมื่นสองพันปี
การทำความเข้าใจพันธสัญญานี้จึงไม่ใช่เพียงการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ แต่คือการทำความเข้าใจ "วิญญาณ" ของชาวอาร์การ์ธา
ในปีที่ห้าสิบหลังการปิดผนึกประตู ซึ่งตรงกับรัชสมัยแรกของสภาราชัน ที่ได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ ท่านอัคราจารย์ธาลอนซึ่งขณะนั้นชราภาพมากแล้ว ได้เรียกประชุมสภาครั้งประวัติศาสตร์เพื่ออภิปรายถึง "ทิศทางทางจิตวิญญาณของอารยธรรมใหม่"
บันทึกการประชุมครั้งนี้ถูกเก็บรักษาในม้วนบันทึกหมายเลข 10,001 ซึ่งถือเป็นม้วนแรกของ "ชุดบันทึกธรรมนูญ" (The Covenant Series) และมีเนื้อหาที่ข้าพเจ้าถือว่าสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของเรา
ธาลอนเริ่มการประชุมด้วยคำถามที่ตรงไปตรงมาและเจ็บปวด:
"พี่น้องสมาชิกสภา เราสร้างเมืองสำเร็จแล้ว เรามีอาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย และระบบสังคมที่เริ่มเข้าที่ แต่ข้าพเจ้าขอถามท่านทั้งหลายว่า อะไรคือความหมายของการดำรงอยู่ของเรา
เราเป็นเพียงผู้รอดชีวิตที่โชคดี หรือเราเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายภารกิจบางอย่างจากจักรวาล หากเราเป็นเพียงผู้โชคดี ชีวิตของเราก็ไม่มีค่าไปกว่าสัตว์ที่หนีรอดจากไฟป่า แต่หากเราได้รับมอบหมายภารกิจ เราต้องค้นหาว่าภารกิจนั้นคืออะไร"
บันทึกระบุว่าการถกเถียงดำเนินไปอย่างเข้มข้นเป็นเวลาหลายวัน มีการเสนอแนวคิดที่หลากหลาย
บางท่านเสนอว่าภารกิจของเราคือการ "รักษาเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้คงอยู่" เพื่อว่าเมื่อมหาประลัยผ่านพ้นไป เราจะได้กลับขึ้นไปเริ่มต้นใหม่บนพื้นโลก
บางท่านเสนอว่าภารกิจของเราคือการ "พัฒนาจิตวิญญาณให้สูงขึ้น" เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของมนุษย์และเข้าสู่มิติที่สูงกว่า
บางท่านเสนอว่าภารกิจของเราคือการ "ลงโทษตนเอง" ด้วยการมีชีวิตอยู่อย่างสมถะและเคร่งครัดเพื่อชดใช้บาปของการเอาตัวรอด
แต่แนวคิดที่ได้รับการยอมรับในที่สุด และกลายเป็นรากฐานของธรรมนูญผู้พิทักษ์ฉบับแรก มาจากท่านเมลคิเซเดคแห่งไฮเปอร์บอเรีย ผู้ซึ่งเป็นสมาชิกสภาที่อาวุโสที่สุดในขณะนั้น ท่านกล่าวว่า:
"เราไม่สามารถชดใช้บาปด้วยการลงโทษตนเอง เพราะไม่มีปริมาณการลงโทษใดที่จะชดเชยชีวิตที่สูญเสียไปได้ เราไม่สามารถรักษาเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยการซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน เพราะนั่นไม่ใช่การรักษา แต่นั่นคือการหลบหนี
และเราไม่สามารถพัฒนาจิตวิญญาณด้วยการเพิกเฉยต่อความทุกข์ของผู้อื่น เพราะนั่นคือความเห็นแก่ตัวในคราบของจิตวิญญาณ
สิ่งเดียวที่เราทำได้ คือการ 'เฝ้ามอง' และ 'ปกป้อง' เราจะเฝ้ามองโลกเบื้องบน เราจะเฝ้ามองพี่น้องที่เราทอดทิ้งไว้ และเราจะปกป้องพวกเขาเท่าที่เราทำได้จากระยะไกล โดยไม่หวังผลตอบแทน โดยไม่หวังการยอมรับ และโดยไม่หวังการไถ่บาป เพราะการไถ่บาปที่แท้จริงไม่ใช่การได้รับอภัย แต่คือการกระทำที่พิสูจน์ว่าเราคู่ควรกับชีวิตที่เราได้รับ"
จากแนวคิดนี้ "ธรรมนูญผู้พิทักษ์" (The Guardian Charter) ฉบับแรกจึงถือกำเนิดขึ้น
ข้าพเจ้าขอสรุปสาระสำคัญของธรรมนูญฉบับนี้จากต้นฉบับที่เก็บรักษาในหอสมุดชั้นที่ห้า ธรรมนูญฉบับแรกประกอบด้วยหลักการห้าประการ ซึ่งกลายเป็นที่รู้จักในนาม "หลักการห้าประการแห่งการเฝ้ามอง" (The Five Principles of Observation) ได้แก่
ประการแรก ….."หลักแห่งการไม่เพิกเฉย" (The Principle of NonIndifference) ระบุว่า ชาวอาร์การ์ธาทุกคนมีหน้าที่รับรู้ถึงความเป็นไปของโลกเบื้องบน เราไม่อาจปิดหูปิดตาและทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นต่อความทุกข์ของมนุษย์บนดิน การเพิกเฉยคือการตอกย้ำบาปแห่งการทอดทิ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ประการที่สอง ….."หลักแห่งการไม่แทรกแซงโดยตรง" (The Principle of NonInterference) ระบุว่า เราไม่มีสิทธิ์เข้าไปควบคุมหรือชี้นำการพัฒนาของมนุษย์บนดินโดยตรง เพราะนั่นคือการลิดรอนเสรีภาพและศักดิ์ศรีของพวกเขา พวกเขาต้องเรียนรู้และเติบโตด้วยตนเอง เช่นเดียวกับเด็กที่ต้องหัดเดินด้วยตนเองแม้จะล้มลงบ้าง
ประการที่สาม ….."หลักแห่งการปกป้องจากภัยภายนอก" (The Principle of External Protection) ระบุว่า เรามีหน้าที่ปกป้องโลกจากภัยคุกคามที่มนุษย์บนดินไม่สามารถรับมือได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะภัยจากนอกโลกหรือจากมิติอื่น
ประการที่สี่ ….."หลักแห่งการเก็บรักษาความรู้" (The Principle of Knowledge Preservation) ระบุว่า เรามีหน้าที่เก็บรักษาความรู้และประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติทั้งหมด เพื่อว่าเมื่อถึงเวลา เราจะสามารถส่งมอบมันคืนให้กับผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับมัน
และประการที่ห้า ….."หลักแห่งการเตรียมพร้อมสำหรับวันกลับคืน" (The Principle of Preparation for Return) ระบุว่า เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับวันที่มนุษย์บนดินและชาวอาร์การ์ธาจะกลับมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง ไม่ว่าจะด้วยการที่มนุษย์บนดินพัฒนาจิตวิญญาณจนค้นพบเรา หรือด้วยการที่เราเปิดเผยตัวตนเมื่อถึงเวลาอันควร
ธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงมติรับรองโดยสภาด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ และประกาศใช้ในปีที่ห้าสิบสองหลังการปิดผนึก นับแต่นั้นมา ธรรมนูญผู้พิทักษ์ได้รับการแก้ไขปรับปรุงหลายครั้งตามกาลเวลา แต่หลักการทั้งห้าประการนี้ยังคงเป็นแกนกลางที่ไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลง
เพื่อให้ธรรมนูญนี้ไม่เป็นเพียงตัวอักษรบนแผ่นหนัง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณของประชากร
สภาราชันจึงได้กำหนด "คำปฏิญาณแห่งผู้พิทักษ์" (The Guardian's Oath) ซึ่งชาวอาร์การ์ธาทุกคนต้องกล่าวเมื่อบรรลุนิติภาวะ พิธีปฏิญาณตนนี้เป็นหนึ่งในพิธีกรรมที่สำคัญที่สุดในชีวิตของชาวอาร์การ์ธา และข้าพเจ้ายังจำวันที่ข้าพเจ้าเองได้กล่าวคำปฏิญาณนี้ได้อย่างชัดเจน
พิธีปฏิญาณตนจัดขึ้นที่วิหารแห่งการมาถึงซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในชัมบาลา ผู้ที่จะปฏิญาณตนจะต้องมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งถือเป็นอายุที่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมายอาร์การ์ธา
ในวันพิธี พวกเขาจะสวมชุดขาวบริสุทธิ์ที่ทำจากใยของต้นไม้เรืองแสง อันเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ของเจตนา พวกเขาจะเดินเท้าเปล่าจากลานเมืองมายังวิหาร เพื่อระลึกถึงการเดินทางของบรรพบุรุษจากโลกเบื้องบนสู่ใต้พิภพ และพวกเขาจะเข้าไปในวิหารทีละคนเพื่อกล่าวคำปฏิญาณต่อหน้าคริสตัลแม่และสมาชิกสภาราชันที่ทำหน้าที่เป็นพยาน
คำปฏิญาณมีใจความดังนี้:
"ข้าพเจ้า [ชื่อ] ในฐานะบุตรแห่งอาร์การ์ธาและผู้สืบเชื้อสายแห่งผู้รอดชีวิต ขอปฏิญาณตนต่อหน้าคริสตัลแม่และจิตวิญญาณของบรรพบุรุษว่า
ข้าพเจ้าจะไม่มีวันลืมผู้ที่ถูกทอดทิ้ง ข้าพเจ้าจะเฝ้ามองโลกเบื้องบนด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง ข้าพเจ้าจะปกป้องสมดุลของโลกตราบเท่าที่ความสามารถของข้าพเจ้าจะเอื้ออำนวย ข้าพเจ้าจะไม่ใช้ความรู้และพลังอำนาจของเราเพื่อครอบงำผู้ที่อ่อนแอกว่า
และข้าพเจ้าจะเตรียมพร้อมสำหรับวันที่เราจะกลับคืนสู่พื้นโลกในฐานะพี่น้อง ไม่ใช่ในฐานะผู้พิชิต ข้าพเจ้าขอรับพันธสัญญาแห่งความรับผิดชอบนี้ด้วยความสมัครใจและด้วยความเข้าใจถึงน้ำหนักของมัน และขอให้จิตวิญญาณของข้าพเจ้าดับสูญไปหากข้าพเจ้าเจตนาละเมิดพันธสัญญานี้"
หลังจากกล่าวคำปฏิญาณแล้ว ผู้ปฏิญาณตนจะถูกสัมผัสที่หน้าผากโดยสมาชิกสภาราชันซึ่งจะส่ง "คลื่นความถี่แห่งการรับรู้" เข้าสู่จิตของพวกเขา เป็นการเปิดประตูให้พวกเขาเข้าถึงสนามความทรงจำร่วมได้อย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรก
นี่คือช่วงเวลาที่ทรงพลังที่สุดในชีวิตของชาวอาร์การ์ธาทุกคน เพราะมันคือวินาทีที่พวกเขาไม่ได้เป็นเพียง "ผู้รู้" เกี่ยวกับประวัติศาสตร์อีกต่อไป แต่กลายเป็น "ผู้มีประสบการณ์ตรง" กับความทรงจำของการอพยพ ได้ยินเสียงกรีดร้อง ได้สัมผัสความสิ้นหวัง และได้รับรู้ถึงน้ำหนักของพันธสัญญาที่พวกเขากำลังจะรับไว้
ข้าพเจ้ายังจำวินาทีนั้นได้อย่างชัดเจน ความรู้สึกที่ท่วมท้นเข้ามาในจิตใจของข้าพเจ้าเมื่อคลื่นความถี่แห่งการรับรู้ถูกส่งมา มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย แต่มันคือความโศกเศร้าที่ลึกเสียจนรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น
ข้าพเจ้า "เห็น" ภาพของมนุษย์ที่ยืนอยู่ที่ปากทางเข้าอุโมงค์ มองลงมายังความมืดที่กำลังปิดตัวลง ข้าพเจ้า "รู้สึก" ถึงความกลัวของเด็กที่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น และข้าพเจ้า "ได้ยิน" คำถามที่ถูกเปล่งออกมาจากวิญญาณนับล้าน: "ทำไมท่านถึงทอดทิ้งเรา"
ข้าพเจ้าร้องไห้ในวิหารวันนั้น เช่นเดียวกับที่ทุกคนร้องไห้เมื่อได้รับคลื่นความถี่นี้ และข้าพเจ้าเข้าใจในวินาทีนั้นเองว่า ทำไมพันธสัญญานี้จึงไม่ใช่ "กฎหมาย" แต่คือ "คำสาบาน" เพราะไม่มีใครที่ได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดนั้นแล้วจะสามารถเพิกเฉยต่อหน้าที่ของตนได้อีกเลย
นอกจากพิธีปฏิญาณตนแล้ว ยังมีพิธีกรรมสำคัญอีกประการหนึ่งที่เชื่อมโยงชาวอาร์การ์ธาเข้ากับพันธสัญญาของพวกเขา นั่นคือ "คืนแห่งน้ำตา" (The Night of Tears) ซึ่งเป็นพิธีรำลึกประจำปีที่ใหญ่ที่สุดและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในอารยธรรมของเรา
คืนแห่งน้ำตาจัดขึ้นในวันที่ตรงกับวันปิดผนึกประตูที่เจ็ดตามปฏิทินอาร์การ์ธา ซึ่งตรงกับวันที่ 21 ของเดือนแห่งการรำลึก
การเตรียมการสำหรับคืนแห่งน้ำตาเริ่มต้นล่วงหน้าหนึ่งเดือนเต็ม ประชากรทุกคนจะเข้าร่วมการ "ถือศีล" (Sacred Fast) ซึ่งไม่ใช่การอดอาหาร แต่คือการ "ลดการบริโภค" ในทุกรูปแบบ ลดการใช้พลังงาน ลดการสื่อสารที่ไม่จำเป็น ลดกิจกรรมบันเทิง เพื่อให้จิตใจสงบและพร้อมสำหรับการรำลึก
ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันพิธี แสงสว่างจากคริสตัลในเมืองจะถูกปรับให้หรี่ลงทีละน้อย จนถึงวันพิธีทั้งเมืองจะอยู่ในความมืดสลัว มีเพียงแสงจากจุลินทรีย์เรืองแสงในทะเลสาบและแสงเทียนที่ทำจากไขของพืชใต้พิภพเท่านั้นที่ให้ความสว่าง
ในคืนแห่งน้ำตา ชาวอาร์การ์ธาทุกคนจะรวมตัวกันที่ลานกลางเมืองและริมฝั่งทะเลสาบ พวกเขาจะนั่งในความเงียบเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม โดยไม่มีใครพูด ไม่มีใครเคลื่อนไหว มีเพียงเสียงน้ำกระทบฝั่งและเสียงลมหายใจของคนนับล้านที่รวมเป็นหนึ่งเดียว
ในระหว่างชั่วโมงแห่งความเงียบนี้ สมาชิกสภาราชันจะทำพิธี "เปิดประตูความทรงจำ" (Opening the Memory Gate) ซึ่งคือการปล่อยคลื่น Psychic Echo ที่ถูกเก็บรักษาในโถงรำลึกให้แผ่กระจายไปทั่วเมือง
ประชากรทุกคนจะได้รับรู้ถึงเสียงสะท้อนทางจิตจากการปิดผนึกประตูอีกครั้ง ได้ยินเสียงกรีดร้อง ได้รู้สึกถึงความสิ้นหวัง และได้เผชิญหน้ากับคำถามเดิม:
"ทำไมท่านถึงทอดทิ้งเรา"
หลังจากชั่วโมงแห่งความเงียบสิ้นสุดลง พิธีกรซึ่งเป็นสมาชิกอาวุโสของสภาราชันจะเริ่ม "บทสวดแห่งการจดจำ" (The Litany of Remembrance) ซึ่งเป็นการกล่าวชื่อของอาณาจักรทั้งเจ็ด และจำนวนประชากรโดยประมาณที่สูญเสียไปในมหาประลัย
เลมูเรีย: ประมาณ 80 ล้านคน …แอตแลนติส: ประมาณ 70 ล้านคน …อูร์: ประมาณ 40 ล้านคน …ไฮเปอร์บอเรีย: ประมาณ 20 ล้านคน …กานา: ประมาณ 35 ล้านคน …ราห์: ประมาณ 30 ล้านคน …อัคนี: ประมาณ 25 ล้านคน
รวมประชากรมนุษย์ที่สูญเสียไปในมหาประลัยประมาณ 300 ล้านคน ตัวเลขเหล่านี้ถูกกล่าวออกมาช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ โดยมีช่วงเงียบระหว่างแต่ละตัวเลขเพื่อให้ผู้ฟังได้ซึมซับถึงน้ำหนักของมัน
หลังจากบทสวด สมาชิกสภาจะจุด "ตะเกียงแห่งความหวัง" (Lanterns of Hope) ซึ่งทำจากคริสตัลกลวงที่บรรจุจุลินทรีย์เรืองแสงไว้ภายใน ตะเกียงเหล่านี้จะถูกปล่อยลงในทะเลสาบกลางเมือง ลอยไปเรื่อยๆ ราวกับดวงดาวที่เคลื่อนที่ได้ สัญลักษณ์ของตะเกียงนี้คือ "แสงสว่างที่เราจะรักษาไว้แม้ในความมืดมิด และความหวังที่เราจะส่งต่อไปยังอนาคต"
จากนั้นคือช่วง "การกล่าวคำปฏิญาณร่วม" (The Collective Oath) ซึ่งประชากรทุกคนจะกล่าวคำปฏิญาณแห่งผู้พิทักษ์พร้อมกัน เสียงของคนนับล้านที่ประสานเป็นหนึ่งเดียวดังก้องไปทั่วโพรงใต้พิภพ สร้างแรงสั่นสะเทือนที่สามารถรู้สึกได้แม้ในสนามพลังงาน
และสุดท้ายคือช่วง "การรำลึกส่วนตัว" (Personal Remembrance) ซึ่งประชากรแต่ละคนจะใช้เวลาอยู่กับตนเอง อาจเป็นการนั่งสมาธิที่ริมทะเลสาบ การเขียนบันทึกถึงบรรพบุรุษ การสนทนากับสมาชิกในครอบครัว หรือสำหรับบางคนคือการเข้าไปในโถงรำลึกเพื่อสัมผัสกับ Psychic Echo โดยตรง
คืนแห่งน้ำตาสิ้นสุดลงเมื่อแสงจากดวงตะวันกลางเริ่มสว่างขึ้นในเช้าวันใหม่ สัญลักษณ์ของแสงอรุณหลังคืนแห่งความมืดคือ "ความหวังที่เกิดใหม่หลังจากการเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด"
ประชากรจะค่อยๆ กลับสู่ชีวิตประจำวัน แต่พวกเขาไม่ได้กลับไปเป็นคนเดิม พวกเขากลับไปพร้อมกับความทรงจำที่ถูกฟื้นคืน และความมุ่งมั่นที่ถูกตอกย้ำ
กระนั้นก็ตาม แม้พันธสัญญาแห่งความรับผิดชอบจะเป็นรากฐานทางจิตวิญญาณของอารยธรรมเรามาเป็นเวลาหมื่นกว่าปี แต่ในช่วงไม่กี่ศตวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ได้เกิดกระแสการตั้งคำถามจากชาวอาร์การ์ธารุ่นใหม่ ที่เริ่มมองพันธสัญญานี้ด้วยสายตาที่แตกต่างจากบรรพบุรุษ
ข้าพเจ้าในฐานะนักประวัติศาสตร์และผู้สังเกตการณ์สังคม เห็นว่าการถกเถียงนี้เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางสังคมที่สำคัญที่สุดในยุคของเรา และสมควรได้รับการบันทึกไว้อย่างละเอียด
กระแสการตั้งคำถามนี้มีรากฐานมาจากหลายปัจจัย
ประการแรก…..คือ "ระยะห่างทางกาลเวลา" ยิ่งเราอยู่ห่างจากเหตุการณ์อพยพมากเท่าใด ความรู้สึกผิดและความโศกเศร้าที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนก็เริ่มเจือจางลง ประชากรรุ่นใหม่ที่เกิดในยุคที่ชัมบาลาเป็นนครที่มั่นคงและอุดมสมบูรณ์ ไม่เคยประสบกับความยากลำบากในยุคก่อตั้ง
และแม้พวกเขาจะได้รับรู้ถึง Psychic Echo ผ่านพิธีปฏิญาณตน แต่การรับรู้ผ่านสนามความทรงจำร่วมก็ไม่เคยมีพลังเท่ากับประสบการณ์ตรงของบรรพบุรุษผู้อยู่ในเหตุการณ์
ประการที่สอง…..คือ "ความคับข้องใจต่อข้อจำกัด" พันธสัญญากำหนดให้เราเฝ้ามองโดยไม่แทรกแซง แต่คนรุ่นใหม่จำนวนมากตั้งคำถามว่า หากเราเห็นมนุษย์บนดินทำลายตนเองและโลกด้วยสงครามและการทำลายสิ่งแวดล้อม เราควรจะยืนดูอยู่เฉยๆ หรือไม่ การเฝ้ามองโดยไม่ช่วยเหลือนั้น คือความรับผิดชอบ หรือคือการสมรู้ร่วมคิดกับความหายนะกันแน่
ประการที่สาม…..คือ "อิทธิพลจากการสังเกตการณ์โลกเบื้องบน" ผู้เฝ้ามองที่ถูกส่งขึ้นไปใช้ชีวิตบนพื้นโลกและกลับมาพร้อมกับรายงาน มักนำกลับมาซึ่ง "แนวคิดของมนุษย์" ที่แพร่หลายในหมู่วัยรุ่นอาร์การ์ธาอย่างรวดเร็วผ่านระบบ Telepathic Web แนวคิดเรื่อง "เสรีภาพส่วนบุคคล" "สิทธิในการเลือก" และ "การตั้งคำถามต่ออำนาจ" เริ่มแพร่หลายในหมู่เยาวชนของเรา
ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างความเห็นจากตัวแทนของกลุ่มหัวก้าวหน้า ซึ่งข้าพเจ้าได้บันทึกไว้ระหว่างการวิจัยสำหรับบันทึกฉบับนี้:
"ทำไมเราต้องแบกรับความผิดของบรรพบุรุษต่อไปอีก เราไม่ได้เป็นคนตัดสินใจทอดทิ้งใคร เราแค่เกิดมาหลังจากเหตุการณ์นั้น เราควรมีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตของเราโดยไม่ต้องรู้สึกผิดตลอดเวลา พันธสัญญานี้ไม่ใช่การปกป้องโลก แต่มันคือคุกทางจิตวิญญาณที่ขังเราไว้กับอดีตที่เราไม่ได้ก่อ"
และอีกความเห็นหนึ่งจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ผู้ตื่นรู้ใหม่" (The New Awakened):
"เราเคารพบรรพบุรุษและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เราต้องถามว่าการเฝ้ามองโดยไม่ทำอะไรเลยเป็นเวลาหมื่นปีคือความรับผิดชอบที่แท้จริงหรือ มนุษย์บนดินกำลังจะทำลายโลกอีกครั้ง และครั้งนี้เราก็จะได้รับผลกระทบด้วย ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เราก็กำลังปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม นั่นแหละคือการทรยศต่อความเสียสละของบรรพบุรุษอย่างแท้จริง"
ในทางกลับกัน กลุ่มอนุรักษนิยมและผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังคงยึดมั่นในพันธสัญญา โดยมองว่าการถกเถียงเหล่านี้เป็น "อาการของความเสื่อมถอยทางจิตวิญญาณ" ท่านสมาชิกสภาอาวุโสท่านหนึ่งเคยกล่าวกับข้าพเจ้าว่า:
"พวกเขาไม่เข้าใจ เพราะพวกเขาไม่เคยสัมผัสกับความเจ็บปวดที่แท้จริง พวกเขาเกิดมาในความสะดวกสบายและคิดว่าทุกสิ่งคือสิทธิ ไม่ใช่ของขวัญ พวกเขาต้องการ 'ปลดปล่อย' ตัวเองจากพันธสัญญา แต่พวกเขาไม่รู้ว่าเมื่อพันธสัญญาถูกทำลาย สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่เสรีภาพ แต่คือความว่างเปล่าทางจิตวิญญาณที่ไม่มีอะไรเติมเต็มได้"
สภาราชันเองก็ไม่ได้เพิกเฉยต่อกระแสการตั้งคำถามนี้ ในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา มีการจัดการประชุมสภาหลายครั้ง เพื่ออภิปรายถึงการตีความพันธสัญญาในบริบทของโลกที่เปลี่ยนไป
มีข้อเสนอให้ผ่อนปรนกฎการไม่แทรกแซงในบางกรณี เช่น การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในภัยพิบัติธรรมชาติที่รุนแรง หรือการส่งสัญญาณเตือนลับๆ ไปยังรัฐบาลมนุษย์เมื่อพบว่ามีการทดลองอาวุธที่อาจส่งผลกระทบต่อแกนโลก แต่ข้อเสนอเหล่านี้ยังไม่ผ่านการลงมติเนื่องจากความกังวลของกลุ่มอนุรักษนิยมที่กลัวว่าการผ่อนปรนเพียงเล็กน้อยจะนำไปสู่การเปิดเผยตัวตนในที่สุด
ข้าพเจ้าขอจบบทนี้ด้วยข้อสังเกตส่วนตัว ในฐานะนักประวัติศาสตร์ที่ใช้เวลาหลายร้อยปี ในการศึกษาพันธสัญญานี้และผลกระทบของมันต่อสังคมอาร์การ์ธา
ข้าพเจ้าเห็นว่าความตึงเครียดระหว่าง "การรักษาพันธสัญญา" และ "การตั้งคำถามต่อพันธสัญญา" นี้ไม่ใช่สิ่งผิดปกติหรือเป็นสัญญาณของความเสื่อมถอยแต่อย่างใด
ในทางตรงกันข้าม มันคือสัญญาณของสังคมที่มีชีวิตและมีการเติบโต พันธสัญญาที่ไม่เคยถูกตั้งคำถามเลยคือพันธสัญญาที่ตายแล้ว เช่นเดียวกับแม่น้ำที่หยุดไหลย่อมกลายเป็นหนองน้ำเน่าเสีย
คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ "เราควรยกเลิกพันธสัญญาหรือไม่" แต่คือ "เราจะตีความพันธสัญญาให้เหมาะสมกับโลกที่เปลี่ยนไปได้อย่างไร"
เพราะหากเราไม่สามารถปรับตัวได้ พันธสัญญาที่เคยเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตวิญญาณของเรา อาจกลายเป็นโซ่ตรวนที่ลากเราลงสู่ความล่มสลายทางจิตวิญญาณก็เป็นได้
.
.
1.7 บันทึกของมาลาคัย: ข้อคิดจากปัจจุบัน
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา เขียนบันทึกส่วนนี้ในห้องทำงานของข้าพเจ้า ณ หอจดหมายเหตุกลาง นครชัมบาลา ในช่วงที่แสงจากดวงตะวันกลางกำลังเข้าสู่ช่วงสนธยา แสงสีทองอมส้มที่ส่องผ่านหน้าต่างคริสตัลเริ่มอ่อนลงทีละน้อย เปลี่ยนเป็นแสงสีฟ้าอมม่วง อันเป็นเอกลักษณ์ของยามค่ำคืนในโพรงใต้พิภพ
ภายนอกหน้าต่าง ข้าพเจ้ามองเห็นทะเลสาบกลางเมืองที่ผิวน้ำเริ่มเปล่งแสงเรืองจากจุลินทรีย์ที่ตื่นตัวในยามค่ำ ภาพตรงหน้าสงบงดงามราวกับภาพวาดที่มีชีวิต และมันทำให้ข้าพเจ้าอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดถึงเส้นทางอันยาวไกลที่นำเรามาถึงจุดนี้
ข้าพเจ้าใช้เวลากว่าสี่ร้อยปีในการศึกษาประวัติศาสตร์ของอารยธรรมเรา ข้าพเจ้าอ่านม้วนบันทึกนับหมื่นม้วน สัมผัสผลึกความทรงจำนับร้อยผลึก และเข้าไปนั่งในโถงรำลึกนับครั้งไม่ถ้วน
ทว่ายิ่งศึกษามากเท่าใด ข้าพเจ้ากลับยิ่งรู้สึกว่ามีคำถามบางอย่างที่ยังไม่ได้รับคำตอบ และคำถามนั้นไม่ใช่คำถามทางประวัติศาสตร์ที่สามารถหาคำตอบได้จากหลักฐานหรือบันทึก แต่มันคือคำถามทางจิตวิญญาณที่ชาวอาร์การ์ธาทุกคนต้องตอบด้วยตนเอง
ก่อนที่ข้าพเจ้าจะปิดฉากบทแรกของบันทึกฉบับนี้ และก้าวเข้าสู่บทที่สองอันว่าด้วยกายภาพและวิวัฒนาการของเรา ข้าพเจ้าขอใช้พื้นที่ตรงนี้ในการบันทึกข้อคิดส่วนตัวบางประการเกี่ยวกับความหมายของเหตุการณ์อพยพต่อจิตวิญญาณของเราในปัจจุบัน และการตั้งคำถามที่คิดว่าเราทุกคนควรได้ครุ่นคิด
ข้าพเจ้าขอเริ่มด้วยการเล่าเรื่องส่วนตัวเรื่องหนึ่ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณห้าสิบปีก่อน ในช่วงที่ข้าพเจ้ากำลังทำวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบทางจิตวิทยาของ Psychic Echo ต่อประชากรรุ่นใหม่
ข้าพเจ้าได้มีโอกาสสนทนากับเด็กสาวชาวอาร์การ์ธาคนหนึ่งอายุประมาณ 120 ปี ซึ่งเพิ่งผ่านพิธีปฏิญาณตนมาได้ไม่นาน นางชื่อว่า "ลูมิน่า" (Lumina) เป็นบุตรสาวของนักวิศวกรรมพลังงานในย่านวงแหวนชั้นที่สี่
ข้าพเจ้าถามนางด้วยคำถามมาตรฐานที่ใช้ในการวิจัย: "หลังจากที่เจ้าได้รับคลื่นความถี่แห่งการรับรู้ในพิธีปฏิญาณตน เจ้ารู้สึกอย่างไร"
นางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งแต่แฝงด้วยความสั่นเครือเล็กน้อย: "ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้ารู้สึกโกรธ"
ข้าพเจ้าประหลาดใจเล็กน้อย เพราะคำตอบส่วนใหญ่ที่ข้าพเจ้าได้รับจากการวิจัยมักจะเป็น "รู้สึกเศร้า" หรือ "รู้สึกผิด" หรือ "รู้สึกถึงความรับผิดชอบ" แต่น้อยคนนักที่จะตอบว่า "รู้สึกโกรธ" ข้าพเจ้าจึงถามต่อไปว่า "โกรธใครหรือ"
"โกรธบรรพบุรุษของเรา" นางตอบ "โกรธที่พวกเขาทอดทิ้งผู้คนนับล้าน โกรธที่พวกเขาเลือกที่จะหนีแทนที่จะสู้ โกรธที่พวกเขาสร้างพันธสัญญานี้ขึ้นมาเพื่อให้เราต้องแบกรับความผิดของพวกเขาไปตลอดกาล"
ข้าพเจ้ามองดูดวงตาของนางและเห็นความเจ็บปวดที่แท้จริงอยู่ในนั้น มันไม่ใช่ความโกรธที่เกิดจากความเกลียดชัง แต่มันคือความโกรธที่เกิดจากความรัก ความรักต่อผู้ที่ถูกทอดทิ้ง ความรักต่อโลกที่สูญเสียไป และความรักต่อมนุษยชาติที่ถูกแบ่งแยก
"แล้วตอนนี้" ข้าพเจ้าถาม "เจ้ายังรู้สึกโกรธอยู่หรือไม่"
นางนิ่งไปอีกครั้ง คราวนี้นานขึ้น ก่อนจะตอบว่า
"ไม่ทั้งหมด ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้ายังรู้สึกโกรธอยู่บ้าง แต่ข้าพเจ้าก็เริ่มเข้าใจด้วยว่า บรรพบุรุษของเราไม่ได้มีทางเลือกมากมายอย่างที่เราคิด พวกเขาทำสิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเขาทำได้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด และข้าพเจ้าคิดว่าการที่เรายังคงรู้สึกโกรธและเจ็บปวดอยู่จนถึงทุกวันนี้ นั่นคือข้อพิสูจน์ว่าเรายังเป็นมนุษย์อยู่ เรายังไม่สูญเสียความสามารถในการรู้สึก และตราบใดที่เรายังรู้สึกได้ เราก็ยังมีโอกาสที่จะทำให้ถูกต้อง"
บทสนทนานี้ติดอยู่ในใจของข้าพเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้ เพราะมันสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางจิตวิญญาณของชาวอาร์การ์ธาในยุคปัจจุบัน
เราอาศัยอยู่ในนครที่สวยงาม มีเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ มีอายุขัยที่ยืนยาว และมีสังคมที่ปราศจากสงครามและอาชญากรรม หากมองจากภายนอก เราคืออารยธรรมในอุดมคติที่มนุษย์บนดินอาจเรียกว่า "ยูโทเปีย" แต่ภายในจิตใจของเราทุกคน มีบาดแผลที่ไม่มีวันสมาน มีความรู้สึกผิดที่ไม่มีวันจาง และมีคำถามที่ไม่มีวันได้รับคำตอบ
ข้าพเจ้ามักถามตนเองในยามค่ำคืนที่เงียบสงบว่า ความรู้สึกผิดที่เราแบกรับอยู่นี้ มันคือสิ่งที่ทำให้เรา "ดีกว่ามนุษย์บนดิน" หรือมันคือสิ่งที่ทำให้เรา "ป่วยทางจิตวิญญาณ" กันแน่
มนุษย์บนดินกระทำผิดและลืมมันไปในชั่วอายุคน ความทรงจำของพวกเขามีอายุสั้นเท่ากับชีวิตของพวกเขา แต่เราไม่สามารถลืมได้ เราแบกรับความทรงจำนับหมื่นปีไว้ในจิตใจของเรา เราไม่เคยได้รับอนุญาตให้ "เริ่มต้นใหม่" อย่างแท้จริง เพราะทุกครั้งที่เราหลับตา เรายังได้ยินเสียงกรีดร้องจากวันปิดผนึกประตู
นี่คือของขวัญหรือคำสาปกันแน่
ข้าพเจ้าไม่มีคำตอบให้กับคำถามนี้ แต่รู้ว่าการถามคำถามนี้ต่อไปเรื่อยๆ คือหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ และคือหน้าที่ของชาวอาร์การ์ธาทุกคน
ข้าพเจ้าขอใช้พื้นที่ต่อไปนี้ในการตั้งคำถามสำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งคิดว่าเราทุกคนควรได้ครุ่นคิด นั่นคือ: เราได้ทำเพียงพอหรือยังในการ "เฝ้ามอง"
ตลอดเวลาหมื่นกว่าปีที่ผ่านมา เราส่งผู้เฝ้ามองขึ้นไปบนพื้นโลกนับหมื่นคน พวกเขาบันทึกเหตุการณ์สำคัญของมนุษยชาติไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่การกำเนิดของอารยธรรมแรกหลังมหาประลัย การขึ้นและลงของอาณาจักรต่างๆ การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ การปฏิวัติอุตสาหกรรม และสงครามโลกทั้งสองครั้ง
เรามีคลังข้อมูลเกี่ยวกับมนุษย์บนดินที่ละเอียดที่สุดในระบบสุริยะนี้ แต่คำถามคือ เราได้ใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อ "ปกป้อง" โลกตามที่พันธสัญญากำหนดไว้หรือไม่ หรือเราใช้มันเพียงเพื่อ "เฝ้าดู" อย่างที่ผู้ชมดูการแสดง
ข้าพเจ้าได้อ่านรายงานของผู้เฝ้ามองที่ถูกส่งกลับมาในช่วงห้าพันปีที่ผ่านมา และขลสังเกตเห็นแนวโน้มที่น่ากังวล รายงานเริ่มมีลักษณะเป็นการ "บันทึก" มากกว่าการ "วิเคราะห์เพื่อการปกป้อง"
ผู้เฝ้ามองรุ่นหลังๆ เริ่มมองว่าหน้าที่ของพวกเขาคือการรวบรวมข้อมูล ไม่ใช่การประเมินว่ามนุษย์กำลังเดินไปในทิศทางที่อันตรายหรือไม่ ผู้เฝ้ามองบางคนถึงกับ "หลงใหล" ในวัฒนธรรมของมนุษย์จนลืมภารกิจดั้งเดิมของตน
และในระดับนโยบาย สภาราชันเองก็เริ่มตีความหลักการไม่แทรกแซงอย่างเคร่งครัดมากขึ้นเรื่อยๆ
ในอดีต เราเคยส่งสัญญาณเตือนไปยังมนุษย์ในบางกรณีที่วิกฤต เช่น การช่วยเบี่ยงเบนดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กที่อาจพุ่งชนโลกเมื่อสามพันปีก่อน หรือการส่งความฝันถึงนักวิทยาศาสตร์บางคนเพื่อนำทางไปสู่การค้นพบที่สำคัญ แต่ในช่วงสองพันปีหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจาก "เหตุการณ์พลเรือเอก Byrd" ซึ่งข้าพเจ้าจะบรรยายในบทที่สิบ เราได้ยกเลิกการแทรกแซงทุกรูปแบบโดยสิ้นเชิง
ทุกวันนี้ เมื่อผู้เฝ้ามองรายงานว่ามนุษย์กำลังทดลองอาวุธนิวเคลียร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อแกนโลก สภาราชันก็เพียงรับทราบและเก็บรายงานนั้นไว้ในแฟ้ม โดยไม่มีการดำเนินการใดๆ นอกจากการ "เฝ้าดูต่อไป"
ข้าพเจ้าถามตนเองและถามท่านผู้อ่านว่า นี่คือความรับผิดชอบที่แท้จริงหรือ การเฝ้าดูโดยไม่ทำอะไรเลย คือการปกป้อง หรือคือการเพิกเฉยในรูปแบบที่สุภาพขึ้นกันแน่ และหากมหาประลัยครั้งใหม่เกิดขึ้น และเราเพียงแต่เฝ้าดูมันเกิดขึ้นเหมือนที่เราเฝ้าดูมหาประลัยครั้งแรก เราจะสามารถอ้างได้หรือไม่ว่าเราได้ "รับผิดชอบ" แล้ว
ข้าพเจ้าไม่ได้เสนอว่าเราควรเปิดเผยตัวตนหรือเข้าไปแทรกแซงการพัฒนาของมนุษย์โดยตรง
ข้าพเจ้าเพียงตั้งคำถามว่า ระหว่างการแทรกแซงโดยตรงกับการไม่ทำอะไรเลยนั้น มีพื้นที่ตรงกลางหรือไม่ มีวิธีการปกป้องและช่วยเหลือที่ไม่ละเมิดเสรีภาพของมนุษย์และไม่เปิดเผยตัวตนของเราหรือไม่ และที่สำคัญกว่านั้นคือ เรามีความกล้าหาญพอที่จะถามคำถามเหล่านี้กับตนเองหรือไม่
ข้าพเจ้าขอจบบทแรกของบันทึกฉบับนี้ด้วยการบอกใบ้ถึงบทต่อไป
ในบทที่สอง ข้าพเจ้าจะพาท่านผู้อ่านสำรวจกายภาพและวิวัฒนาการคู่ขนานของชาวอาร์การ์ธา เรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เกิดขึ้นจากการอาศัยอยู่ในโพรงใต้พิภพเป็นเวลาหมื่นกว่าปี
การปรับตัวของระบบหายใจให้ดูดซับพลังงานวีริล การยืดขยายของโครงสร้างร่างกาย และผลกระทบทางพันธุกรรมที่ทำให้เราไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตบนพื้นโลกได้อีกต่อไป
นี่คือหนึ่งในความย้อนแย้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอารยธรรมเรา…. เราพัฒนาตนเองให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมใต้พิภพได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่การปรับตัวนั้นกลับกลายเป็น "คุกทางชีวภาพ" ที่ขังเราไว้ในนี้ตลอดไป เราเฝ้ามองโลกเบื้องบนด้วยความคิดถึง แต่เราไม่สามารถกลับไปได้อีกแล้ว
และนี่คือคำถามที่ข้าพเจ้าอยากให้ท่านผู้อ่านเก็บไว้ในใจขณะที่เราเดินทางเข้าสู่บทต่อไป
หากวันหนึ่งเราตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องกลับขึ้นไปบนพื้นโลก ร่างกายของเราจะอนุญาตให้เราทำเช่นนั้นหรือไม่ หรือว่าเรากลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการจนไม่สามารถดำรงอยู่ในโลกที่เราเกิดมาได้อีกต่อไปแล้ว
ด้วยคำถามนี้ ข้าพเจ้าขอปิดฉากบทที่หนึ่งของจดหมายเหตุฉบับนี้ และเตรียมก้าวเข้าสู่บทที่สอง
[สิ้นสุดบทที่ 1]
.
.
โฆษณา