23 ก.ค. เวลา 08:00 • ไอที & แก็ดเจ็ต

ส่องสายงาน อปท. เสี่ยงตกงานปี 2575 เซตระบบ Agentic AI อนุมัติแทนคน

วิเคราะห์เจาะลึก 5 สายงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เสี่ยงถูก Agentic AI เข้ามาทดแทนเต็มรูปแบบก่อนปี 2575 แนะข้าราชการเร่งปรับตัวก่อนสายเกินไป
สัญญาณเตือนภัย อปท. ทั่วประเทศ เมื่อคลื่นลูกใหม่ Agentic AI กำลังจะลบล้างงานรูทีน
ภายหลังจากมีหนังสือด่วนที่สุดจากทำเนียบรัฐบาล สั่งการให้หน่วยงานกำหนดนโยบายกำลังคนภาครัฐเร่งศึกษาโมเดลนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปฏิรูประบบราชการและลดงบประมาณรายจ่ายประจำลงอย่างเร่งด่วน
สปอตไลต์ดวงใหญ่ไม่เพียงแต่จับจ้องไปที่กระทรวงส่วนกลางในกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่ยังส่องตรงไปยัง "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" (อปท.) ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลทั่วประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานหน้าบ้านที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด และมีการจ้างงานบุคลากรในตําแหน่งงานธุรการและพนักงานจ้างทั่วไปในสัดส่วนที่สูงมาก
การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ในระลอกปี พ.ศ. 2569-2575 นี้ ไม่ใช่แค่แชตบอตธรรมดาที่ทำหน้าที่ตอบคำถาม แต่คือ "Agentic AI" หรือปัญญาประดิษฐ์เชิงระบบตัวแทนอัตโนมัติที่มีความสามารถในการคิด วางแผน ดึงข้อมูลข้ามหน่วยงาน และอนุมัติเอกสารสิทธิ์หรือคำร้องต่างๆ ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจทานซ้ำซ้อนของมนุษย์
เมื่อรัฐราชการอุ้ยอ้ายที่ต้องจ่ายเงินเดือน สวัสดิการ และเงินบำเหน็จบำนาญรวมกันกว่า 820,000 ล้านบาทต่อปี กำลังถูกบีบด้วยวินัยทางการคลัง คลื่นเทคโนโลยีนี้จึงกลายเป็นเครื่องมือหลักที่จะเข้ามาเขย่าโครงสร้าง อปท. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แนวโน้มความเข้มงวดในการบริหารจัดการกำลังคนและรายจ่ายที่ไม่จำเป็นนี้ สอดรับกับแนวทางนโยบายที่เคยมีการขับเคลื่อนมาก่อนหน้านี้ ดังเช่นบทความวิเคราะห์โดยทีมข่าวการเมือง PPTV Online เรื่อง "เศรษฐา" สั่งลดงบฯ พีอาร์ผลงาน ลดการบรรจุข้าราชการใหม่ ที่ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ความพยายามในการจำกัดอัตรากำลังคนและการลดรายจ่ายประจำเพื่อรักษาสมดุลทางการคลังนั้นเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง และ Agentic AI จะเป็นอาวุธชิ้นสำคัญที่ทำให้นโยบายนี้สำเร็จอย่างก้าวกระโดดในระดับท้องถิ่น
เปิด 5 สายงานใน อปท. ที่มีสัดส่วนความเสี่ยงตกงานสูงสุดก่อนปี 2575
จากการประเมินแนวโน้มเทคโนโลยีภาครัฐและกรอบการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร. หรือ DGA) ร่วมกับบทวิเคราะห์ทิศทางแรงงานโลก พบว่ามี 5 สายงานหลักในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะถูกระบบอัตโนมัติและ Agentic AI เข้ามาอนุมัติเอกสารและทำงานทดแทนมนุษย์เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ก่อนปี พ.ศ. 2575 ดังนี้
1. งานธุรการ พนักงานสารบรรณ และงานบันทึกข้อมูล
นี่คือสายงานที่มีการจ้างงานหนาแน่นที่สุดในทุกเทศบาลและ อบต. ลักษณะงานเป็นการเดินเอกสาร ลงทะเบียนรับ-ส่งหนังสือราชการ พิมพ์งานราชการ และจัดเก็บไฟล์เอกสาร ซึ่งงานทั้งหมดนี้จะถูกทดแทนโดยสมบูรณ์ด้วยระบบ "e-Saraban AI" ที่เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลกลาง ระบบสามารถสแกนเอกสารฉบับจริง ตีความเนื้อหา จัดหมวดหมู่ ส่งต่อให้ผู้รับผิดชอบ และร่างหนังสือตอบกลับตามระเบียบงานสารบรรณได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที ทำให้ความจำเป็นในการใช้กำลังคนในส่วนนี้หมดไป
2. เจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้ พนักงานคลัง และงานตรวจรับชำระภาษีท้องถิ่น
งานคำนวณและจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีป้าย และค่าธรรมเนียมต่างๆ ในระดับท้องถิ่น มักเผชิญกับข้อจำกัดเรื่องความล่าช้าและการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ในอนาคตอันใกล้ แพลตฟอร์มคลังอัจฉริยะที่ผสาน AI จะทำการประมวลผลข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ร่วมกับฐานข้อมูลกรมที่ดินโดยอัตโนมัติ เพื่อคำนวณอัตราภาษีที่ถูกต้อง ส่งใบแจ้งหนี้ดิจิทัลตรงถึงประชาชน และตรวจสอบการชำระเงินผ่านระบบ QR Code ข้ามกระทรวงโดยตรงโดยไม่ต้องมีพนักงานจ้างคอยนั่งตรวจนับเอกสารหรือรับเงินสดหน้าเคาน์เตอร์อีกต่อไป
เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำลังตรวจสอบระบบการชำระภาษีออนไลน์ผ่านปัญญาประดิษฐ์ที่มีความแม่นยำและรวดเร็วปลอดภัยสูงสุดยุคนี้
3. เจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎร์และบัตรประจำตัวประชาชน
บริการหน้าบ้านที่ประชาชนเข้ามาติดต่อบ่อยที่สุดกำลังถูกเปลี่ยนผ่านไปสู่แอปพลิเคชันส่วนกลางของรัฐ และตู้บริการอัตโนมัติ ที่ทำงานด้วยระบบจดจำใบหน้า และระบบปัญญาประดิษฐ์ประมวลผลคำขอ การต่ออายุบัตรประชาชน การแจ้งย้ายที่อยู่ หรือการขอใบรับรองราษฎรจะทำได้สำเร็จผ่านสมาร์ทโฟนโดยมี AI คอยตรวจสอบความถูกต้องหลังบ้าน ส่งผลให้จุดบริการทะเบียนราษฎร์ตามที่ทำการ อปท. จะลดขนาดลงจนเหลือเพียงจุดให้คำแนะนำสำหรับผู้สูงอายุเท่านั้น
4. งานพัสดุ งานจัดซื้อจัดจ้าง และการตรวจรับพัสดุเบื้องต้น
กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (e-GP) ในระดับท้องถิ่น มักมีความล่าช้าจากระเบียบเอกสารและมีความเสี่ยงต่อการทุจริต การนำระบบ Agentic AI มาช่วยสแกนราคากลาง ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เสนอราคาตามข้อกฎหมายแบบเรียลไทม์ และทำหน้าที่ตรวจทานเอกสารสัญญาการจัดซื้อจัดจ้าง จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและลดเวลาในการอนุมัติลงได้กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้โครงสร้างคณะกรรมการพัสดุและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในส่วนนี้ถูกลดบทบาทลงอย่างมาก
5. งานประชาสัมพันธ์และเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการข้อมูลประชาชน
งานตอบคำถามประชาชนเกี่ยวกับขั้นตอนการขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร การขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หรือการร้องเรียนปัญหาน้ำไหลไฟดับ จะถูกเปลี่ยนไปอยู่บนระบบ Agentic AI Voice & Chatbot ที่ฉลาดล้ำลึก สามารถสนทนาด้วยภาษาไทยท้องถิ่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ สามารถดึงข้อมูลพิกัดแผนที่สารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อแจ้งความคืบหน้าแก่ประชาชนได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่มนุษย์คอยนั่งสแตนด์บายรับสายโทรศัพท์อีกต่อไป
ภาพกราฟิกแสดงสถาปัตยกรรมข้อมูลการเชื่อมโยงเครือข่ายความปลอดภัยทางไซเบอร์ภายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อคุ้มครองข้อมูลของประชากรในพื้นที่ทั่วประเทศ
ถอดบทเรียนระดับสากล ความจำเป็นของการปฏิรูปโครงสร้างและการคลังท้องถิ่น
การเปลี่ยนผ่านสายงานใน อปท. ไปสู่ระบบอัตโนมัติไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสแฟชั่น แต่เป็นแนวโน้มทางเศรษฐศาสตร์ภาครัฐระดับสากลที่มีข้อมูลวิจัยรองรับอย่างเด่นชัด
ในรายงานวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์สากล รายงานของสถาบัน Gartner เรื่อง Top Strategic Technology Trends for 2026: Government ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หน่วยงานภาครัฐระดับท้องถิ่นทั่วโลกที่สามารถนำสถาปัตยกรรม Agentic AI เข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานระดับปฏิบัติการ จะสามารถยกระดับความเร็วในการให้บริการประชาชนขึ้นถึง 4 เท่า และสามารถประหยัดต้นทุนงบประมาณรายจ่ายด้านบุคลากรในตําแหน่งงานรูทีนลงได้ถึง 35 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลา 5 ปี
นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมรับมือกับการลดจำนวนข้าราชการอย่างนุ่มนวลยังผูกติดอยู่กับแนวทางการปรับหลักเกณฑ์โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ "เออร์ลีรีไทร์" รูปแบบใหม่ที่รัฐบาลไทยตั้งเป้าหมายคิกออฟอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2570
ซึ่งนโยบายนี้จะเปิดโอกาสให้ข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นในสายงานที่เสี่ยงถูกทดแทน สามารถสมัครใจเข้าโครงการเพื่อรับเงินก้อนชดเชย โดยที่ อปท. แต่ละแห่งจะทำการ "ยุบอัตรากำลังนั้นอย่างถาวร" และส่งมอบหน้าที่ให้ปัญญาประดิษฐ์ทำแทนทันที แนวทางนี้ทำให้การปรับลดคนเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ส่งผลกระทบต่อแรงงานในปัจจุบันกระทันหัน
ข้าราชการส่วนท้องถิ่นระดับบริหารกำลังวิเคราะห์แผนภูมิความคุ้มค่าของการลดอัตรากำลังคนและการใช้ระบบตัวแทนปัญญาประดิษฐ์อัตโนมัติทดแทนงานธุรการในวันนี้ (ภาพ AI)
3 ยุทธศาสตร์สำหรับข้าราชการ อปท. พลิกเกมจาก "ผู้ถูกทดแทน" สู่ "ผู้ควบคุม AI"
เพื่อให้อยู่รอดปลอดภัยภายใต้คลื่นดิสรัปชันครั้งใหญ่ก่อนปี 2575 บุคลากรและข้าราชการส่วนท้องถิ่นในทุกระดับต้องเร่งปรับตัวและยกระดับทักษะของตนเองอย่างเร่งด่วน ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลักต่อไปนี้
1. เปลี่ยนบทบาทเป็นผู้บริหารจัดการข้อมูลท้องถิ่น AI เก่งกาจในการประมวลผลข้อมูล แต่ต้องการมนุษย์ในการตรวจสอบความถูกต้องและบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ข้าราชการ อปท. ต้องพัฒนาทักษะการบริหารจัดการข้อมูลชุมชน และการใช้เครื่องมือภูมิสารสนเทศ (GIS) เพื่อป้อนข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่ระบบ AI
2. ยกระดับทักษะการเป็นนักพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ผันตัวเองจากงานเอกสารไปสู่งานพัฒนาเชิงรุก เรียนรู้วิธีการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการขยะมูลฝอย การบรรเทาสาธารณภัย และการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยการประสานงานกับมนุษย์และชุมชนอย่างลึกซึ้ง
3. ฝึกฝนจริยธรรมเทคโนโลยีและธรรมาภิบาลข้อมูล ระบบคำนวณของ AI อาจมีความผิดพลาดหรือเอนเอียงได้ ข้าราชการท้องถิ่นยุคใหม่จะต้องทำหน้าที่เป็น "ผู้คุมกฎความถูกต้อง" (Human-in-the-loop) ตรวจสอบความโปร่งใสในการอนุมัติเอกสารของ AI เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนในพื้นที่ได้รับความเป็นธรรมและเท่าเทียมกันตามหลักกฎหมาย
ระบบราชการส่วนท้องถิ่นในอนาคตจะไม่ใช่สถานที่ของคนที่นั่งพิมพ์ดีดหรือปั๊มตรายางบนแผ่นกระดาษอีกต่อไป แต่จะเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมที่ผอมเพรียวและฉลาดล้ำ ข้าราชการ อปท. ที่มองเห็นโอกาสและเร่งอัปสกิลตัวเองตั้งแต่วันนี้ จะกลายเป็นบุคลากรเนื้อหอมที่เป็นที่ต้องการสูงสุดในการพลิกโฉมท้องถิ่นไทยให้ก้าวสู่ระดับสากลได้อย่างยั่งยืน
อินโฟกราฟิกสรุป 5 สายงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดที่จะถูกปัญญาประดิษฐ์เข้ามาอนุมัติเอกสารและทำงานทดแทนมนุษย์ในอนาคตอันใกล้นี้
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/news/ไอที/279867
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา