วันนี้ เวลา 09:11 • ข่าวรอบโลก

In Focus: จับตาอิหร่านเดินหมากใหญ่ ยืมมือฮูตีปิดช่องแคบ “บับเอลมันเดบ” สะเทือนการค้าโลก

สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังกลับมาเป็นที่จับตาของทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อความพยายามที่ไม่เป็นผลในการระงับข้อพิพาทระหว่าง สหรัฐฯ – อิหร่าน นำไปสู่การปะทุของไฟสงครามระลอกใหม่ที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตอบโต้ทางทหารโดยตรงเท่านั้น แต่ยังดึงเอากลุ่มฮูตีในเยเมนเข้ามาเป็นหมากตัวสำคัญ พร้อมกับสัญญาณเตือนถึงการเตรียมปิด “ช่องแคบบับเอลมันเดบ” (Bab el-Mandeb)
ความเป็นไปนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และสถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร In Focus สัปดาห์นี้จึงขอพาท่านผู้อ่านไปหาคำตอบของสถานการณ์นี้
อิหร่านส่งสัญญาณยืมมือกลุ่มฮูตีปิดช่องแคบ “บับเอลมันเดบ”
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา ไฟสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ดูเหมือนจะสงบลงหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่ทำให้เกิดกรอบเวลาการเจรจา 60 วันสู่การบรรลุข้อตกลงถาวรเพื่อยุติสงครามระหว่างทั้งสองฝ่าย แม้ในช่วงแรกสถานการณ์ดูเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่ไม่นานทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันไปมาว่าอีกฝ่ายไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงจนในที่สุดการสู้รบกันก็ได้ปะทุขึ้น
หลังจากที่ไฟสงครามระลอกใหม่ระอุขึ้นอีกครั้ง สหรัฐฯ ได้เดินหน้าโจมตีอิหร่านอย่างต่อเนื่องโดยอ้างว่าเป็นการโจมตีเพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านพุ่งเป้าโจมตีเรือบรรทุกสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซและ “ลดขีดความสามารถของอิหร่านในการคุกคามการเดินเรือพาณิชย์”
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของสหรัฐฯ ส่งผลให้อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการส่งฝูงขีปนาวุธและโดรนเข้าโจมตีฐานทัพ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาค และเริ่มส่งสัญญาณไปยังกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุน ให้เตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์การปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ ในกรณีที่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวว่า ทางกลุ่มฮูตีได้เสร็จสิ้นการเตรียมความพร้อมสำหรับการโจมตีเรือขนส่งสินค้าที่เดินทางผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบแล้ว และตัวแทนจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ที่พำนักอยู่ในเยเมน จะเป็นผู้ควบคุมและตัดสินใจว่าควรจะปิดช่องแคบบับเอลมันเดบเมื่อใด
ฮูตีขู่ปิดล้อมทางทะเลซาอุดีอาระเบีย
หลังจากที่อิหร่านส่งสัญญาณดังกล่าวได้ไม่นาน กลุ่มฮูตีก็ได้ประกาศใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบียในวันที่ 20 ก.ค. โดยโฆษกฝ่ายทหารของกลุ่มฮูตียืนยันจะตอบโต้แบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” เนื่องจากทางกลุ่มเชื่อว่า ซาอุดีอาระเบียอยู่เบื้องหลังการโจมตีท่าอากาศยานซานาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติอับฮาของซาอุดีอาระเบีย
1
ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ได้กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวในเวลาต่อมาว่า กลุ่มฮูตียังไม่ได้ก่อให้เกิดภัยคุกคามใด ๆ ในทะเลแดง พร้อมยืนยันว่า กองกำลังสหรัฐจะตอบโต้ทันทีหากมีความจำเป็น
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการเดินเรือจาก LSEG ระบุว่า เรือ 2 ลำที่บรรทุกน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบียเพื่อมุ่งหน้าไปยังจีนและอินเดีย ได้ตัดสินใจกลับลำและเปลี่ยนเส้นทางไปยังคลองสุเอซแล้ว หลังจากได้รับคำขู่ดังกล่าว
รู้จักช่องแคบบับเอลมันเดบ “ประตูแห่งน้ำตา” ที่อาจลุกเป็นไฟอีกครั้ง
ช่องแคบบับเอลมันเดบ มีความหมายในภาษาอาหรับว่า “ประตูแห่งน้ำตา” (Gate of Tears) เป็นเส้นทางน้ำแคบ ๆ ที่ตั้งอยู่ระหว่างประเทศเยเมนทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ กับประเทศจิบูตีและเอริเทรียทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ โดยช่องแคบแห่งนี้นับว่ามีความสำคัญยิ่งต่อการค้าโลก เนื่องจากเป็นประตูเข้าสู่ทะเลแดงและคลองสุเอซ ซึ่งเป็นทางลัดที่เชื่อมเอเชียและยุโรปเข้าด้วยกัน
1
ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศเผยว่า ในแต่ละปี มีการขนส่งสินค้าผ่านทางเรือทั่วโลกราว 12-15% ที่ต้องเดินทางผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบแห่งนี้ โดยนับเป็นหนึ่งในเส้นทางลำเลียงสินค้าเชิงพาณิชย์ที่มีการใช้งานหนาแน่นที่สุดในโลก ซึ่งใช้ขนส่งตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร ปัจจัยการผลิตในภาคอุตสาหกรรม เคมีภัณฑ์ สินค้าเกษตร ไปจนถึงพลังงานประเภทต่าง ๆ
1
ปิด = ป่วน
หากการปิดช่องแคบบับเอลมันเดบดังกล่าวเกิดขึ้นจริง จะทำให้เกิดภาวะ “คอขวดสองชั้น” (Double chokepoint) ซึ่งคุกคามทั้งการขนส่งพลังงานออกจากกลุ่มประเทศอาหรับ และการเดินทางสัญจรทางเรือไปทางทิศตะวันตกผ่านทะเลแดง โดยภาคส่วนแรกที่จะได้รับผลกระทบในทันทีจะไม่ใช่น้ำมัน แต่เป็นระบบโลจิสติกส์ เนื่องจากเรือจำเป็นต้องเดินทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮปของแอฟริกา ซึ่งทำให้ระยะทางเดินเรือไกลขึ้นถึง 4,000-6,000 ไมล์ทะเล ทำให้ระยะเวลาการขนส่งสินค้านานขึ้นอีก 10-20 วัน
อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกยังชี้อีกว่า ปัญหาที่แท้จริงคือการสูญเสียขีดความสามารถในการขนส่งทางเรือที่มีประสิทธิภาพ เรือที่ต้องใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้นสองสัปดาห์ในทะเลจะทำให้จำนวนเที่ยวเรือลดลงในแต่ละปี ส่งผลให้ตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน และตารางการเดินเรือขาดความน่าเชื่อถือ
หากมองย้อนกลับไปในปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กลุ่มฮูตีออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธฮามาสในฉนวนกาซาด้วยการก่อเหตุโจมตีเรือบรรทุกสินค้าในทะเลแดงเพื่อตอบโต้กรณีที่อิสราเอลดำเนินปฏิบัติการทางทหารอย่างไร้มนุษยธรรมกับชาวปาเลสไตน์ จะเห็นได้ว่า ผลกระทบเหล่านี้เกิดขึ้นได้รวดเร็วเพียงใด โดยอัตราค่าระวางเรือ (freight rates) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บริษัทขนส่งประกาศเก็บค่าธรรมเนียมฉุกเฉิน ขณะที่ต้นทุนประกันภัยปรับตัวเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ค่าภาระต้นทุนทั้งหมดยังถูกส่งผ่านไปตามห่วงโซ่อุปทาน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การพังทลายของการค้า หากแต่เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนในการขนส่งสินค้าทั่วโลก
ไทยเสี่ยงเผชิญน้ำมันแพง-ค่าไฟพุ่ง-ต้นทุนสูง
ไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูง โดยข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงานเปิดเผยว่า ในปี 2568 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 57% หากการปิดช่องแคบดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ภาวะคอขวดสองชั้นอาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นด้วย
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบต่อต้นทุนและเวลาการจัดส่งสินค้าของผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกไปยังยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง ซึ่งใช้เส้นทางคลองสุเอซเป็นหนึ่งในเส้นทางหลัก เนื่องจากค่าส่งสินค้าและค่าระวางเรือที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร และเครื่องจักรที่ต้องจัดส่งบ่อย อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อการแข่งขันของสินค้าไทยด้วย
แม้ว่าสถานการณ์โลกจะผันผวนตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา แต่การค้าโลกก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวผ่านการเปลี่ยนเส้นทาง การวางระบบห่วงโซ่อุปทานใหม่ ตลอดจนการปรับตัวของภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ล้วนแลกมาด้วยต้นทุนมหาศาล ด้วยเหตุนี้ช่องแคบบับเอลมันเดบจึงมีความสำคัญอย่างมาก แม้การปิดเส้นทางอย่างสมบูรณ์อาจไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจโลกต้องหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง แต่ก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง
โฆษณา