วันนี้ เวลา 05:44 • ประวัติศาสตร์

ฉลาดเกินไปจนต้องกำจัด? เปิดตำนาน 'ไฮพาเทีย' สตรีผู้เขย่าอาณาจักรด้วยสติปัญญา

ผู้คนส่วนใหญ่จดจำ “ไฮพาเทียแห่งอเล็กซานเดรีย (Hypatia of Alexandria)” ในฐานะ "มรณสีกษัตริย์แห่งปัญญาชนหญิง" และ "นางเอกผู้พบกับจุดจบอันน่าเศร้า" จากสองเหตุผลหลัก นั่นคือ คำสอนอันทรงคุณค่าทางด้านปรัชญา คณิตศาสตร์ และดาราศาสตร์ของเธอ รวมถึงเหตุการณ์ที่เธอถูกฆาตกรรมอย่างทารุณเพียงเพราะความรู้ความสามารถเหล่านั้น
แม้กรีกโบราณจะเป็นผู้วางรากฐานทางปรัชญาให้แก่ระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมของโลกตะวันตก แต่ผู้หญิงในยุคนั้นกลับแทบไม่มีโอกาสได้สร้างผลงานอันมีอิทธิพลต่อสังคมเลย ยกเว้นแต่ “ไฮพาเทีย (Hypatia)” หญิงสาวผู้เลอโฉม สติปัญญาเลิศเลอ และกล้าหาญ ชาวกรีกต่างชื่นชมในตัวเธออย่างสุดหัวใจ แม้กระทั่งเหล่าบุรุษเพศยังต้องสยบให้แก่ความสำเร็จอันน่าทึ่งของเธอ
ด้วยความรักและความเคารพเหล่านั้น ยิ่งทำให้การสิ้นชีวิตของไฮพาเทีย ซึ่งนับเป็นการฆาตกรรมที่วางแผนมาอย่างแยบยลและโหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ กลายเป็นเรื่องที่น่าพิศวงและชวนฉงนอย่างยิ่งเมื่อมองจากเบื้องต้น แม้เรื่องราวชีวิตส่วนใหญ่ของเธอจะสูญหายไปตามกาลเวลา แต่ความขัดแย้งทางระเบียบการเมืองและศาสนาในยุคนั้น ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยสำคัญที่สุดคือ ศรัทธาในลัทธิเพกาน (Paganism) ของเธอ ซึ่งกลายเป็นสาเหตุหลักที่นำไปสู่ความตาย และในทางกลับกัน ความตายนั้นเองก็ส่งให้เธอกลายเป็นอมตะตลอดกาล
เรื่องราวของเธอเป็นอย่างไร ผมจะเล่าให้ฟังครับ
นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ไฮพาเทียเกิดในช่วงประมาณปีค.ศ.350 (พ.ศ.893) โดยเป็นบุตรีของ “เธโอน (Theon)” นักคณิตศาสตร์และนักปรัชญาผู้ซึ่งส่งเสริมการศึกษาของไฮพาเทียมาตั้งแต่เด็ก ทว่าไฮพาเทียก็ไม่ได้ยึดติดอยู่กับคำสอนของผู้เป็นพ่อเพียงอย่างเดียว แต่ขวนขวายหาช่องทางเรียนรู้สิ่งที่ตนสนใจด้วยตัวเองอย่างรวดเร็ว โดยนอกเหนือจากคณิตศาสตร์แล้ว เธอยังรักและหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์เป็นพิเศษ ถึงขั้นประดิษฐ์ แอสโทรเลบ (Astrolabe) หรือเครื่องมือสำหรับส่องและวัดตำแหน่งของวัตถุบนท้องฟ้าในยามค่ำคืน
นอกจากนี้ เธอยังสร้างชื่อจนกลายเป็นสมาชิกคนสำคัญของสำนักปรัชญานีโอเพลโต (Neoplatonic school) โดยเธอมักสวมเสื้อคลุมสัญลักษณ์ของชนชั้นนำทางวิชาการ (ซึ่งในยุคนั้นเป็นสิ่งที่อนุญาตให้เฉพาะผู้ชายทำได้ แต่ไม่ได้ทำให้ไฮพาเทียย่อท้อเลยแม้แต่น้อย) จากนั้นจึงเดินเข้าสู่ใจกลางเมืองเพื่อถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับเพลโตให้แก่ทุกคนที่พร้อมจะรับฟัง และปรากฏว่ามีผู้คนจำนวนมากทีเดียวที่เฝ้ารอฟังอย่างจดจ่อ ทั้งยังหลงใหลในบทตีความปรัชญาของเธอ และหลงเสน่ห์ในตัวไฮพาเทียเอง
ผู้คนเริ่มเขียนถึงไฮพาเทียมากขึ้นเรื่อยๆ โดยหลังจากที่เธอเสียชีวิตไปแล้ว ได้มีการบรรยายตรงกันว่าเธอเป็นสตรีที่มีเสน่ห์ดึงดูด รูปร่างหน้าตางดงามสง่า และมีรัศมีแห่งความสูงศักดิ์ ซึ่งสารานุกรมโบราณฉบับหนึ่งได้พรรณนาถึงเธอไว้ว่า
"เธองดงามเลิศเลอและมีเรือนร่างอันสมบูรณ์แบบ มีวาจาที่ชาญฉลาดและเป็นเหตุเป็นผล การกระทำของเธอเปี่ยมด้วยความระมัดระวังและทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ผู้คนทั่วทั้งเมืองต่างต้อนรับเธออย่างสมเกียรติและให้ความเคารพเป็นพิเศษ"
คำถามคือ ไฮพาเทียก้าวเข้าสู่โลกวิชาการที่ผู้ชายครองอำนาจได้อย่างไร? และไม่ใช่แค่เอาชีวิตรอด แต่ยังเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งใหญ่
เหล่าผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า อาจเป็นเพราะปัจจัยง่ายๆ เพียงข้อเดียว นั่นคือ "พรหมจรรย์"
นักปราชญ์หญิงผู้นี้อุทิศตนให้แก่ความบริสุทธิ์ เธอไม่เคยแต่งงาน และจากบันทึกทั้งหมด เชื่อกันว่าเธอรักษาพรหมจรรย์ไว้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ซึ่งสังคมกรีกโบราณเทิดทูนการถือครองพรหมจรรย์เป็นคุณธรรมอันสูงส่ง ดังนั้น ทั้งชายและหญิงจึงยอมรับและเคารพไฮพาเทีย เนื่องจากเธอดูไร้ซึ่งเรื่องเพศรส สิ่งนี้ทำให้เธอถูกมองว่า "ไร้ภัยคุกคาม" แม้เธอจะมีสติปัญญาลึกล้ำและมีผลงานทางวิชาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม การถือศีลพรหมจรรย์ก็ไม่ได้ช่วยให้เธอรอดพ้นจากการถูกคุกคามทางเพศ มีเรื่องเล่าว่า ศิษย์ชายคนหนึ่งหลงรักเธออย่างหัวปักหัวปำจนเธอหวั่นใจกับอาการ "คลั่งรัก" ของเขา จึงตัดสินใจใช้วิธีการอันเด็ดขาดเพื่อช่วยชีวิตเขาจากตัวเอง (และคาดว่าเพื่อช่วยให้ตัวเธอเองรอดพ้นจากการเกี้ยวพาราสีที่คุกคามนั้นด้วย)
ในขณะที่นักเรียนชายคนนั้นกำลังเอ่ยปากบอกรักเธออีกครั้ง ตำนานเล่าว่า ไฮพาเทียได้กระทำบางอย่าง และกล่าวว่า
"ความรักของเจ้านั้นเป็นเพียงกามราคะ เจ้าไม่ได้เข้าใจความจริงของผู้หญิงเลยสักนิด เอานี่ไปดูเสีย แล้วจงตื่นจากอาการคลั่งไคล้ในตัวข้าได้แล้ว"
และมันได้ผล ชายหนุ่มคนนั้นหายขาดจากอาการหลงใหล ทำให้ไฮพาเทียสามารถกลับไปลุยงานของเธอต่อได้ ทว่า ชายกลุ่มอื่นกลับยังคงจับตาดูเธออย่างใกล้ชิด และเจตนาของพวกเขาก็ไม่ได้มีความเป็นสุภาพบุรุษไปกว่ากัน เพียงแต่พวกเขาไม่ได้ต้องการจะจีบหรือเกี้ยวพาราสีเธอ พวกเขาต้องการสังหารเธอ
ไฮพาเทียนับถือลัทธิเพกานในยุคที่ศาสนาคริสต์เพิ่งเริ่มก่อตัวและกำลังขยายอิทธิพล ส่งผลให้ชาวเพกานจำนวนมากยอมเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ด้วยความกลัวว่าจะถูกกดขี่ข่มเหง แต่ไฮพาเทียไม่ทำเช่นนั้น เธอยังคงปฏิบัติพิธีกรรมทางเพกานต่อไปโดยไม่อิดออดและไม่คิดจะซ่อนเร้น ซึ่งการแข็งขืนนี้ แม้ว่าเธอจะเคยได้รับความคุ้มครองและสนับสนุนจากรัฐบาลแห่งอเล็กซานเดรียอยู่ช่วงหนึ่งก็ตาม ทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มคริสเตียน
เมื่อกลุ่มคริสเตียนเริ่มปลุกระดมความรุนแรงขึ้นในเมือง การสนับสนุนจากฝั่งรัฐบาลก็พังทลาย และความพยายามที่จะคุ้มครองเธอก็ยุติลงเช่นกัน
“ซีริล (Cyril)” หนึ่งในบิชอปผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของอเล็กซานเดรีย เป็นผู้นำในการรณรงค์เพื่อกำจัดไฮพาเทีย เมื่อซีริลไม่สามารถโจมตีฝ่ายรัฐบาลได้โดยตรง เขาจึงตัดสินใจล้มขวากหนามและขุมกำลังทางปัญญาที่ทรงพลังที่สุดของรัฐบาลแทน
บิชอปซีริลได้สั่งให้กลุ่มนักบวชที่โกรธเกลียดลักพาตัวไฮพาเทีย โดยเหล่านักบวชกระทำทารุณและสังหารไฮพาเทียอย่างโหดร้ายเกินจะพรรณา
ซีริลสร้างความชอบธรรมให้แก่การกระทำอันเหี้ยมโหดนี้โดยอ้างว่าไฮพาเทียเป็นตัวแทนของการบูชารูปเคารพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ศาสนาคริสต์ต่อต้านและพยายามกำจัด แต่เป็นความโชคร้ายของซีริลและสาวก เพราะการสังหารไฮพาเทีย กลับยิ่งทำให้ชื่อของเธอกลายเป็นอมตะ
หากพวกเขาปล่อยให้ไฮพาเทียมีชีวิตอยู่ ผลงานและชื่อเสียงของเธออาจจะสูญหายไปตามกาลเวลาเหมือนคนอื่นๆ แต่ในความตาย เธอยังคงเป็นเหมือนเมื่อครั้งมีชีวิต นั่นคือไม่ยอมถูกทำให้เงียบเสียง และยึดมั่นในความอยากรู้อยากเห็นและความมหัศจรรย์ของโลกใบนี้อย่างไม่ถดถอย
โฆษณา