Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Healthntier
•
ติดตาม
23 ก.ค. เวลา 00:00 • สุขภาพ
ความดันโลหิตสูง คืออะไร? สาเหตุ อาการ วิธีควบคุมที่ได้ผล
คนไทยกว่า 13 ล้านคนเป็นโรคความดันโลหิตสูง และที่น่ากังวลกว่านั้นคือมากกว่าครึ่งหนึ่งไม่รู้ตัวว่าป่วย เพราะโรคนี้มักไม่แสดงอาการใดๆ จนกว่าจะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอย่างหัวใจวายหรือหลอดเลือดสมองแตก
นี่คือเหตุผลที่แพทย์ทั่วโลกเรียกความดันโลหิตสูงว่า "ฆาตกรเงียบ" เพราะมันทำลายอวัยวะสำคัญในร่างกายอย่างต่อเนื่องโดยที่เจ้าตัวไม่รู้สึกอะไรเลย
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าความดันโลหิตสูงคืออะไร ค่าไหนที่ต้องเริ่มระวัง สาเหตุที่แท้จริงมาจากอะไร และวิธีควบคุมที่ได้ผลจริงในชีวิตประจำวัน
ความดันโลหิตสูงคืออะไรกันแน่?
ความดันโลหิต คือแรงดันที่เลือดกระทำต่อผนังหลอดเลือดขณะหัวใจสูบฉีด ค่าที่วัดได้ประกอบด้วยตัวเลขสองตัว ตัวบนคือ Systolic ซึ่งเป็นแรงดันขณะหัวใจบีบตัว และตัวล่างคือ Diastolic ซึ่งเป็นแรงดันขณะหัวใจคลายตัว หน่วยวัดคือมิลลิเมตรปรอท หรือ mmHg
เมื่อเทียบค่าปกติกับค่าผิดปกติ ระดับ Normal จะอยู่ต่ำกว่า 120/80 mmHg ระดับ Elevated อยู่ที่ 120-129 ตัวบนโดยตัวล่างยังต่ำกว่า 80 ระดับ Stage 1 อยู่ที่ 130-139/80-89 ระดับ Stage 2 อยู่ที่ 140/90 ขึ้นไป และระดับ Hypertensive Crisis ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินคือสูงกว่า 180/120 mmHg
โดยทั่วไปแพทย์จะวินิจฉัยว่าเป็นความดันโลหิตสูงเมื่อวัดได้ตั้งแต่ 130/80 mmHg ขึ้นไป และวัดซ้ำได้ค่าใกล้เคียงกันหลายครั้ง
ความดันโลหิตสูงมีกี่ประเภท?
ประเภทแรกคือ Primary Hypertension หรือความดันสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด พบมากที่สุดคิดเป็นกว่า 90-95% ของผู้ป่วยทั้งหมด ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลสะสมจากหลายปัจจัย เช่น อายุ พันธุกรรม อาหาร และพฤติกรรมการใช้ชีวิต มักพัฒนาขึ้นอย่างช้าๆ ในช่วงหลายปี
ประเภทที่สองคือ Secondary Hypertension หรือความดันสูงที่มีโรคต้นเหตุชัดเจน พบประมาณ 5-10% เกิดจากโรคอื่นโดยตรง เช่น โรคไตเรื้อรัง เนื้องอกต่อมหมวกไต ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ภาวะ Sleep Apnea หรือแม้แต่ยาบางชนิดอย่างยาคุมกำเนิดและยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ข้อแตกต่างสำคัญคือ Secondary Hypertension มักรักษาให้หายได้ถ้าจัดการที่ต้นเหตุสำเร็จ
ทำไมถึงถูกเรียกว่า "ฆาตกรเงียบ"?
เหตุผลหลักคือความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ไม่มีอาการที่ชัดเจนให้สังเกตได้ คนจำนวนมากใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่รู้เลยว่าความดันสูงมาเป็นปีๆ กว่าจะรู้ตัวก็มักเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงไปแล้ว เช่น หัวใจวายเฉียบพลันหรือหลอดเลือดสมองแตก
ต่างจากอาการเจ็บป่วยทั่วไปที่ร่างกายส่งสัญญาณเตือนให้รู้ ความดันสูงกลับทำลายอวัยวะภายในอย่างเงียบๆ ทุกวันโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า
อะไรเป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูง?
ปัจจัยแรกคืออาหาร โดยเฉพาะโซเดียมและอาหารแปรรูป โซเดียมส่วนเกินทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้น ปริมาณเลือดในระบบไหลเวียนเพิ่มขึ้น ความดันจึงสูงตามไปด้วย คนไทยส่วนใหญ่บริโภคโซเดียมเฉลี่ยวันละ 3,000-4,000 มิลลิกรัม ซึ่งเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำเกือบสองเท่า อาหารที่ควรระวังเป็นพิเศษได้แก่ น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส อาหารกระป๋อง อาหารแปรรูป อาหารจานด่วน และขนมขบเคี้ยว
ปัจจัยที่สองคือพฤติกรรมการใช้ชีวิต การสูบบุหรี่ทำให้นิโคตินไปกระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัวและความดันพุ่งขึ้นทันที การดื่มแอลกอฮอล์เกิน 2 ดริ๊งค์ต่อวันทำให้ความดันสูงขึ้นเรื่อยๆ การไม่ออกกำลังกายทำให้หัวใจและหลอดเลือดที่ไม่ได้รับการฝึกฝนต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือด และน้ำหนักเกินก็มีผลโดยตรง เพราะทุกน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม ความดันจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1 mmHg
ปัจจัยที่สามคือความเครียดเรื้อรัง เมื่อร่างกายเผชิญความเครียด จะหลั่งฮอร์โมน Cortisol และ Adrenaline ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หลอดเลือดหดตัว และความดันพุ่งขึ้นชั่วคราว หากเครียดเรื้อรังโดยไม่จัดการ ความดันสูงอาจกลายเป็นภาวะถาวรได้
ปัจจัยสุดท้ายคือโรคประจำตัวและพันธุกรรม เช่น โรคไตเรื้อรังที่ทำให้ร่างกายกักเก็บโซเดียมและน้ำมากเกินไป ต่อมหมวกไตผิดปกติที่หลั่งฮอร์โมนเพิ่มความดัน ไทรอยด์ทำงานผิดปกติที่กระทบการทำงานของหัวใจ และประวัติครอบครัวที่เป็นความดันสูงซึ่งเพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ
ความดันโลหิตสูงส่งผลกระทบต่ออวัยวะใดบ้าง?
ความดันสูงที่ไม่ได้รับการควบคุมจะทำลายอวัยวะสำคัญในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง
ที่หัวใจ ต้องทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ จนกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวและเสื่อมสภาพ นำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวและหัวใจวายเฉียบพลันได้ในที่สุด
ที่สมอง หลอดเลือดในสมองเปราะและแตกง่าย หรือเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตและความพิการอันดับต้นๆ ของคนไทย
ที่ไต หลอดเลือดฝอยที่ใช้กรองเลือดจะเสียหายเมื่อความดันสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ไตเสื่อมและอาจนำไปสู่ภาวะไตวายได้
ที่ตา หลอดเลือดในจอตาจะเสียหายจากความดันสูง เรียกว่า Hypertensive Retinopathy ทำให้การมองเห็นมัวลงเรื่อยๆ และอาจถึงขั้นตาบอดในกรณีรุนแรง
อาการแบบไหนที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที?
หากพบอาการเหล่านี้ ให้รีบโทร 1669 หรือไปโรงพยาบาลทันที ได้แก่ ความดันสูงเกิน 180/120 mmHg ปวดหัวรุนแรงแบบเฉียบพลัน ตาพร่ามัวหรือมองเห็นภาพซ้อน เจ็บหน้าอกหรือหายใจลำบาก แขนขาชาหรืออ่อนแรงข้างเดียว พูดไม่ชัดหรือปากเบี้ยว และอาการสับสนมึนงงผิดปกติ
อย่ารอ เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ Hypertensive Crisis หรือโรคหลอดเลือดสมองที่ต้องได้รับการรักษาภายในชั่วโมงแรก
ควบคุมความดันโลหิตสูงได้อย่างไรบ้าง?
แนวทางแรกคือการปรับพฤติกรรม ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในระดับ Elevated และ Stage 1 ที่ยังไม่มีความเสี่ยงสูง ประกอบด้วยการลดโซเดียมในอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ลดน้ำหนักหาก BMI เกิน 23 งดสูบบุหรี่และลดปริมาณแอลกอฮอล์ รวมถึงการจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม
แนวทางที่สองคือการใช้ยา ซึ่งแพทย์มักพิจารณาเมื่อความดันอยู่ในระดับ Stage 2 หรือ Stage 1 ที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจสูง ยาที่ใช้บ่อยได้แก่กลุ่ม ACE inhibitors, ARBs, Calcium channel blockers และ Diuretics ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเลือกให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
ข้อควรระวังสำคัญคือไม่ควรหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ แม้ความดันจะดูปกติแล้วก็ตาม เพราะยาอาจต้องรับประทานต่อเนื่องในระยะยาว
สรุปสิ่งที่ต้องจำ
การควบคุมความดันโลหิตสูงให้ได้ผลในระยะยาวต้องอาศัยทั้งความรู้และความสม่ำเสมอ ความดันโลหิตสูงคือค่าตั้งแต่ 130/80 mmHg ขึ้นไปเมื่อวัดซ้ำหลายครั้ง ถูกเรียกว่าฆาตกรเงียบเพราะไม่มีอาการชัดเจนแต่ทำลายหัวใจ สมอง ไต และตาอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจากอาหารเค็ม พฤติกรรมเสี่ยง ความเครียด และโรคประจำตัว ควบคุมได้ด้วยการปรับพฤติกรรมร่วมกับยาตามคำแนะนำแพทย์ และควรวัดความดันอย่างสม่ำเสมอ พบแพทย์ทันทีหากความดันสูงเกิน 180/120 mmHg
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูงเท่าไหร่ถึงต้องเริ่มกินยา
โดยทั่วไปแพทย์จะพิจารณายาเมื่อความดันอยู่ในระดับ Stage 2 คือ 140/90 mmHg ขึ้นไป หรือ Stage 1 ที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจร่วมด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นประกอบ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเป็นรายบุคคล
ความดันโลหิตสูงสามารถหายเองได้หรือไม่
Primary Hypertension ไม่หายเองแต่ควบคุมได้ด้วยการปรับพฤติกรรมและยา ส่วน Secondary Hypertension อาจดีขึ้นหรือหายได้หากรักษาโรคต้นเหตุสำเร็จ
ความเครียดเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูงอย่างไร
ความเครียดเฉียบพลันทำให้ความดันขึ้นชั่วคราว และหากเครียดเรื้อรังโดยไม่จัดการ ก็เป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ความดันสูงกลายเป็นภาวะถาวรได้ในระยะยาว
วัดความดันตอนไหนถึงจะได้ค่าที่แม่นยำที่สุด
ควรวัดตอนเช้าหลังตื่นนอน ก่อนกินยาหรืออาหาร นั่งพักอย่างน้อย 5 นาทีก่อนวัด และวัด 2 ครั้งห่างกัน 1-2 นาที แล้วใช้ค่าเฉลี่ยเพื่อความแม่นยำ
กินอาหารแบบไหนช่วยลดความดันได้บ้าง
อาหารที่ช่วยได้ ได้แก่ ผักใบเขียว กล้วย ปลา ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสี ตามหลักการของ DASH Diet ซึ่งงานวิจัยพบว่าช่วยลดความดันได้จริงภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์
ความดันโลหิตสูงในคนอายุน้อยอันตรายหรือไม่
อันตรายไม่ต่างจากผู้ใหญ่ แม้คนอายุน้อยมักไม่แสดงอาการ แต่ความดันสูงต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำลายหลอดเลือดสะสมตั้งแต่อายุน้อย และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจในอนาคต ควรตรวจและจัดการตั้งแต่เนิ่นๆ
ความดันโลหิตสูงป้องกันได้หรือไม่
ป้องกันได้บางส่วน โดยเฉพาะการควบคุมอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ และจัดการความเครียด แต่หากมีพันธุกรรมเสี่ยงก็ควรตรวจความดันอย่างสม่ำเสมอแม้ไม่มีอาการใดๆ
🎯 ติดตามเรื่องราวดีๆ แบบนี้ต่อได้ที่
📖 อ่านบทความฉบับเต็ม:
https://healthntier.com/blog/hypertension
🌐 เว็บไซต์หลัก:
https://healthntier.com
📺 YouTube:
https://www.youtube.com/@healthntier
📘 Facebook:
https://www.facebook.com/healthntier
📸 IG:
https://www.instagram.com/healthntier
💬 Threads:
https://www.threads.com/@healthntier
🎵 TikTok:
https://www.tiktok.com/@healthntier
📲 Line Official: @561aszhq
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย