วันนี้ เวลา 08:10 • ความคิดเห็น

ซีอีโอที่ผมอยากฝึกงานด้วยมากที่สุด

กระทิง พูนผลเคยพูดครั้งหนึ่งว่าอยากฝึกงานที่ La Glace
ผมก็ฟังด้วยความงงๆ ว่าคนอย่างกระทิงที่ดูแลคนเป็นพันคนจะอยากฝึกงานบริษัทที่มีคนแค่ 64 คนทำไม น่าจะพูดเล่นมากกว่า …
แต่เมื่อวาน พอได้ฟังน้องไอติมและทีมงานคู่ใจสามคนมาแชร์วิถีการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรของ La Glace ที่ How club จบแล้วผมเชื่อเลยว่าทั้งผมและคนที่ได้ฟัง ทุกคนต้องอยากไปลองทำงานที่ La Glace แน่ๆ
เพราะ La Glace ทั้งแตกต่าง ทั้งมีจิตวิญญาณที่เป็น “เผ่า” มากกว่าองค์กรทั่วไป มีความเป็นวิถี Gen Z และสุดเฟี้ยสเหมือนบุคลิกของไอติม แต่ก็มีวิธีคิดเรื่องคนที่น่าเรียนรู้อยู่ในนั้นด้วย…
ผมเห็นชื่อไอติมครั้งแรกเมื่อปีก่อน ในงานวิจัยสำรวจน้องๆ Gen Z ว่าใครคือไอดอลในดวงใจ ชื่อที่ขึ้นมาอันดับหนึ่งก็คือไอติม แห่ง La Glace
สำหรับรุ่นใหญ่ที่ยังไม่รู้จัก La Glace เป็นแบรนด์เครื่องสำอางที่มีบุคลิกโดดเด่นอย่างที่่สุด ยอดขายใกล้แตะพันล้าน และมีน้องไอติมเป็นเจ้าของและซีอีโอ ในวัยที่ยังไม่ถึงสามสิบปี
และ”เผ่า” La Glace ซึ่งเป็นคำที่ไอติมเรียกทีมงานนั้น ถ้าเดินมาแต่ไกล เห็นบุคลิกการแต่งตัวก็รู้ได้เลยว่านี่คือทีมงานของไอติม … มันชัดเจนขนาดนั้น..
ไอติมพาน้องทีมงานมาด้วยสามคน เป็นน้องๆที่ไอติมเรียกว่าเป็นขุนพลคู่ใจ ไอติมรับน้องๆ เหล่านี้มาตั้งแต่ตัวเองยังมีแค่ออฟฟิศเล็กๆ และน้องๆ ก็มีแค่แวว สมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครรับ
วิธีคิดของไอติมในสมัยนั้นก็คือก่อนที่จะไปขยายอาณาจักรใดๆ ไอติมอยากมีทีมงานคู่ใจที่เป็นเหมือนทหารเอกคอยปกป้อง รักเราจริงๆ ซื่อสัตย์ แม้แต่ตอนเราลำบากหรือต้องการคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วย
ไอติมตอนที่แทบจะไม่มีตังค์นั้นถึงกับยอมเช่าบ้านแล้วเอาน้องๆที่คิดว่าจะสร้างในเป็นขุนพลคู่ใจมาอยู่ด้วยกัน 4-5 คน คอย Groom คอยสอนทุกอย่างตั้งแต่งานจนการใช้ชีวิต ให้เวลากับการสร้างขุนพลหลักก่อนเรื่องอื่นๆแม้กระทั่งรายได้
น้องๆ ที่เรียกตัวเองว่าแต่ก่อนเป็น “เด็กเปรต” กวนคนไปหมดก็ค่อยๆหลอมรวมกลายเป็นเนื้อเดียวกัน สนิทกันจนกลายเป็นทหารเอกจนวันนี้
ไอติมเล่าว่าจุดเปลี่ยนของชีวิตครั้งหนึ่งคือเป็นหัวหน้าที่ไม่ดี มีวันหนึ่งแอดมินสามในสี่คนมาลาออก พอถามว่าทำไม น้องก็บอกด้วยความน้อยใจว่าพี่ไอติมไม่เคยชมพวกหนูเลย แล้วก็ออกจากกลุ่มไลน์ไปเลย
ไอติมถึงรู้ตัวว่าตัวเองเป็นบอสที่แย่มากๆ ก็เลยตัั้งใจใหม่ว่าจะเป็นซีอีโอที่ดีที่สุดให้ได้ เลยตะลุยอ่านหนังสือการจัดการ การบริหารคนจนถึงซุนวูเป็นพันเล่ม ไปขอความรู้คนเก่งๆเป็นร้อยคน ค่อยๆ สังเกต สะสมองค์ความรู้การเป็นหัวหน้าคนมาเรื่อยๆ
ในระหว่างที่เริ่มสร้างทีม เริ่มเข้าใจตัวเอง รายได้ก็ยังไม่ได้ไปไหน บางปีได้สิบล้าน บางปีได้ล้านเดียว จนคิดว่าจะเลิก La Glace ไปปรึกษาคนเก่งหลายคนก็มีแต่คนบอกให้เลิก รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้แพ้ แต่ก็เกิดความบ้าว่า อยากลองไปให้สุด ถ้าจะแพ้ก็ขอให้ได้ไปสุดแล้ว ก็เลยปล่อยวางกรอบและความคาดหวังทุกอย่าง
ใส่สุด ออกสินค้าใหม่จนไปโดนที่ตัว brush ดำ ปลุกเร้าพนักงานด้วยโบนัสและความฮึกเหิม มีขุนพลคู่ใจที่ฟูมฟักมาที่เริ่มออกฤทธิ์ออกเดช
1
จนปีนั้นยอดขายไปแตะ 400 ล้านบาท เป็นจุดแจ้งเกิด La Glace ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา..
แต่ที่ผมตื่นเต้นกับ La Glace นั้น ไม่ใช่เรื่องราวทางธุรกิจ แต่เป็นเรื่องราวของไอติมที่บริหารคนและสร้าง “เผ่า” La Glace ได้อย่างน่าเรียนรู้เป็นที่สุด มีกฎต่างๆที่ใช้ปกครองและสร้างวัฒนธรรมองค์กร การรับคนเข้าเผ่า และแนวคิดที่องค์กรใหญ่อยากเป็นแต่ทำไม่ได้อยู่หลายแนวคิดมาก
ที่ La Glace ภายนอกถ้าได้เห็นการแต่งตัวของไอติมและทีมงานจะดูแรง ดูเฟี้ยสมากๆ ทาปากดำ แต่งชุดหนังดำสนิท และมีท่าบังคับด้วยว่า พนักงานที่ La Glace จะต้องแต่งตัวให้จัด จัดให้เต็ม โดยไอติมเล่าถึงเหตุผลว่า เพราะเราเป็นบริษัทเครื่องสำอาง ถ้าเราไม่แต่งตัว แต่งหน้าเต็ม เราก็จะไม่เข้าใจงานที่เราทำ
ที่ La Glace จะเน้นว่าทุกคนจะต้องใช้คำสามคำให้บ่อยที่สุด ก็คือคำว่า ขอบคุณ ขอโทษ และสวัสดี เพราะการเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกันเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการอยู่ร่วมกัน
1
ไอติมก็ทำเป็นตัวอย่างให้น้องๆด้วย
ทุกกฎ ทุกข้อ แม้จะดูแปลก แต่มีเหตุผลรองรับเสมอ การพูดจากให้เกียรติกันน้้น น้องๆ ทีมงานก็เล่าว่าพอได้ยินพี่ไอติมพูดเราก็ยังรู้สึกดี แล้วทำไมเราจะทำความรู้สึกดีแบบนั้นให้กับคนอื่นต่อไม่ได้ล่ะ
น้องๆบอกว่าสิ่งที่เด็กรุ่นใหม่ Gen z ต้องการที่สุดคือเหตุและผลว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น หรือทำไมไม่ทำอย่างนั้น แต่ส่วนใหญ่ผู้ใหญ่มักจะไม่อธิบายว่าทำไม แค่สั่งอย่างเดียว แต่ที่ La Glace จะมีเหตุผลบอกเสมอ
1
คำว่า เผ่าหรือ Tribe ที่ไอติมพยายามสร้างนั้น เป็นมากกว่าแค่วัฒนธรรมองค์กร แต่เป็นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวและช่วยเหลือปกป้องกันทุกกรณี แต่กว่าจะสร้างมาได้ก็ผ่านหยดน้ำตาอยู่ไม่น้อย
มีครั้งหนึ่งเกิดดราม่าเล็กๆในโซเชียล มีลูกค้าลงคลิปว่าสินค้า เหมือนว่าพนักงานจะรู้แต่ก็ไม่มีใครทำอะไร จนเหตุการณ์บานปลายกลายเป็นดราม่าใหญ่โต
ไอติมรู้ทีหลังก็เสียใจมากเพราะไม่มีใครปกป้องแบรนด์ แม้กระทั่งจะไปเขียนชี้แจงหรือมาบอกไอติมหรือหัวหน้า เรียกประชุมทั้งน้ำตา ไอติมถามทีละคนว่าทำไมไม่มีใครพยายามทำอะไรเลย ปล่อยให้ไฟไหม้บ้าน น้องๆ ก็ตอบว่ารอให้พี่แก้ปัญหา
ไอติมก็บอกทั้งน้ำตาว่าไฟไหม้บ้านเราที่สร้างมาด้วยกัน จะให้พี่ดับคนเดียวเหรอ แล้วทั้งหมดก็ร้องไห้ ค่อยๆ เข้าใจกัน หลังจากนั้นใครมีอะไรก็ช่วยไลค์ช่วยแชร์ มีเรื่องก็พร้อมออกมาปกป้องแบรนด์กันเป็นเผ่าเดียวกันจริงๆ
เรื่องนี้ทำให้ผมได้คิดและให้ความเห็นไปด้วยว่า น่าจะสังเกต N-1 ของบริษัทตัวเองเหมือนกันว่า พอมีข่าวสาร คอนเทนท์อะไรของบริษัท N-1 เขาอินพอที่จะแชร์หรือไม่ หรือถ้ามีเรื่องอะไรไม่ดี เริ่มมีดราม่า เขาจะเข้าไปปกป้องออกหน้าหรือไม่
เพราะถ้าระดับ N-1 ยังไม่ทำ ก็แสดงถึงวัฒนธรรมองค์กรอะไรบางอย่างที่ไม่ค่อยแข็งแรงเช่นกัน..
ไอติมเน้นเรื่องชนเผ่าที่รักกันและร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาก ที่ La Glace ประเมินน้องใหม่ที่เข้าทำงานด้วยทีมงาน ไม่ใช่ไอติม มีระยะเวลาประเมินแรกแค่ 7 วัน ถ้าทุกคนรู้สึกว่าน้องใหม่ไม่เข้ากับ “เผ่า”ได้ก็ไม่เอาเลย
ไอติมบอกว่าจะสังเกตน้องๆทุกคนแม้แต่ความทุกข์ส่วนตัว เพราะคนหนึ่งทุกข์มาก็มีผลต่อมวลรวม ใครทุกข์มากๆ ไอติมก็จะให้ลางานไปกำจัด “ก้อนเมฆสีเทา” ก่อน
ไอติมเอา mental health ของพนักงานเป็นหลัก และถ้าโดยรวมน้องๆเริ่มเหนื่อย เริ่ม burnout ก็ไม่ต้องขายเยอะก็ได้ ปีนี้ยอดขายตกก็ไม่เป็นไรถ้าน้องๆไม่ไหว มีวิธีคิดแบบ kaizen ให้ทุกคนช่วยกันปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ในออฟฟิศกัน ไม่ใช่แค่เรื่องงาน
น้องไคล่าที่มากับไอติมเล่าว่า ความสุขในการทำงานของเด็ก Gen Z และที่ทำกับพี่ไอติมก็คือตื่นมาแล้วได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆแล้วจบวันรู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้น ถ้าไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ก็จะไม่ค่อยอยากทำ
คนที่สองน้องออม ก็ชอบที่ได้อิสระในการคิดวิธีการทำงาน ขอให้บอกเป้าหมายชัดและได้เป็นคนคิดหาทางทำให้สำเร็จเอง เพราะจะได้รีดเค้นศักยภาพตัวเองได้ ส่วนคนที่สาม น้องเมย์ ซึ่งเป็นสายอาร์ทบอกว่า ได้มีสนามให้ทดลองเล่น ทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองได้ และเห็นรั้วอยู่รอบๆว่ามีขอบเขตแค่ไหน …
ทั้งสามตัวอย่างเป็นที่ที่ La Glace มี และก็น่าจะเป็นคำตอบขององค์กรในการพัฒนาน้องๆ Gen Z เหมือนกัน…
ท้ายที่สุดเมื่อถูกถาม ไอติมพูดถึงน้องๆสามคนที่มาด้วยน้ำตาคลอนิดๆ หันไปสบตาน้องทั้งสามว่าที่ La Glace มีวันนี้ได้เพราะพวกหนู ที่มาร่วมกับพี่ไอติมตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเลย ทำให้พี่ไม่ต้องระแวงหลัง บุกไปข้างหน้าได้เพราะน้องๆจะคอยดูแลทุกอย่างให้พี่ มีอะไรไม่ดี น้องๆก็จะคอยเตือน ดีใจที่มีความสัมพันธ์ที่ดีแบบนี้
ไอติมพูดย้ำๆว่า โค่ดๆๆๆๆๆๆ โชคดีในชีวิต ต่อไป La Glace จะอยู่รอดหรือเจ๊งไปก็ช่างมัน
ฟังคำพูดไอติมที่บอกน้องทั้งสามก็รู้แล้วว่า “เผ่า” นี้เข้มแข็งระดับยอมตายแทนกัน รักกันและพร้อมจะลุยไฟไปด้วยกันขนาดไหน และเป็นเผ่าที่น่าไปศึกษาอาศัยอยู่ด้วยมากๆ และถ้ามีโอกาส ผมก็อยากจะไปฝึกงาน ไปเห็นความความรักอย่างแน่นแฟ้น
ไปเห็นจิตวิญญาณองค์กรที่สร้างมาจากหัวใจและผู้คน และไปลองทำงานกับซีอีโอที่เฟี้ยสที่สุดในยุคนี้ ว่าจะมันส์แค่ไหน
ไอติมบอกน้องๆ บนเวทีด้วยเสียงเครือๆ ว่า…
ถ้าต่อไป La Glace ไม่รอด เราก็จะไปขายกุ้งเผาด้วยกันนะ… ขอบคุณมากๆ เป็นโชคดีที่สุดแล้วในชีวิตของพี่ที่มีพวกเธอ..
โฆษณา