Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
กุ้ยหลิน
•
ติดตาม
23 ก.ค. เวลา 09:22 • ประวัติศาสตร์
ความฝันในหอแดง 117 น้องหลินจะกลับบ้าน
ฉิงเหวินเห็นเป่าวี่นั่งเป็นบ้าใบ้ เหงื่อโทรมใบหน้าอันแดงก่ำ จึงรีบดึงมือเป่าวี่พาตัวกลับมายังลานชื่นแดง สีเหยินเห็นสภาพของเป่าวี่ ก็ตื่นตระหนกคิดว่าคงถูกลมจนเป็นไข้เสียแล้ว ปวดหัวตัวร้อนยังพอทำเนา แต่สองตาจ้องมองแต่ตรงหน้า น้ำลายไหลย้อยออกมุมปาก อาการเหล่านี้เป็นไปโดยไม่รู้สึกตัว ส่งหมอนให้ก็ล้มตัวลงนอน เข้าพยุงก็ลุกขึ้นนั่ง ส่งถ้วยชาให้ก็รับมาดื่ม พอเห็นอาการของเป่าวี่เป็นเช่นนี้ ทุกคนต่างว้าวุ่น ไม่กล้ารีบไปรายงานแม่เฒ่าเจี่ย สิ่งแรกที่ทำได้คือรีบไปเชิญแม่นมหลี่ 李嬷嬷
หลี่หม่อมอมาถึง เฝ้าดูอาการของเป่าวี่อยู่ครึ่งค่อนวัน ถามอะไรก็ไม่ตอบ ใช้มือจับชีพจร เอานิ้วจิกจุดเหยินจง 人中 ร่องเหนือริมฝีปากบนอย่างแรงสองทีลึกจนทิ้งรอยเล็บก็ไม่รู้สึกเจ็บ หลี่หม่อมอว่า “ไม่ได้การแล้ว”
ร้อง “อา…” โอบศีรษะเป่าวี่มากอดแล้วร้องไห้ยกใหญ่
สีเหยินตื่นตระหนกรีบเข้ามาแยกออกถามว่า
“ผู้อาวุโสดูแล้วเห็นว่าน่ากลัวหรือไม่ ช่วยบอกพวกเราว่าต้องรีบไปแจ้งเหล่าไท่ไท่กับไท่ไท่หรือไม่ ทำไมผู้อาวุโสเอาแต่ร้องไห้”
หลี่หม่อมอไม่เพียงไม่ฟัง กลับทุบเตียงเหวี่ยงหมอนร้องไห้ลั่นว่า
“ไม่ไหวแล้ว ข้าทุ่มเทชั่วชีวิตเสียเปล่าแล้ว”
สีเหยินเห็นว่านางเป็นผู้สูงอายุมากประสบการณ์ จึงได้เชิญนางมาดูอาการ พอเห็นนางเป็นเช่นนี้ก็เชื่อจริงไปตามที่นางว่า จึงร้องไห้ตามไปด้วย ฉิงเหวินก็ร้องไห้พลาง เล่าเรื่องพลางให้สีเหยินฟังถึงสภาพของเป่าวี่ที่นางพบ สีเหยินได้ฟัง เช็ดน้ำตาแล้วรีบตรงมายังเรือนเซียวเซียง
พอมาถึง เห็นจื่อเจวียนกำลังป้อนยาให้ไต้วี่ แต่สีเหยินไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ตรงมาหาจื่อเจวียนถามว่า
“เมื่อครู่ เจ้าพูดอะไรกับเป่าวี่ของเรา เจ้าไปดูเขาสิ แล้วไปอธิบายกับเหล่าไท่ไท่ด้วย ข้าไม่สนใจอะไรแล้ว”
กล่าวจบ ก็นั่งลงบนเก้าอี้
ไต้วี่เห็นสีหน้าของสีเหยินเต็มไปด้วยแววโกรธและคราบน้ำตา ท่าทางต่างไปจากทุกที อดไม่ได้ต้องพลอยร้อนใจ รีบถามสีเหยินว่าเกิดอะไรขึ้น
สีเหยินสงบสติอารมณ์ลงแล้วร้องไห้ว่า
“ไม่รู้ว่าจื่อเจวียนพูดอะไรกับเป่าวี่ เขาถึงได้ทึ่มจนตาทื่อ มือเท้าเย็น พูดไม่เป็นเสียแล้ว แม่นมหลี่จิกเอายังไม่รู้สึกเจ็บ ตายไปครึ่งตัวแล้วกระมัง แม่นมยังว่าไม่ไหวแล้วต้องร้องไห้คร่ำครวญ กลัวว่าตอนนี้คงตายไปแล้วทั้งคู่”
ไต้วี่ฟังแล้วร้อนใจ ตรองว่าหลี่หม่อมอเป็นผู้เฒ่ามีประสบการณ์ เมื่อนางบอกว่าไม่ไหวก็คงไม่ไหวจริง ๆ ร้อง “แหวะ” ออกมาคำหนึ่ง อาเจียนยาที่เพิ่งกินเข้าไปออกมาหมด สุ้มเสียงเปลี่ยนเป็นแหบแห้ง เจ็บปวดภายใน ไอโขลก ๆ เป็นชุดใหญ่ หน้าแดงตาบวมเส้นเอ็นปูดโปน หอบหายใจจนเงยหน้าไม่ขึ้น
จื่อเจวียนรีบเข้ามาทุบหลังให้ ไต้วี่ฟุบหน้ากับหมอนหอบหายใจอยู่ครึ่งวัน จึงผลักจื่อเจวียนว่า
“เจ้าไม่ต้องทุบแล้ว ไปเอาเชือกมารัดคอข้าให้ตายเสียเลยดีกว่า”
จื่อเจวียนว่า “ข้าไม่ได้พูดอะไร แค่ล้อเล่นไม่กี่คำ เขาก็ถือเป็นจริงเป็นจัง”
สีเหยินว่า “เจ้าไม่รู้หรือว่าเขางมงาย เรื่องล้อเล่นมักถือเป็นจริงเป็นจัง”
ไต้วี่ว่า “เจ้าพูดอะไรไป รีบไปอธิบายโดยไว เขาจะได้มีสติ”
จื่อเจวียนได้ฟัง รีบลุกจากเตียงมายังลานชื่นแดงพร้อมกับสีเหยิน ที่คาดไม่ถึงคือ แม่เฒ่าเจี่ย หวางฮูหยินมาถึงก่อนแล้ว พอเห็นจื่อเจวียน แม่เฒ่าเจี่ยตาลุกโชนดังเปลวไฟด่าว่า
“นางตัวดี เจ้าพูดอะไรกับเขา”
จื่อเจวียนรีบตอบว่า
“ข้าไม่กล้าว่าอะไร แค่ล้อเล่นไม่กี่คำ”
เป่าวี่พอเห็นจื่อเจวียนก็ร้อง “ไอ้หยา” แล้วร้องไห้ ทุกคนพอได้เห็น จึงค่อยเบาใจ แม่เฒ่าเจี่ยคว้าตัวจื่อเจวียนไว้ว่านางทำผิดต่อเป่าวี่ สั่งให้นางขอโทษ
ที่ไหนได้ เป่าวี่เข้ามาคว้าตัวจื่อเจวียนไว้แน่นไม่ยอมปล่อย บอกว่า
“จะไปก็พาข้าไปด้วย”
ทุกคนพากันงง ไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร จื่อเจวียนจึงบอกว่านางล้อเล่นว่าพวกนางจะกลับซูโจว
แม่เฒ่าเจี่ยหลั่งน้ำตาว่า “ข้าคิดว่าเกิดเรื่องใหญ่อะไร ที่แท้แค่ล้อเล่น”
แล้วหันมาหาจื่อเจวียนว่า
“นางเด็กคนนี้ ปกติก็ออกจะฉลาดเฉลียว เจ้าก็รู้อยู่ว่าเขาเป็นคนงมงาย อยู่ดี ๆ ไปหลอกเขาทำไม”
แม่น้าเซวียช่วยคลี่คลายสถานการณ์ว่า “เป่าวี่เป็นคนจริงใจ คุณหนูหลินมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เล็ก พวกเขาทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน ผูกพันกันยิ่งกว่าพี่น้องคนอื่น จู่ ๆ มาบอกกระทันหันว่าจะไป อย่าว่าแต่คนใจอ่อนจริงใจอย่างเขาเลย ต่อให้เป็นคนใจแข็งก็ยังอดเสียใจไม่ได้ นี่ไม่ใช่โรคร้ายอะไร เหล่าไท่ไท่ กับท่านน้าโปรดวางใจ กินยาเพียงเทียบสองเทียบก็หายแล้ว”
มีคนเข้ามาแจ้งว่า “ภรรยาหลินจือเสี้ยว 林之孝家的 ภรรยาไล่ต้า 赖大家的 มาเยี่ยมดูอาการคุณชาย”
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “พวกเขาอุตส่าห์มาเยี่ยม ให้พวกเขาเข้ามา”
เป่าวี่พอได้ยินคำว่า “หลิน 林” ก็อาละวาดอยู่บนเตียงว่า
“แย่แล้ว บ้านหลินส่งคนมารับพวกเขาแล้ว รีบไล่กลับไป”
แม่เฒ่าเจี่ยรีบสั่งว่า “ไล่กลับไป”
แล้วปลอบว่า “นั่นไม่ใช่คนบ้านสกุลหลิน คนบ้านสกุลหลินตายไปหมดแล้ว ไม่มีใครมารับนาง เจ้าสบายใจเถิด”
เป่าวี่ว่า “ไม่ว่าจะเป็นใคร นอกจากน้องหลินแล้ว ห้ามแซ่หลิน”
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “ไม่มีใครแซ่หลินมา ใครแซ่หลินมาไล่กลับไปให้หมด”
แล้วกำชับทุกคนว่า “ต่อไปห้ามเมียหลินจือเสี้ยวเข้ามาในอุทยาน พวกเจ้าห้ามพูดคำว่าหลิน พวกเด็ก ๆ จำคำของข้าไว้”
ทุกคนรีบรับคำ ไม่กล้าขำ
เป่าวี่มองเห็นเรือกลไฟจำลองบนชั้นวางของต่างระดับ จึงชี้ส่งไปว่า
“นั่นเรือมารับพวกเขา จอดอยู่นั่น”
แม่เฒ่าเจี่ยรีบสั่งให้เก็บเรือลงมา สีเหยินรีบเก็บเรือ เป่าวี่ยื่นมือขอ สีเหยินส่งเรือให้ เป่าวี่ซ่อนเรือไว้ในผ้าห่ม ยิ้มว่า
“ทีนี้ก็ไปไม่ได้แล้ว”
แล้วคว้าจื่อเจวียนไว้ เป็นตายไม่ยอมปล่อย
มีคนเข้ามาแจ้งว่า “ท่านหมอมาแล้ว”
แม่เฒ่าเจี่ยรีบสั่งให้เชิญเข้ามา หวางฮูหยิน แม่น้าเซวีย และพวกเป่าไชรีบหลบเข้าห้องด้านใน แม่เฒ่าเจี่ยนั่งลงข้างตัวเป่าวี่
หมอหลวงหวาง 王太医 เข้ามาถึง เห็นคนอยู่กันเต็มห้อง รีบคารวะแม่เฒ่าเจี่ย แล้วจับมือเป่าวี่ตรวจดูอาการ จื่อเจวียนได้แต่ยืนก้มหน้า หมอหลวงหวางตรวจเสร็จลุกขึ้นยืนกล่าวว่า
“อาการของคุณชายเกิดจากความเศร้าเสียใจจนสติเลอะเลือน ต้นตอของสติเลอะเลือนมีได้หลายสาเหตุ เลือดลมอ่อนแอ อาหารไม่ย่อยเป็นสาเหตุ โมโหเคียดขึ้งเป็นสาเหตุ โศกเศร้าเสียใจเป็นสาเหตุ อาการของคุณชายเกิดจากความเศร้าโศกเสียใจเข้าครอบงำสติ โดยเปรียบเทียบแล้วยังไม่หนักนัก”
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “ท่านเพียงบอกว่าอาการน่ากลัวหรือไม่ ใครขอให้ท่านท่องตำราแพทย์กัน”
หมอหลวงหวางรีบค้อมกายยิ้มว่า “ไม่หนักหนา ไม่หนักหนา”
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “ไม่หนักหนาจริงหรือ”
หมอหลวงหวางว่า “ไม่หนักหนาจริง ผู้น้อยขอรับรอง”
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “ถ้าเช่นนั้น เชิญท่านหมอเขียนใบสั่งยาข้างนอก หากกินแล้วหาย ข้ายังมีรางวัลสมนาคุณเพิ่มเติม ให้เจ้าตัวนำไปคำนับขอบคุณเอง แต่หากผิดพลาด ข้าจะให้คนไปรื้อห้องโถงที่สำนักหมอหลวงทิ้ง”
หมอหลวงหวางยิ้ม ค้อมกายว่า “มิกล้า มิกล้า”
คำแรกกล่าวเมื่อได้ยินว่าจะมีรางวัลเพิ่มเติมให้เจ้าตัวนำไปคำนับขอบคุณเอง ไม่ทันได้ฟังประโยคหลัง พอแม่เฒ่าว่าจะไปรื้อสำนักหมอหลวงทิ้ง จึงกล่าวอีกว่า มิกล้า กลายเป็นสองมิกล้า เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ฟัง
หลังจากกินยาเทียบแรกตามใบสั่งแล้ว อาการของเป่าวี่ก็สงบขึ้นบ้าง แต่ยังไม่ยอมให้จื่อเจวียนไปไหน ด้วยว่า
“นางไปแล้ว คงกลับไปซูโจว”
แม่เฒ่าเจี่ย หวางฮูหยินจนปัญญาต้องสั่งให้จื่อเจวียนอยู่ดูแลเป่าวี่ สั่งให้หู่พ่อ 琥珀 ไปรับใช้ไต้วี่แทน ไต้วี่ไม่วางใจ สักพักก็ให้เสวี่ยเอี้ยนมาถามข่าวคราว
เวลาเย็น เป่าวี่สงบลง แม่เฒ่าเจี่ย กับหวางฮูหยินจึงกลับไป ตกกลางคืนยังส่งคนมาถามไถ่อีกหลายรอบ แม่นมหลี่ แม่นมซ่ง นำแม่เฒ่าหลายนางมาอยู่เฝ้าอาการ จื่อเจวียน สีเหยิน ฉิงเหวินอยู่ปรนนิบัติทั้งเช้าเย็น บางครั้งเป่าวี่หลับไป สะดุ้งตื่นขึ้นมาไม่ร้องไห้ว่าไต้วี่จะไปแล้ว ก็ว่ามีคนมารับไต้วี่ ทุกครั้งที่สะดุ้งตื่น จื่อเจวียนต้องคอยมาปลอบโยน แม่เฒ่าเจี่ยส่งยาเม็ดครองขวัญกันอาเพศ 祛邪守灵丹 (ชวีเสียโส่วหลิงตัน) สูตรลับในวังมาให้บำรุงประสาท
เช้าวันรุ่งขึ้นกินยาของหมอหลวงหวางอีกเทียบ อาการค่อยดีจนเป่าวี่คืนสติแจ่มใส แต่กลับจงใจแกล้งบ้าอยู่เพราะกลัวจื่อเจวียนจะกลับไป จื่อเจวียนเองบัดนี้สำนึกเสียใจและทุกข์ใจอยู่
สีเหยินตั้งสติได้แล้วยิ้มกับจื่อเจวียนว่า
“เรื่องนี้เจ้าเป็นผู้ก่อ เรียนผูกต้องเรียนแก้ ไม่เคยพบเคยเห็น คุณชายทึ่มของเราผู้นี้ฟังเสียงลมก็หลงคิดว่าฝนตกแล้ว 听见风就是雨 หลงเชื่อได้ง่าย ต่อไปจะทำอย่างไรกัน”
กล่าวถึงเซียงหยุน บัดนี้อาการป่วยหายดีแล้ว มาเยี่ยมเป่าวี่ทุกวัน พอเห็นเป่าวี่ได้สติกลับมา ก็เลียนแบบท่าทางของเป่าวี่เมื่อตอนเป็นบ้าแสดงให้ดู เป่าวี่ถึงกับต้องซุกหน้ากับหมอนหัวเราะ ไม่รู้ว่าบ้าได้ถึงอย่างนั้น มีคนบอกให้ฟังก็ยังไม่เชื่อ
พอเห็นปลอดคน ก็คว้ามือจื่อเจวียนถามว่า
“ทำไมเจ้าถึงได้ขู่ข้า”
จื่อเจวียนว่า “ข้าเพียงล้อท่านเล่น ไม่คิดว่าจะถือเป็นจริงเป็นจัง”
เป่าวี่ว่า “เจ้าพูดเสียขึงขังขนาดนั้น ยังจะว่าแค่ล้อเล่น”
จื่อเจวียนยิ้มว่า “เรื่องนั้นข้ากุขึ้นมา บ้านสกุลหลินไม่เหลือใครแล้ว ที่ยังพอเหลือก็อยู่ไกลสุดกู่ ไม่มีใครอยู่ที่ซูโจว เร่ร่อนไปไม่เป็นที่ ถึงจะส่งคนมารับ เหล่าไท่ไท่ก็ไม่ยอมให้นางไปเป็นแน่”
เป่าวี่ว่า “ต่อให้เหล่าไท่ไท่ยอม ข้าก็ไม่ยอม”
จื่อเจวียนยิ้มว่า “ไม่ยอมจริงหรือ กลัวว่าจะดีแต่ปาก ตอนนี้ท่านโตแล้ว ทั้งยังหมั้นหมายแล้ว อีกสองสามปีแต่งเข้าเรือน ท่านยังหมายตาผู้ใดได้”
เป่าวี่ตะลึงถามว่า “ใครหมั้นหมายแล้ว หมั้นกับใคร”
จื่อเจวียนยิ้มว่า “ช่วงปีใหม่ ข้าฟังเหล่าไท่ไท่ว่าหมั้นหมายไว้กับคุณหนูฉิน (เป่าฉิน) มิเช่นนั้น ทำไมจึงรักใคร่นางถึงเพียงนั้น”
เป่าวี่ยิ้มว่า “ถึงใครจะว่าข้าโง่ แต่เจ้าโง่ยิ่งกว่าข้า นั่นแค่พูดกันเล่น นางตกลงตกแต่งสู่เรือนเหมยหานหลิน 梅翰林 แล้ว หากข้าหมั้นหมายกับนาง ยังจะตกอยู่ในสภาพนี้หรือ” ชี้มายังหยกที่สวมไว้ว่า
“ข้าเคยออกปากสาบาน จะขว้างทำลายของรกตาชิ้นนี้ พวกเจ้าช่วยกันห้ามข้ามิใช่หรือ ข้าเพิ่งจะหายป่วยได้ไม่กี่วัน เจ้าก็มากวนโมโหข้าอีก”
แล้วขบฟันว่า “ข้าอยากตายเสียเดี๋ยวนี้ ควักหัวใจให้เจ้าดู ให้เนื้อหนังและกระดูกของข้าสลายเป็นธุลีในสายลมพัดพาไปทั้งสี่ทิศ ไร้ร่องรอยหลงเหลือ จึงสาใจ”
ว่าแล้วก็พานหลั่งน้ำตา
จื่อเจวียนรีบเอามือปิดปากเป่าวี่ เช็ดน้ำตาให้ ยิ้มแก้ตัวว่า
“ท่านอย่าใจร้อน ข้าเองที่ร้อนใจ ถึงได้ลองใจท่าน”
เป่าวี่ยิ่งประหลาดใจ ถามว่า “เจ้าร้อนใจเรื่องใดกัน”
จื่อเจวียนยิ้มว่า “ท่านก็รู้ ข้าไม่ใช่คนของบ้านสกุลหลิน ข้าเหมือนกับสีเหยิน ยวนยาง เพียงได้รับมอบหน้าที่ให้ดูแลคุณหนูหลิน นางดีต่อข้ามาก ดียิ่งกว่าผู้ที่ติดตามนางมาจากซูโจวถึงสิบเท่า จนพวกเราแทบจะไม่เคยแยกจากกัน ตอนนี้ข้ารู้สึกทุกข์ใจ หากนางต้องจากไป ข้าคงต้องไปด้วย แต่ครอบครัวของข้าอยู่ที่นี่ หากข้าไม่ติดตามไป ก็แล้งน้ำใจ หากติดตามไปก็ต้องทิ้งทางบ้าน ข้ายังลังเลสงสัย จึงได้แกล้งหลอกท่าน ใครจะรู้ว่าท่านจะเพี้ยนไปได้”
เป่าวี่ยิ้มว่า “ที่แท้เจ้าทุกข์ใจด้วยเรื่องนี้ ดูไปแล้วเจ้าจึงนับว่าโง่งมโดยแท้ อย่าได้ทุกข์ใจไปเลย ข้าจะบอกภาพรวมให้เจ้ารู้
ยามยังมีชีวิตพวกเราอยู่ร่วมกัน
ยามชีพดับสูญพวกเราต่างกลายเป็นเถ้าธุลี
เจ้าเห็นอย่างไร”
จื่อเจวียนฟังแล้ว หวานอมขมกลืน พลันมีคนมาแจ้งว่า
“นายท่านหวน คุณชายหลาน มาขอเข้าเยี่ยม”
เป่าวี่ว่า “บอกไปว่า ลำบากพวกเขาแล้ว ข้าเพิ่งหลับไป ไม่ต้องเข้ามา”
แม่บ้านรับคำกลับออกไป
จื่อเจวียนยิ้มว่า “ท่านหายดีแล้ว ควรปล่อยให้ข้ากลับไปดูแลคุณหนู”
เป่าวี่ว่า “ถูกแล้ว เมื่อคืนข้ากำลังจะบอกเจ้าอยู่ แต่ลืมไป ข้าดีขึ้นมากแล้ว เจ้ากลับไปเถิด”
จื่อเจวียนพับที่นอนจัดเก็บของ เป่าวี่ยิ้มว่า
“ดูของของเจ้า มีกระจกส่องหน้าอยู่สามอัน เจ้าทิ้งอันรูปดอกกระจับไว้กับข้า ข้าจะไว้ส่องข้างหมอน กลางวันพกติดตัวก็เข้าที”
จื่อเจวียนจึงทิ้งกระจกไว้ ให้คนนำสัมภาระกลับไปก่อน จากนั้นไปบอกลาทุกคนก่อนกลับเรือนเซียวเซียง
ไต้วี่นับแต่รู้ข่าวอาการของเป่าวี่ มักแอบร้องไห้ จนอาการป่วยของตนเองทรุดลง พอจื่อเจวียนกลับมา สอบถามดูรู้ว่าเป่าวี่หายดีแล้ว จึงให้หู่พ่อกลับไปหาแม่เฒ่าเจี่ย ตกกลางคืนปลอดคน ก่อนเข้านอน จื่อเจวียนแอบกระซิบบอกไต้วี่ว่า
“เป่าวี่จริงจังยิ่งนัก ฟังว่าพวกเราจะลาไปถึงกับล้มป่วย”
ไต้วี่ไม่ตอบ จื่อเจวียนนิ่งเงียบไปครึ่งวัน จึงรำพึงรำพันกับตัวเองว่า
“อยู่เฉย ๆ ดีกว่า พวกเราคนดี คนอื่นช่างพูด หายากนักโตมาด้วยกัน รู้นิสัยกันดี”
ไต้วี่ว่า “หลายวันมานี้เจ้าไม่เหนื่อยหรือไร ยังไม่พักผ่อนแต่เช้า เอาแต่พูดเรื่องไม่เป็นเรื่อง”
จื่อเจวียนว่า “ไม่เป็นเรื่องตรงไหน ข้าออกจะจริงใจกับคุณหนู เป็นห่วงเป็นใยมาหลายปี ข้างกายพ่อแม่พี่น้องก็ไม่มี ใครจะรู้ร้อนรู้หนาว ฉวยโอกาสที่เหล่าไท่ไท่ยังแข็งแรงแจ่มใส เรื่องสำคัญหมั้นหมายเสียให้เรียบร้อย สุขภาพผู้เฒ่าเอาแน่นอนนักไม่ได้ เกิดอะไรดีร้ายยังได้แต่งงานแต่งการตามหมั้นหมาย มัวรีรีรอรอ อาจจะไม่เป็นดังหวัง
พวกลูกท่านหลานเธอ เมียหลวงเมียน้อยไม่รู้กี่บ้าน วันนี้เป็นห่วงตะวันตก พรุ่งนี้คิดถึงตะวันออก ต่อให้แต่งนางฟ้านางสวรรค์มา สามวันห้าคืนก็ไปต่อท้ายแถว ได้ใหม่ลืมเก่า แบบนี้มีถมไป มีบ้านแม่หนุนหลังยังพอทำเนา แต่หากแม้นไม่เหลือใครอย่างคุณหนู มีเหล่าไท่ไท่อยู่ยังพอคุ้มตัว หากสิ้นบุญท่านแล้ว มีแต่คนรังแก ถึงต้องรีบตัดสินใจ คุณหนูเป็นคนฉลาด คงเคยได้ยินคำกล่าวว่า
万两黄金容易得,知心一个也难求!
ทองคำหมื่นตำลึงยังหาง่าย
หาผู้รู้ใจสักคนช่างลำเข็ญ”
ไต้วี่ได้ฟังจึงว่า “วันนี้ยายนี่บ้าไปแล้ว หายไปไม่กี่วัน กลับมาเปลี่ยนเป็นคนละคน พรุ่งนี้ข้าต้องบอกเหล่าไท่ไท่ ขอส่งตัวคืนไป เอาไว้ไม่ได้แล้ว”
จื่อเจวียนยิ้มว่า “ข้าพูดแต่เรื่องดีเพื่อเตือนสติท่าน ไม่ได้บอกให้ท่านไปทำสิ่งใดเลวร้าย จะไปฟ้องเหล่าไท่ไท่ให้ข้าต้องเดือดร้อน มีประโยชน์อะไร”
กล่าวจบก็หลับไป
ไต้วี่ถึงปากแข็งไปเช่นนั้น แต่อดสะเทือนใจไม่ได้ พอจื่อเจวียนหลับไปแล้ว ก็ร้องไห้ตลอดคืนจนฟ้าสางจึงได้งีบไป วันถัดมา ฝืนลุกขึ้นมากลั้วปากล้างหน้า กินข้าวต้มรังนก ก็พอดีพวกแม่เฒ่าเจี่ยพากันมาเยี่ยม อบรมอีกหลายเรื่อง
ตอนก่อนหน้า : เป่าวี่แฝด
https://www.blockdit.com/posts/6a5ded77a8f34dc026a984d1
ตอนถัดไป : สิงสิ้วเอียน
บันทึก
3
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ความฝันในหอแดง
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย