Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
กุ้ยหลิน
•
ติดตาม
20 ก.ค. เวลา 09:42 • ประวัติศาสตร์
ความฝันในหอแดง 116 เป่าวี่แฝด
แม่เฒ่าเจี่ยชอบใจยิ่งนักเที่ยวบอกใครต่อใครว่า ยังมีเป่าวี่อีกคน อุปนิสัยเหมือนเป่าวี่ของนางทุกอย่าง ทุกคนต่างเชื่อว่าลูกหลานขุนนางในโลกนี้ ชื่อซ้ำกันมีถมไป ย่าพะเน้าพะนอหลานเป็นเรื่องปกติ ไม่แปลกกระไรจึงไม่ค่อยใส่ใจกัน จะมีก็เพียงคุณชายไม่เต็มเต็งอย่างเป่าวี่ที่เชื่อว่าสตรีทั้งสี่นางจากจวนเจินเพียงพูดเอาใจแม่เฒ่าเจี่ย พอกลับถึงอุทยาน ไปเยี่ยมไข้เซียงหยุนเล่าให้นางฟัง เซียงหยุนว่า
“เจ้าสนุกเสียให้พอ เมื่อก่อนยังว่า
单丝不成线,独树不成林’
เส้นใยเดียวใช่เกลียวด้าย ไม้ต้นเดียวหาเป็นป่า
ตอนนี้เจ้ามีคู่แล้ว สนุกจนเกินเหตุก็รีบเผ่นไปหาคู่หูของเจ้าที่หนานจิง 南京”
เป่าวี่ว่า “เรื่องมดเท็จเช่นนี้เจ้าก็เชื่อด้วยหรือ ยังจะมีเป่าวี่โผล่มาอีกได้อย่างไร”
เซียงหยุนว่า “สมัยรณรัฐมีลิ่นเซียงหยู 蔺相如 แล้วเหตุใดสมัยฮั่นยังมีซือหม่าเซียงหยู 司马相如 ได้อีก”
เป่าวี่ยิ้มว่า “ชื่อซ้ำนั่นช่างเถิด แต่อุปนิสัยหน้าตาเหมือนกับข้าทุกอย่าง เรื่องแบบนี้มีที่ไหน”
เซียงหยุนว่า “ชาวควง 匡人 เห็นขงจื่อยังคิดว่าเป็นหยางฮว่อ 阳货”
เป่าวี่ยิ้มว่า “ขงจื่อแม้ใบหน้าละม้ายหยางฮว่อ แต่ชื่อนั้นต่างกัน ลิ่นเซียงหยูชื่อเหมือนซือหม่าเซียงหยู แต่หน้าตาไม่เหมือน มีแต่ข้ากับเขาที่เหมือนกันทั้งสองอย่าง”
เซียงหยุนไม่มีอะไรจะกล่าว เพียงยิ้มว่า “เจ้าพิรี้พิไรได้ไม่รู้จบ ข้าไม่เถียงกับเจ้าแล้ว เหมือนก็ช่าง ไม่เหมือนก็ช่าง ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า”
ว่าแล้วก็หลับตานอน
เป่าวี่ยังคงคาใจสงสัยว่าจะมีใครเหมือนตนจริงหรือ จะว่าไม่มีก็ดูคล้ายจะมี จะว่ามีก็ยังไม่เห็นกับตา คิดแล้วมึนหัว พอกลับถึงที่พัก ล้มตัวลงนอน ยังคงครุ่นคิดจนหลับผล็อย
ในฝันอยู่ในอุทยานใหญ่แห่งหนึ่ง เป่าวี่แปลกใจเป็นอย่างยิ่งว่า
“นอกจากสุทัศนอุทยานของเราแล้ว ยังมีอุทยานใหญ่อีกแห่งหรือ”
ขณะงุนงงสงสัย พลันเห็นสาวใช้หลายนางกำลังเดินตรงมา เป่าวี่แปลกใจยิ่งว่า
“นอกจากยวนยาง สีเหยิน ผิงเอ๋อแล้ว ยังมีพวกนี้ด้วยหรือ”
สาวใช้พวกนั้นยิ้มว่า “เป่าวี่ทำไมมาถึงที่นี่”
เป่าวี่สำคัญว่าพูดกับตน จึงก้าวขึ้นหน้ามายิ้มว่า
“ข้าเผอิญเดินมาถึงนี่ ไม่ทราบว่าเป็นอุทยานของผู้ใด พวกพี่สาวช่วยพาข้าชมที”
พวกสาวใข้พากันหัวเราะว่า
“ที่แท้ไม่ใช่เป่าวี่ของพวกเรา เขาเรียบร้อยกว่า ปากหวานกว่า”
เป่าวี่รีบถามว่า “ที่พวกพี่สาวนี่ยังมีเป่าวี่อีกคนหรือ”
พวกสาวใช้ว่า “ใช่สิ “เป่าวี่” สองคำนี้ พวกเราใช้เรียกเขาตามคำสั่งของเหล่าไท่ไท่ และไท่ไท่ เพื่อคุ้มครองให้เขาอายุยืนพ้นเภทภัย เขาได้ฟังแล้วดีใจ ท่านเป็นใครมาจากไหน ถึงถือวิสาสะมาเรียก ระวังจะถูกโบยจนเนื้อแตก”
สาวใช้อีกนางยิ้มว่า “พวกเรารีบไปกันเถิด อย่าให้เป่าวี่เห็นพวกเราคุยกับเด็กเหม็นนี่ แล้วพลอยเหม็นตามไปด้วย”
ว่าแล้วก็เดินหลีกไป
เป่าวี่งุนงงว่า “ไม่เคยมีใครดูถูกข้าแบบนี้มาก่อน พวกนางเหตุใดทำเช่นนี้ หรือว่ามีคนเหมือนข้าอยู่จริง”
คิดพลางเดินพลาง จนมาถึงลานบ้านแห่งหนึ่ง เป่าวี่แปลกใจไปอีกว่า
“นอกจากลานชื่นแดงแล้ว ยังมีลานแบบนี้อีกแห่งหรือ”
ก้าวขึ้นบันได เข้าไปในห้อง เห็นคนผู้หนึ่งนอนอยู่บนตั่ง ด้านข้างมีหญิงสาวหลายนาง บ้างนั่งเย็บปัก บ้างหยอกล้อกันอยู่
หนุ่มที่นอนบนตั่งถอนหายใจ สาวใช้นางหนึ่งยิ้มถามว่า
“เป่าวี่ ท่านไม่นอน ถอนหายใจทำไม คงเพราะน้องสาวป่วย จึงวุ่นวายใจกระมัง”
เป่าวี่ได้ฟังยิ่งตกใจ ชายหนุ่มบนตั่งตอบว่า
“ข้าฟังเหล่าไท่ไท่ว่า ที่กรุงฉางอานยังมีเป่าวี่อีกคน อุปนิสัยหน้าตาเหมือนกับข้าทุกอย่าง ข้าไม่เชื่อ แต่เมื่อครู่เพิ่งฝันว่าเข้าไปในอุทยานใหญ่กลางกรุง เห็นพี่สาวหลายคนเรียกข้าว่าเจ้าเด็กเหม็น แล้วไม่สนใจข้า ข้าเดินไปจนเจอห้องของเขา เห็นร่างเขานอนอยู่ แต่ไม่รู้วิญญาณล่องลอยไปที่ไหน”
เป่าวี่ได้ฟังรีบบอกว่า “ข้าตามหาเป่าวี่มาถึงที่นี่ ที่แท้ท่านก็คือเป่าวี่”
เป่าวี่บนตั่งได้ฟังรีบลุกขึ้นดึงตัวเขาไว้ยิ้มว่า
“ที่แท้ท่านก็คือเป่าวี่ นี่ไม่ใช่ฝันกระมัง”
เป่าวี่ว่า “จะเป็นฝันได้อย่างไร จริงยิ่งกว่าจริงเสียอีก”
ไม่ทันสิ้นเสียง มีคนเข้ามาบอกว่า
“นายท่านให้มาตามเป่าวี่”
ทำเอาเป่าวี่ทั้งคู่ตื่นตระหนก เป่าวี่คนหนึ่งรีบเดินไป เป่าวี่อีกคนเอาแต่ตะโกนว่า
“เป่าวี่รีบกลับมา เป่าวี่รีบกลับมา”
สีเหยินอยู่ด้านข้างได้ยินเป่าวี่ฝันละเมอเรียกชื่อตัวเอง จึงรีบมาปลุกให้ตื่น หัวเราะถามว่า
“เป่าวี่ไปที่ไหน”
เป่าวี่ถึงจะตื่นแล้วแต่ยังมึนงงอยู่ ชี้นิ้วออกนอกประตูว่า
“เขาเพิ่งไปได้ไม่ไกล”
สีเหยินหัวเราะว่า “ท่านฝันเลอะเทอะใหญ่แล้ว ขยี้ตาดูให้ดี นี่มันเงาท่านเองในกระจก”
เป่าวี่เพ่งมองตรงไปข้างหน้า ที่แท้เป็นกระจกเงาบานใหญ่ส่องใส่ตัวเอง จึงโพล่งหัวเราะออกมาเองด้วย สาวใช้นางหนึ่งนำกระโถนกับน้ำชามาให้เป่าวี่บ้วนปาก
เส้อเยว่ว่า “ถึงว่า เหล่าไท่ไท่มักกล่าวเสมอว่า ในบ้านเด็กไม่ควรมีกระจกมากไป ใจเด็กยังไม่นิ่ง ส่องกระจกบ่อย ๆ เวลาเข้านอนอาจฝันร้าย นี่ยังเอาเตียงมาตั้งหน้ากระจกบานใหญ่ มีม่านคลุมกระจกยังไม่เป็นไร หลายวันนี้อากาศร้อนเลยละเลยไม่ค่อยได้คลุม นี่ก่อนนอนคงนั่งส่องกระจกเล่นจนเก็บเอาไปฝัน มิเช่นนั้น คงไม่ตะโกนเรียกชื่อตัวเอง พรุ่งนี้คงต้องย้ายเตียงกับกระจกให้แยกกัน”
พูดไม่ทันจบ มีคนมาแจ้งว่าหวางฮูหยินให้คนมาตามเป่าวี่
(จบบทที่ห้าสิบหก)
เป่าวี่รีบมาพบหวางฮูหยิน ที่แท้หวางฮูหยินจะพาเป่าวี่ไปพบเจินฮูหยิน 甄夫人 เป่าวี่ชอบใจยิ่งรีบกลับมาเปลี่ยนชุดแล้วตามหวางฮูหยินมา
บ้านเมืองกรุงของสกุลเจินไม่ต่างจากจวนหนิงหยงสักเท่าไร ทั้งยังมีสองสามจุดที่โอ่อ่ากว่าด้วย เมื่อสอบถามโดยละเอียด บ้านเจินมีเป่าวี่อีกคนจริง เจินฮูหยินจัดโต๊ะเลี้ยงรับรองสนทนากันตลอดวันจึงกลับ เป่าวี่จึงยอมเชื่อในที่สุดว่ามีเป่าวี่อีกคนหนึ่ง
ตกเย็นกลับมาถึงบ้าน หวางฮูหยินให้จัดเตรียมโต๊ะ จองคณะนักแสดง เชิญเจินฮูหยินแม่ลูกมาเลี้ยงตอบแทน ผ่านไปสองวัน เจินฮูหยินแม่ลูกก็กลับเจียงหนานโดยไม่ได้ร่ำลา
วันนี้ เป่าวี่เห็นอาการป่วยของเซียงหยุนค่อยดีขึ้น จึงมาหาไต้วี่ ไต้วี่กำลังนอนกลางวันอยู่ เป่าวี่ยังไม่เข้าไปรบกวน เห็นจื่อเจวียนกำลังนั่งเย็บปักอยู่ที่ระเบียงจึงเดินมาถามถึงไต้วี่ว่า
“เมื่อเย็นวานเห็นไออยู่ ดีขึ้นบ้างไหม”
จื่อเจวียนว่า “ดีขึ้นบ้างแล้ว”
เป่าวี่ยิ้มว่า “อามิตาภพุทธ ดีขึ้นก็ดีแล้ว”
จื่อเจวียนยิ้มว่า “ท่านสวดมนตร์ไหว้พระด้วยหรือ เป็นข่าวเชียวนี่”
เป่าวี่ยิ้มว่า “ดังที่ว่า ป่วยฉุกเฉินหมอไหนก็เอา”
เป่าวี่สังเกตเห็นนางสวมเสื้อคลุมแพรบางขลิบด้ายดำ ทับด้วยเสื้อผ้าต่วนสีเขียวเข้มไร้ปกไร้แขน จึงยื่นมือไปคลำตัวนางว่า
“สวมเสื้อบางอย่างนี้แล้วยังมานั่งตากลมในอากาศแบบนี้ เกิดป่วยอีกคนจะยิ่งลำบาก”
จื่อเจวียนว่า “ต่อไปเวลาคุยกัน มือไม้ท่านไม่ต้องถึงเนื้อถึงตัว อายุมากขึ้นทุกปี ใครเห็นเข้าไม่งาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ชอบนินทาท่านลับหลัง ท่านไม่ระวังทำตัวเหมือนสมัยยังเด็กไม่ได้ คุณหนูกำชับพวกเราเสมอไม่ให้เล่นหัวกับท่าน พักหลังนี้ท่านไม่สังเกตหรือว่านางพยายามห่างจากท่านยังกลัวห่างไม่พอ”
ว่าแล้วก็เก็บงานเย็บปักเดินหนีไปห้องอื่น
เป่าวี่รู้สึกเหมือนถูกสาดน้ำเย็นเข้าใส่ มองไปยังดงไผ่อย่างงุนงง เห็นแม่จู้ 祝妈 กำลังพรวนดินปลูกไผ่กวาดใบไผ่อยู่ สักพักก็เดินดังคนขาดสติออกจากเรือนเซียวเซียงมานั่งลงบนหินก้อนหนึ่ง น้ำตาไหลไม่รู้ตัว คิดไปต่าง ๆ นานาไม่รู้จะทำอย่างไรอยู่ร่วมช่วงมื้อข้าว
เสวี่ยเอี้ยน 雪雁 ไปเอาโสมที่หวางฮูหยินกลับมาถึง เดินผ่านมา มองโดยไม่ตั้งใจเห็นมีคนนั่งอยู่บนก้อนหินใต้ต้นท้อริมศาลาหอมซ่าน 沁芳亭 กำลังนั่งเอามือเท้าคางหมกมุ่นครุ่นคิด พอเพ่งดูรู้ว่าคือเป่าวี่ อดสงสัยไม่ได้ว่า
“อากาศหนาวอย่างนี้ มานั่งทำอะไรอยู่ที่นี่คนเดียว ปกติในวสันตฤดูคนมีโรคเก่ามักกำเริบ ดูท่าจะเป็นโรคสมองเสื่อม”
คิดแล้วก็เดินมานั่งยอง ๆ ข้างหน้าเป่าวี่ยิ้มถามว่า
“มานั่งทำอะไรที่นี่”
เป่าวี่สะดุ้ง สติกลับคืนมามองเห็นเสวี่ยเอี้ยนจึงว่า
“เจ้ายังมาหาข้าทำไม เจ้าก็เป็นหญิงมิใช่หรือ นางต้องการหลีกเลี่ยงคำนินทา ไม่ยอมให้พวกเจ้ามาสนใจข้า เจ้ายังมาหาข้า หากมีใครเห็นเข้ามิเป็นขี้ปากดอกหรือ เจ้ารีบเข้าเรือนเถิด”
เสวี่ยเอี้ยนฟังแล้วสับสน คิดว่าเป่าวี่คงถูกไต้วี่ต่อว่าอีก จึงได้แต่หันหลังเดินกลับเรือน ไต้วี่ยังไม่ตื่น จึงนำโสมส่งให้จื่อเจวียน จื่อเจวียนถามว่า
“ไท่ไท่ทำอะไรอยู่”
เสวี่ยเอี้ยนว่า “นอนกลางวันอยู่เหมือนกัน ข้าจึงต้องรอถึงครึ่งวัน พี่ท่าน ท่านได้ยินเรื่องตลกไหม ระหว่างรอไท่ไท่ ข้าคุยกับพี่วี่ช่วนเอ๋อ 玉钏儿 ที่เรือนหลัง น้าหญิงเจ้ากวักมือเรียกข้าไปหา ข้านึกว่ามีเรื่องอะไร ที่แท้นางแค่บอกข้าว่านางขอลากับไท่ไท่ออกไปเฝ้ายามกลางคืนที่งานศพน้องชาย พรุ่งนี้จะมีพิธีส่งศพ จี๋เสียงเอ๋อ 吉祥儿 สาวใช้ของนางไม่มีชุดจะใส่ จะขอยืมเสื้อคลุมขาวของข้า
ข้าคิดว่าพวกเขาก็มีของตัวเองกันอยู่แล้ว หากแต่ต้องไปยังสถานที่เช่นนี้กลัวว่าชุดของตัวเองจะเสีย นึกเสียดายจึงยืมของคนอื่นไปใส่ มายืมของข้า คงคิดว่าทำเสียคงไม่เป็นไร ก็แล้วปกตินางทำดีต่อพวกเราเสียที่ไหนกัน ดังนั้น ข้าจึงบ่ายเบี่ยงไปว่า เสื้อผ้า เครื่องประดับของข้า คุณหนูให้พี่จื่อเจวียนเป็นผู้เก็บ ข้าต้องไปบอกนางก่อน แล้วยังต้องไปเรียนคุณหนูอีก เรื่องมันมาก มิควรเสียเวลาผู้อาวุโส มิสู้ขอยืมผู้อื่นเถิด”
จื่อเจวียนยิ้มว่า “ยายผีน้อยเจ้าเล่ห์นัก ตัวเองไม่อยากให้ยืม มาอ้างชื่อข้ากับคุณหนูไปใช้ ทำให้นางไม่กล้าโทษเจ้า ตอนนี้นางไปแล้วหรือรอพรุ่งนี้ค่อยไป”
เสวี่ยเอี้ยนว่า “นางไปเลย ป่านนี้คงไปแล้ว”
จื่อเจวียนพยักหน้า
เสวี่ยเอี้ยนว่า “คุณหนูยังไม่ตื่น แล้วใครกันที่ทำให้เป่าวี่อารมณ์เสียไปนั่งร้องไห้อยู่ที่นั่น”
จื่อเจวียนสะดุ้งถามว่า “อยู่ที่ไหน”
เสวี่ยเอี้ยนว่า “ใต้ต้นท้อหลังศาลาหอมซ่าน 沁芳亭 (ชิ่นฟางถิง)”
จื่อเจวียนวางงานเย็บปัก กำชับเสวี่ยเอี้ยนว่า
“หากนางถามหาข้า บอกว่าเดี๋ยวมา”
ว่าแล้วก็ออกจากเรือนเซียวเซียงตรงมาหาเป่าวี่ พอมาอยู่ตรงหน้ายิ้มแล้วบอกว่า
“ข้าพูดอย่างนั้นเพียงเพราะหวังดีต่อทุกฝ่าย ท่านกลับงอนวิ่งมานั่งตากลมร้องไห้อยู่ที่นี่ เกิดไม่สบายขึ้นมาจะทำอย่างไร”
เป่าวี่ยิ้มว่า “ใครงอนกัน ข้าฟังที่เจ้าพูดเห็นว่ามีเหตุผล จึงคิดว่าคนอื่นก็คงคิดอย่างเดียวกัน ต่อไปพวกเจ้าคงค่อย ๆ ถอยห่างจากข้า จึงรู้สึกเสียใจ”
จื่อเจวียนนั่งลงติดกับเป่าวี่ เป่าวี่ยิ้มว่า
“เมื่อครู่คุยกันซึ่งหน้า เจ้ายังเดินหนีข้า ตอนนี้ทำไมมานั่งติดกับข้า”
จื่อเจวียนเปลี่ยนเรื่องพูดว่า “ท่านลืมแล้วหรือ หลายวันก่อน ท่านกับพี่สาวคุยกันถึงเรื่อง “รังนก” อะไรนี่แหละ น้าหญิงเจ้าพรวดพราดเข้ามา พวกท่านทั้งสองก็หยุดคุย แล้วไม่ได้พูดถึงอีกจนถึงเดี๋ยวนี้ วันนี้น้าหญิงเจ้าไม่อยู่ ข้าจึงมาถามท่านถึงเรื่องนี้”
เป่าวี่ว่า “ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร น้องหลินว่าพี่เป่าให้รังนกมากิน รังนกไม่อาจกินครึ่ง ๆ กลาง ๆ มาคิดว่าพี่เป่าเป็นแขก จะไปขอนางบ่อย ๆ ก็เกรงใจ จะไปขอไท่ไท่ก็ไม่สะดวก แต่ข้าเคยเปรยกับเหล่าไทไท่ คะเนว่าเหล่าไท่ไท่คงจะบอกกับพี่เฟิ่ง ข้ายังพูดไม่ทันจบ น้าหญิงเจ้าก็เข้ามา จากนั้นยังไม่เคยพูดถึงกันอีก ตอนนี้ข้ารู้มาว่าทางจวนจัดรังนกให้พวกเจ้าวันละสองตำลึง ก็นับว่าใช้ได้”
จื่อเจวียนว่า “ที่แท้ท่านเป็นคนบอกนี่เอง ต้องขอขอบพระคุณมาก พวกเราสงสัยกันอยู่ว่า ทำไมจู่ ๆ เหล่าไท่ไท่ถึงให้คนส่งรังนกมาให้วันละสองตำลึง”
เป่าวี่ยิ้มว่า “ต้องกินต่อเนื่องกันทุกวัน สักสองสามปีก็หายแล้ว”
จื่อเจวียนว่า “อยู่ที่นี่กินจนเคยแล้ว ปีหน้ากลับบ้าน จะเอาเงินที่ไหนซื้อกิน”
เป่าวี่ฟังแล้วสะดุ้งว่า “ใครกลับบ้าน”
จื่อเจวียนว่า “น้องสาวจะกลับซูโจว”
เป่าวี่ยิ้มว่า “เจ้าพูดเหลวไหล ถึงบ้านเกิดของน้องจะอยู่ซูโจว แต่ท่านอาหญิงเสียไปแล้ว ไม่มีคนดูแลจึงได้รับตัวมาอยู่ที่นี่ ปีหน้าหากกลับไปจะไปหาใคร เห็นอยู่ว่าเจ้าโกหก”
จื่อเจวียนยิ้มหยันว่า “ท่านดูถูกคนเกินไปแล้ว บ้านเจี่ยของท่านเป็นครอบครัวใหญ่ผู้คนมาก นอกจากบ้านของท่านแล้ว บ้านอื่นก็มีเพียงท่านพ่อท่านแม่ ในบ้านมักไม่มีคนอื่นอีก ตอนที่คุณหนูของพวกเรามาถึง เหล่าไท่ไท่รักและเอ็นดูเพราะเห็นว่าอายุยังน้อย ถึงแม้ที่บ้านจะยังมีท่านลุงท่านอา แต่คงไม่ใกล้ชิดเท่ากับท่านยายแท้ ๆ จึงรับตัวมาอยู่ด้วย แต่เมื่อโตแล้วก็ต้องออกเรือน จึงต้องส่งกลับไปบ้านสกุลหลิน ลูกสาวบ้านสกุลหลินจะมาอยู่บ้านสกุลเจี่ยตลอดไปไม่ได้หรอก
บ้านสกุลหลินไม่ได้ยากจนถึงกับต้องอดอยาก ทั้งยังเป็นตระกูลปราชญ์บัณฑิต ไม่อาจปล่อยให้นางเป็นภาระของญาติพี่น้องให้เป็นที่อับอายขายหน้า ดังนั้นปีหน้านี้ อย่างเร็วฤดูใบไม้ผลิ อย่างช้าฤดูใบไม้ร่วง จะต้องส่งคนมารับตัวนางกลับ เมื่อคืนก่อน คุณหนูบอกข้าไว้ให้แจ้งแก่ท่านว่า ของเล่นที่นางมอบให้ท่านเมื่อตอนเด็ก ขอให้ท่านจัดเตรียมไว้คืนให้นาง ส่วนนางได้จัดเก็บเตรียมของที่ท่านให้ไว้คืนให้ท่านแล้ว”
เป่าวี่ได้ฟัง ดังสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม จื่อเจวียนเห็นเป่านิ่งอึ้งไปครึ่งวัน ไม่พูดจาตอบโตั กำลังจะถาม ก็พอดีเห็นฉิงเหวินมาตามว่า
“เหล่าไท่ไท่เรียกหาท่าน ใครจะไปรู้ว่ามาอยู่ที่นี่”
จื่อเจวียนยิ้มว่า “เขามาเยี่ยมไข้คุณหนู ข้าบอกเขาไปครึ่งวันแล้วยังไม่เชื่อ เจ้าพาเขากลับไปเถิด”
ว่าแล้วก็เดินกลับเรือนไป
ตอนก่อนหน้า : เจินเป่าวี่
https://www.blockdit.com/posts/6a58a94b6eb93ba6d9be1145
ตอนถัดไป : น้องหลินจะกลับบ้าน
1 บันทึก
5
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ความฝันในหอแดง
1
5
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย