25 ก.ค. เวลา 15:41 • หนังสือ

บทที่ 321

“จะไม่ทันแล้ว...” เสียงของกุยเหนียงจื่อแผ่วเบาลงทุกขณะ
ทันทีที่พิธีกรรมเสร็จสิ้น กุยเหนียงจื่อก็จะต้องตาย
ชะตาสวรรค์ที่ถูกบิดเบือนขึ้นมาโดยฝืนลิขิต จะกลายเป็นกฎเกณฑ์ใหม่ของสวรรค์ และไม่มีวันย้อนกลับได้อีก
มีเพียงกุยเหนียงจื่อต้องตายในเวลานี้เท่านั้น
ชะตาสวรรค์จึงจะหวนคืนสู่เส้นทางเดิม... เส้นทางที่ถูกต้อง
มีเพียงสองทางให้เลือก ไม่มีทางที่สาม
ต่อให้ฆ่าฉางเฟิงเสีย ก็ไร้ประโยชน์
“ถอยก็ตาย... รุกก็พินาศ ที่แท้ก็หมายถึงเช่นนี้เอง”
กู้จือจั๋วจับชีพจรของนางอีกครั้ง เพียงชั่วครู่เดียว ชีพจรก็อ่อนแรงเสียจนแทบสัมผัสไม่ได้แล้ว
นางคงยื้อได้ไม่ถึงเวลาหนึ่งก้านธูป
จะสำเร็จหรือล้มเหลว กู้จือจั๋วจำต้องตัดสินใจ
กู้จือจั๋วก้มลงเก็บมีดสั้นขึ้นมา กุยเหนียงจื่อยิ้มพลางยื่นมือไปรับ แต่กู้จือจั๋วไม่ได้ส่งมีดให้นาง
“พี่หญิงสกุลอิน”
กู้จือจั๋วชั่งน้ำหนักของมีดสั้นในมือ ก่อนกำด้ามมีดไว้แน่น แล้วถามเพียงประโยคเดียว
“ท่านเชื่อข้าหรือไม่”
สายตาของทั้งสองสบประสานกัน กุยเหนียงจื่อพยักหน้าช้า ๆ ลำคอแข็งทื่อ ริมฝีปากยังแต้มรอยยิ้ม
“เชื่อ”
“ดี”
กู้จือจั๋วไม่เคยเป็นคนลังเล
โดยเฉพาะเมื่อได้ตัดสินใจแล้ว ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
นางหยิบโอสถเม็ดนั้นออกมาอีกครั้ง จ่อไปที่ริมฝีปากของกุยเหนียงจื่อ
“กินเสีย”
กุยเหนียงจื่อ “...”
นางอ้าปากอย่างว่าง่าย
โอสถละลายทันทีที่เข้าปาก ดุจสายน้ำอุ่นไหลผ่านอวัยวะภายในและเส้นลมปราณทั่วร่าง ความอบอุ่นค่อย ๆ แผ่ซ่านไปในร่างกายอันเย็นเฉียบ แม้แต่ลมหายใจก็อ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย
ร่างที่แข็งทื่อของนางดูเหมือนจะมีเรี่ยวแรงกลับคืนมาบ้าง ไม่เหมือนคนตายอีกต่อไป
กู้จือจั๋วรวบนิ้วทั้งสองดุจกระบี่ ปลายนิ้วแตะกลางหน้าผากของนางกลางอากาศ
ริมฝีปากขยับท่องคาถา
“ฟ้าดินแยกกำเนิด อัสนีห้าสายแรกเริ่ม... เร่งดั่งบัญชา!”
ทันทีที่เสียงคาถาสิ้นสุด กู้จือจั๋วก็วาดอักขระลงบนหน้าผากของนางอย่างรวดเร็ว
“เสิ่นเหม่า หลบไป”
“เหมียว?”
เจ้าแมวกระโดดลงจากเตียงอย่างเชื่อฟัง มันสะบัดหางกิเลนไม่หยุด หนวดกระดิกไปมา ตื่นเต้นจนไม่รู้จะทำอย่างไร
“เชื่อข้า!”
กู้จือจั๋วหลับตาลงชั่วครู่ จากนั้นใช้มือข้างหนึ่งกดไหล่อันผอมบางของกุยเหนียงจื่อไว้แน่น ก่อนยกมีดสั้นขึ้น แล้วแทงลงกลางอกของนางอย่างแรง
คมมีดสีเงินเย็นเยียบขยายใหญ่ขึ้นในดวงตาของกุยเหนียงจื่อ
นางเผยรอยยิ้มโล่งอก งดงามจนแทบไม่น่าเชื่อ
“ขอบคุณ...”
“เหมียว!”
มีดสั้นปักทะลุหน้าอกของนาง โลหิตสาดกระเซ็นตามคมมีดที่ถูกดึงออกมา หยดเลือดกระเด็นเปื้อนใบหน้าของกู้จือจั๋ว
ครืนนน!
เสียงอัสนีคำรามดังกึกก้อง สายฟ้าฟาดลงจากฟ้า กระแทกชายคาเรือนจนทั้งห้องสั่นสะเทือน
ครืนนน!
เสียงฟ้าร้องดังต่อเนื่องจากขอบฟ้า ราวกับกำลังสะสมพลังบางอย่าง
ท้องฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนสี กลิ่นอายของพายุที่กำลังจะมาถึงแผ่ปกคลุมไปทั่ว
ทั้งฟ้าร้อง ทั้งสายฟ้า ทั้งเมฆฝน ผู้คนบนท้องถนนต่างรีบวิ่งหลบเข้าใต้ชายคา เมื่อเห็นท้องฟ้ามืดครึ้มลงเรื่อย ๆ พ่อค้าแม่ค้าก็เร่งเก็บแผงกันจ้าละหวั่น
หญิงชราคนหนึ่งเก็บถุงหอมลงตะกร้า พลางเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วบ่นพึมพำ
“ฟ้าก็แปลกนัก อยู่ ๆ ก็ฟ้าร้อง เดี๋ยวฝนคงตกแน่ กลับบ้านดีกว่า...”
ทันใดนั้น ม้าศึกสองตัวก็พุ่งควบผ่านข้างกายนางอย่างรวดเร็ว
โครม!
แผงขายของที่ยังเก็บไม่เสร็จถูกชนล้ม ถุงหอมกลิ้งกระจัดกระจายเต็มพื้น
“โอ๊ยตายแล้ว!”
หญิงชราปวดใจแทบแย่ รีบก้มลงเก็บ ถุงหอมหลายใบเปื้อนฝุ่นและโคลน นางปัดเท่าไรก็ไม่สะอาด ยิ่งปัดยิ่งร้อนใจ หากเช็ดไม่ออกก็ขายไม่ได้ราคา
ผู้ที่กล้าควบม้าในเมืองหลวงเช่นนี้ ย่อมเป็นผู้มีอำนาจหรือไม่ก็ผู้สูงศักดิ์ หญิงชราจึงได้แต่ยอมรับเคราะห์ ไม่กล้าหาเรื่อง ได้แต่ด่าในใจอย่างแค้นเคือง
ควบเสียเร็วเชียว ไม่ใช่รีบไปตายเสียหน่อย ทำไมไม่ตกม้าซะเลย!
ทันใดนั้น ม้าตัวหน้าก็ร้องลั่น ก่อนที่ท่านอ๋องจิ้นจะกลิ้งตกจากหลังม้าโดยไม่มีลางบอกเหตุ ร่างกระแทกพื้นอย่างแรง
หญิงชราตะลึงงัน
ศักดิ์สิทธิ์ถึงเพียงนี้เลยหรือ?
“ท่านอ๋อง! หยุด!”
คนบนหลังม้าอีกตัวรีบดึงบังเหียน กระโจนลงจากหลังม้าแล้ววิ่งเข้าไปทันที
ถึงกับเป็นท่านอ๋องหรือ!
หญิงชราตกใจจนใจสั่น รีบก้มหน้าถอยหลังช้า ๆ ทำราวกับตนไม่มีตัวตน
“ท่านอ๋อง! ท่านอ๋อง!”
หวังฉางสื่อลนลานเข้าประคองท่านอ๋องจิ้นให้ลุกขึ้น
“พระองค์ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ท่านอ๋องจิ้นโบกมือ พลางอดทนต่อความเจ็บปวดทั่วร่าง
“ไม่เป็นไร”
เมื่อครู่จู่ ๆ ก็เกิดอาการใจหวิวอย่างไร้สาเหตุ มือคลายจากบังเหียน จึงตกจากหลังม้า ศีรษะยังคงอื้ออึงไม่หาย
“พยุงข้าขึ้น ต้องรีบกลับจวน”
เขาเพิ่งได้รับข่าวว่า กรมบูรพาเข้าปิดล้อมจวนอ๋องของเขา
แม้ยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น แต่ลางสังหรณ์ร้ายแรงอย่างยิ่งก็ผุดขึ้นในใจ
---
กรมบูรพาทำงานอย่างอหังการมาโดยตลอด... หรือว่าเขาไปล่วงเกินเสิ่นซวี่เข้า?
ท่านอ๋องจิ้นฝืนลุกขึ้นยืน ก่อนจะสังเกตเห็นว่าหลังมือของตนถลอกเพราะครูดกับก้อนกรวดตอนตกจากม้า เกิดเป็นแผลเล็ก ๆ ขนาดเพียงเล็บมือ มีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย
คนที่เคยออกรบย่อมไม่ใส่ใจบาดแผลเพียงเท่านี้
ท่านอ๋องจิ้นอาศัยแขนของหวังฉางสื่อลุกขึ้น ก่อนขึ้นม้าอีกครั้ง ม้าศึกทั้งสองตัวควบตรงไปยังจวนอ๋องจิ้น
เหนือศีรษะ เสียงฟ้าร้องครืนครั่นไม่หยุด
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดไปเองหรือไม่ แต่ท่านอ๋องจิ้นรู้สึกราวกับสายฟ้าสายนั้นกำลังไล่ตามเขามาตลอดทาง
จวนอ๋องจิ้นอยู่ไม่ไกลเบื้องหน้า
ทหารองครักษ์เสื้อแพรที่สวมชุดเฟยอวี๋ปิดล้อมถนนทั้งสายไว้อย่างแน่นหนา
ท่านอ๋องจิ้นควบม้าเข้าไป ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก นายกองนายหนึ่งที่คุมกำลังก็ยิ้มละไม พลางยกมือส่งสัญญาณ เหล่าองครักษ์เสื้อแพรต่างเปิดทางให้อย่างพร้อมเพรียง มิได้ขัดขวางแม้แต่น้อย ซ้ำยังเปิดประตูข้างให้เขาอีกด้วย
นายกองยังกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า
“ท่านอ๋อง เชิญขอรับ”
ท่าทีเช่นนั้นช่างเหมือนเสือยิ้มยากนัก แฝงเจตนาร้ายไว้อย่างชัดเจน
แต่ไม่ว่าอย่างไร ท่านอ๋องจิ้นก็จำต้องเข้าไป
เขาชำเลืองมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนกระตุกบังเหียนควบม้าพุ่งเข้าสู่จวน
ทันทีที่ก้าวเข้าไป ความโกรธที่เขาอุตส่าห์สะกดไว้ก็พลันปะทุขึ้นอีกครั้ง มือที่กำบังเหียนกำแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน
เหล่าองครักษ์ของจวนต่างคุกเข่าเรียงกันอยู่หลังฉากกั้น
องครักษ์กว่าร้อยนายของจวนถูกปลดอาวุธ มือทั้งสองถูกมัดไพล่หลัง คุกเข่าเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ
เพียงมองแวบแรกก็ทำให้ท่านอ๋องจิ้นสะดุ้ง
ข้างกายพวกเขา มีศพองครักษ์กว่าสิบศพถูกโยนทิ้งไว้ ราวกับเป็นการข่มขู่
นี่มันในจวนของเขา!
กรมบูรพากล้าลงมือฆ่าคนในจวนอ๋องของเขาเชียวหรือ?!
ช่างบังอาจยิ่งนัก!
“ท่านอ๋อง!”
เมื่อเห็นท่านอ๋องจิ้นกลับมา เหล่าองครักษ์ก็เหมือนได้ที่พึ่ง สีหน้าพลันเปี่ยมด้วยความยินดี
มีองครักษ์ผู้หนึ่งรีบตะโกนว่า
“ท่านผู้บัญชาการเสิ่นพาคนบุกเข้าไปในเรือนของท่านนักพรตฉางเฟิงแล้ว!”
สายสืบของกรมบูรพาที่เฝ้าอยู่ด้านข้าง รอจนเขาพูดจบประโยค จึงยกเท้าถีบเข้าอย่างแรงจนอีกฝ่ายกลิ้งไปกับพื้น
“ดี... ดีมาก!”
ท่านอ๋องจิ้นหัวเราะด้วยความเดือดดาล
“กรมบูรพากำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ ข้าอยากเห็นนัก ว่าผู้บัญชาการของพวกเจ้าจะอธิบายกับข้าอย่างไร!”
เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง แล้วก้าวฉับ ๆ เข้าไปด้านใน
ผู้ติดตามด้านหลังร้องขึ้น
“ท่านอ๋อง! พระหัตถ์... พระหัตถ์ของพระองค์เลือดไหลพ่ะย่ะค่ะ!”
ฝีเท้าของท่านอ๋องจิ้นชะงักลง เขายกมือขึ้นดู
ก็เป็นแผลเล็ก ๆ เมื่อครู่นั่นเอง
แต่เลือดที่ซึมออกมากลับดูเหมือนจะไหลมากขึ้นเรื่อย ๆ
หรือเมื่อครู่โดนอะไรตำเข้า?
ลึกถึงเพียงนี้เชียว?
ท่านอ๋องจิ้นไม่ได้คิดมาก เพียงหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งมาพันแผลอย่างลวก ๆ
เขาเดินเร็วมาก
หวังฉางสื่อรีบตามติดอยู่ด้านหลัง แต่สายตากลับอดเหลือบมองมือที่บาดเจ็บของท่านอ๋องไม่ได้
เลือดสีแดงค่อย ๆ ซึมทะลุผ้าขาวสะอาด
ในใจของหวังฉางสื่อพลันเกิดลางร้าย อยากเอ่ยเตือนอีกครั้ง
แต่ทันใดนั้นเอง...
“อ๊ากกก!”
เสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยองดังมาจากด้านหน้า
“เป็นไปไม่ได้!”
ท่านอ๋องจิ้นจำเสียงนั้นได้
นั่นคือเสียงของฉางเฟิง!
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที เร่งฝีเท้ายิ่งกว่าเดิม หอบหายใจพลางผลักประตูเรือนเล็กเข้าไป
“เสิ่นซวี่ เจ้ากล้าก่อเรื่องในจวนของข้า...”
เสียงตวาดของท่านอ๋องจิ้นพลันหยุดชะงัก
ดวงตาเบิกกว้าง เขายกมือขึ้นสั่นเทา ชี้ไปยังคนเบื้องหน้า
“ทะ... ท่านนักพรต”
“เส้นผมของท่าน...”
เดิมทีเส้นผมของฉางเฟิงดำขลับเป็นมันเงา แม้ปล่อยสยายก็ยังงดงามดุจแพรไหมชั้นดี ไม่มีแม้แต่เส้นผมหงอกสักเส้น
แต่บัดนี้...
ด้วยตาเปล่า สามารถเห็นเส้นผมสีขาวโผล่ขึ้นมาทีละน้อย
จากนั้นก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
ผมดำลดลง ผมขาวเพิ่มขึ้น
เพียงชั่วเวลาไม่กี่อึดใจ เส้นผมของเขาก็ขาวโพลนเกือบทั้งหมด ยุ่งเหยิงตกลงบนบ่า
เมื่อได้ยินเสียงร้องของท่านอ๋องจิ้น
ฉางเฟิงยกปอยผมขึ้นอย่างเหม่อลอย
เพียงจับเบา ๆ...
ปอยผมสีขาวก็หลุดร่วงลงมา กองอยู่บนฝ่ามือของเขา
ความหนาวเย็นแล่นวาบไปทั่วสันหลัง
มือทั้งสองที่ใช้พยุงร่างพลันหมดเรี่ยวแรง
เขาทรุดฮวบลงกับพื้น
“เป็นไปไม่ได้!”
นี่คือ...
ผลสะท้อนกลับ!
เสียงของฉางเฟิงแหลมสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เหลือความสงบนิ่งดุจเซียนดังเช่นเคย
ความหวาดกลัวฉายชัดอยู่ในดวงตา และแผ่กระจายไปทั่วใบหน้า
“ไม่มีทาง! ชะตาสวรรค์ถือกำเนิดขึ้นเพื่อข้า... ไม่มีทาง!”
“ไม่มีทาง!”
เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้อง
เวลานี้เพิ่งยามเว่ย แต่ท้องฟ้ากลับมืดครึ้มราวกับยามโหย่วแล้ว
ฉางเฟิงหมอบอยู่กับพื้น
ความหวาดผวาหลั่งไหลเข้าหาเขาราวกับกระแสน้ำเชี่ยว แทบจะกลืนกินเขาทั้งเป็น
“ไม่มีทาง...”
เสียงกรีดร้องค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเสียงพึมพำ ริมฝีปากสั่นไม่หยุด
เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้...
เกิดความผิดพลาดตรงไหนกันแน่
สมองของฉางเฟิงสับสนอลหม่าน เขาหอบหายใจแรง ผมขาวโพลนปรกลงมาทั่วใบหน้า
เขาดิ้นรนจะลุกขึ้น
แต่ต่อมา ร่างของเขาก็ชะงักงัน
รูม่านตาหดเล็กลง
เขาเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด ผิวหนังบนหลังมือของเขาเริ่มแตกระแหง เหี่ยวย่น สูญเสียความยืดหยุ่น ราวกับเป็นมือของคนชราที่ใกล้สิ้นลม
“อ๊ากกก!”
เขากลัวแล้ว...
กลัวจนสุดหัวใจ
ทั้งหมดนี้เป็นความจริง!
ผลสะท้อนกลับ... มาถึงแล้วจริง ๆ!
ฉางเฟิงคลานตะเกียกตะกายอยู่บนพื้น จีวรนักพรตที่ขาดวิ่นเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและโคลน
เส้นผมสีขาวยุ่งเหยิงพันกันเป็นกระจุก
ดูอเนจอนาถถึงขีดสุด.
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🥀➡️ บทถัดไป
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงาน ฝากกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ 🖤
โฆษณา