24 ก.ค. เวลา 06:51 • หุ้น & เศรษฐกิจ

เมื่อจีนกลายเป็นเศรษฐกิจตัว K - Blockdit Originals โดย ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร

ตัวเลขเศรษฐกิจจีนในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 สะท้อนถึงภาวะ K-Shaped Recovery ที่ชัดเจนที่สุด
กล่าวคือ ภาคอุตสาหกรรมใหม่และการส่งออกเติบโตเป็นขาขึ้นพุ่งทะยาน แต่ภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการบริโภคกลับดิ่งลงแบบสวนทาง
จีดีพี (GDP) ของจีนในครึ่งปีแรกเติบโตที่ 4.7% ในมุมหนึ่งคือความสำเร็จ เพราะยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย 4.5 - 5% ที่ตั้งไว้ตอนประชุมสองสภาเมื่อเดือนมีนาคม สะท้อนว่าเครื่องยนต์ใหญ่ของจีนยังไม่ดับ และกำลังพยายามเปลี่ยนผ่านจากโมเดลเก่าไปสู่โมเดลใหม่อย่างเต็มกำลัง
1
แต่ถ้าเจาะลึกลงไปไส้ใน จะเริ่มเห็นอาการ “แผ่ว” เล็กน้อยในไตรมาสที่สองที่เติบโตเพียง 4.3% ลดลงจากไตรมาสแรกที่ทำไว้ได้ 5
ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่ม High-tech Manufacturing เติบโตสูงถึง 13.3% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมาก ยิ่งมาดูไส้ในของสินค้าแต่ละตัวจะเห็นภาพชัดขึ้น เช่น อุปกรณ์ 3D Printing เติบโตขึ้น 48.5% แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเติบโตขึ้น 39.3% หุ่นยนต์อุตสาหกรรมเติบโตขึ้น 28%
1
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าจีนไม่ได้แค่ “เดิน แต่กำลัง “กระโดด” เต็มแรงเข้าสู่โลกยุคใหม่ แถมแรงขับเคลื่อนหลักไม่ได้มาจากความต้องการในประเทศเท่านั้น แต่มาจากกระแส AI Boom ทั่วโลก ทำให้เกิดการลงทุนใน Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลทั่วโลก กลายเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้การส่งออกเครื่องจักรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของจีนเติบโตถึง 20.1%
การส่งออกของจีนที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งจึงไม่ใช่เพียงการ “เร่งส่งออก” เพื่อหนีภาษีล่วงหน้าอีกต่อไป แต่เป็นความต้องการที่แท้จริงจากโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไปสู่ภาคไฮเทค และต่างต้องการสินค้าเทคโนโลยีไฮเทคต้นทุนถูกจากจีน
แต่ตัวเชิงบวกในภาคอุตสาหกรรมไฮเทคและภาคการส่งออกข้างต้นกลับสวนทางกับภาคการบริโภคที่ดูเหนื่อยล้าและอ่อนแรง ตัวเลขยอดขายปลีกเติบโตเพียง 1.3% ในครึ่งปีแรก
แม้กระทั่งในภาคการบริโภคเอง ก็ยังเกิดภาวะ K Shape จากที่คนจีนเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน ภาคการบริโภคที่ไปได้ดีคือภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และร้านอาหารที่ยังเติบโตดีที่ 5.3% แต่คนจีนกลับเลือกประหยัดในการบริโภคสินค้าชิ้นใหญ่ ดังจะเห็นว่ายอดขายรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์กลับซบเซา
สาเหตุที่คนจีนไม่ยอมใช้เงินไม่ใช่เพราะคนจีนไม่มีเงินในกระเป๋า จริงๆ แล้วรายได้ต่อหัวของคนจีนเติบโตขึ้น 4.2% แต่การใช้จ่ายจริงเติบโตเพียง 2.7% หมายความว่าคนจีนมีเงินเพิ่มขึ้น แต่เลือกที่จะเก็บออมหรือใช้หนี้มากกว่าจะเอาออกมาจับจ่าย เพราะความรู้สึกไม่แน่นอนในอนาคต
ตลาดแรงงานก็ดูซบเซา ภาคไฮเทคที่โตวันโตคืนกลับไม่ได้จ้างงานมากสักเท่าไหร่ เพราะประสิทธิภาพของ AI และเทคโนโลยีอัตโนมัติเริ่มเข้ามาแทนที่แรงงานคน ทำให้ความสามารถในการสร้างงานใหม่ของเศรษฐกิจโดยรวมลดลง
อีกภาคเศรษฐกิจที่ยังคงดิ่งเหวคือ ภาคอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ตัวเลขการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ดิ่งลงถึง 18% การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก็ลดลง 2.4% และการลงทุนจากภาคเอกชนก็ลดลง 8.5%
สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากกฎระเบียบใหม่เรื่องการอนุมัติการลงทุนที่เข้มงวดขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเกิดอาการปล่อยเกียร์ว่าง ระมัดระวังตัวในการเบิกจ่ายงบประมาณมากขึ้น เพราะกลัวความผิดพลาดในการตัดสินใจ
ภาพเศรษฐกิจจีนในขณะนี้จึงเหมือนกับเป็น “เหรียญสองด้าน” ด้านหนึ่งคือความล้ำสมัยของเทคโนโลยีและการส่งออกที่แข็งแกร่ง แต่อีกด้านคือความเปราะบางของภาคอสังหาริมทรัพย์และความกังวลของผู้บริโภค
โจทย์ใหญ่และเป็นโจทย์ยากของรัฐบาลจีนในช่วงครึ่งปีหลังคือจะเย็บรอยแยกของตัว K นี้ให้ติดกันได้อย่างไร เพราะการจะพึ่งพาเพียงแค่เครื่องยนต์ไฮเทคอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะพาคนทั้งประเทศไปข้างหน้าได้ หากภาคการบริโภคและการลงทุนในวงกว้างยังไม่ฟื้นคืนความเชื่อมั่นกลับมา
1
โฆษณา