Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
JTSK.Korn
•
ติดตาม
24 ก.ค. เวลา 07:20 • การศึกษา
ยุทธศาสตร์ความมั่นคง&ภูมิรัฐศาสตร์ไทยในโลกยุคใหม่
— เมื่อ ‘ไผ่ลู่ลม’ เริ่มเสียทรง: เจาะยุทธศาสตร์ไทยในโลกยุคใหม่ จากการทูตที่ ‘กั๊กโดยปริยาย’ สู่ทางรอดในสมรภูมิลูกผสม.
1
ท่ามกลางสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนระอุระหว่างมหาอำนาจ สหรัฐฯ-จีน-รัสเซีย ประเทศไทยมักถูกยกย่องว่าเป็น “ไผ่ลู่ลม” (Bamboo Diplomacy) ที่เอนอ่อนตามกระแสลมเพื่อรักษาตัวรอดมาได้ทุกยุคทุกสมัย แต่ในวันที่โลกเปลี่ยนทิศและลมแรงกว่าที่เคย คำถามสำคัญที่กำลังท้าทายสถาบันความมั่นคงและนักยุทธศาสตร์ไทยคือ กลยุทธ์ที่เคยใช้ได้ผลมานับศตวรรษนี้ ยังเป็นเกราะคุ้มกันที่พึ่งพาได้จริง หรือเป็นเพียง “ม่านบังตา” ที่ปิดกั้นไม่ให้เรามองเห็นความเปราะบางของตัวเองในโลกยุค 2020s?
จุดเปลี่ยนที่ 1: "ไผ่ลู่ลม" กำลังจะตาย? สู่ภาวะ "กั๊กโดยปริยาย" (Hedging by Default)
ในอดีต การทูตไทยคือการลู่ไปตามลมอย่างมีชั้นเชิง แต่จากบทวิเคราะห์ของ Jittipat Poonkham ระบุว่าทิศทางนโยบายต่างประเทศของไทยในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากยุทธศาสตร์ที่ผ่านการคิดคำนวณมาอย่างดี แต่กลายเป็นภาวะ "กั๊กโดยปริยาย" (Hedging by Default)
ภาวะนี้ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ตั้งใจ (Strategic Hedging) แต่เป็นความบังเอิญที่เกิดจาก "หน่วยงานรัฐทำงานแยกส่วนกัน" (Silos) ดำเนินนโยบายตามความพึงพอใจของตนเองจนภาพรวมดูเหมือนการรักษาสมดุล แต่ในความเป็นจริงกลับขาดความเป็นเอกภาพ นอกจากนี้ ไทยยังติดหล่มภาวะ Sino-centric approach หรือการเอนเอียงเข้าหาจีนอย่างหนักหลังรัฐประหารปี 2014 เนื่องจากข้อจำกัดทางยุทธศาสตร์และการถูกกดดันจากตะวันตก ทำให้เราต้องพึ่งพาเม็ดเงินลงทุนจากจีน (EEC/BRI) จนสูญเสียอำนาจต่อรอง
"เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การทูตไทยที่วาทกรรม 'ไผ่ลู่ลม' ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ท่าทีของทางการไทยถูกมองว่า 'ไม่มีกระดูกสันหลัง' (Spineless) หรือ 'ขาดหลักการ' (Lacking in principle)" — Jittipat Poonkham
การ "กั๊ก" แบบไม่ตั้งใจและตอบโต้ตามสถานการณ์ (Reactive) เช่นนี้ ส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือ (Prestige) ของประเทศในระยะยาว แทนที่จะเป็นผู้คุมเกม เรากลับกลายเป็นเพียงผู้ที่ถูกพัดไปตามกระแสลมอย่างไร้ทิศทาง
จุดเปลี่ยนที่ 2: นิยามใหม่ของความมั่นคง: เมื่อ "ภัยผสมผสาน" (Hybrid Threats) อยู่รอบตัวเรา
เมื่อโลกก้าวสู่ทศวรรษ 2020 "ความมั่นคง" ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องรถถังหรือกองกำลังทหารอีกต่อไป ตามนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 – 2570) ไทยได้ให้นิยามใหม่ผ่านกรอบคิด "ความมั่นคงแบบองค์รวม" (Comprehensive Security) เพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม:
* ภัยไซเบอร์ (Cybersecurity): การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและการฉ้อโกงที่มี "Data" เป็นอาวุธ
* วิกฤตสาธารณสุข (Public Health): โรคติดต่ออุบัติใหม่ที่สั่นคลอนเศรษฐกิจทั้งระบบ
* การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change): วิกฤตอาหารและน่านน้ำที่กระทบถึงอธิปไตย
* ปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสาร: การบ่มเพาะแนวคิดสุดโต่งผ่านโซเชียลมีเดีย และภัยจาก "Lone Actor" หรือผู้ก่อเหตุลพัง ซึ่งจัดการได้ยากกว่ารูปแบบองค์กรในอดีต
ความมั่นคงในยุคนี้จึงเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของประชาชน (Human Security) อย่างแยกไม่ออก หากรัฐยังมองไม่เห็นภัย "ลูกผสม" เหล่านี้ ย่อมไม่อาจรักษาเสถียรภาพที่แท้จริงไว้ได้
จุดเปลี่ยนที่ ๓: "สังคมสูงวัย" (Aging Society) คือภัยความมั่นคงที่แท้จริง
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดและถือเป็นวิกฤต "ความเสี่ยงสูง-ผลกระทบสูง" (High Risk, High Impact) คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่กำลังทำลายฐานรากของอำนาจชาติ:
* สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์: ในปี 2566 ไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึง 20.1%
* วิกฤตกองทัพและแรงงาน: ข้อมูลระบุว่า กลุ่มวัยเรียน (3-21 ปี) จะลดลงเหลือเพียง 20.66% ภายในปี 2570
ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสวัสดิการ แต่มันคือการลดลงของ "กำลังอำนาจทางทหาร" (Manpower) และวัยแรงงานที่จะขับเคลื่อนประเทศ เมื่อคนทำงานน้อยลง รัฐจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวมากขึ้น ซึ่งหากขาดการบริหารจัดการที่ดี จะนำไปสู่ปัญหาการลักลอบเข้าเมืองและอาชญากรรมข้ามชาติตามมา เป็นโดมิโนความมั่นคงที่ยากจะหยุดยั้ง
ทางออกที่น่าสนใจ: "รุกจากตรงกลาง" (Leading-from-the-middle)
ท่ามกลางพายุภูมิรัฐศาสตร์ การทำตัวเป็นไผ่ที่รอเอนตามลม (Passive) ไม่เพียงพออีกต่อไป ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เป็น "Leading-from-the-middle" หรือการ "รุกจากตรงกลาง"
ยุทธศาสตร์นี้ไม่ใช่การงอตามลม แต่เป็นการ "งอไปข้างหน้าก่อนลมจะมา" (Bending ahead of the wind) โดยใช้สิ่งที่เรียกว่า "Transformative Agency" หรือความสามารถในการปรับเปลี่ยนเชิงรุก ไทยต้องดึงมหาอำนาจเข้ามาอยู่ภายใต้กติกา (Rules-based order) ผ่านนวัตกรรมทางการทูตและการเป็นแกนกลางในภูมิภาค เพื่อลดความไม่แน่นอนและสร้างอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าการเป็นแค่ทางผ่าน
บทสรุป: ก้าวข้ามโครงสร้างที่รวมศูนย์ สู่การเป็นผู้กำหนดทิศทางลม
ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อสำคัญ แต่อุปสรรคใหญ่ที่ขวางกั้นความยืดหยุ่น (Resilience) คือโครงสร้างอำนาจที่ยังพยายาม "รวมศูนย์" และความขัดแย้งระหว่างพลังในระบบราชการกับโลกภายนอกที่หมุนไปไกลแล้ว
การจะก้าวผ่านยุคสมัยนี้ไปได้ จำเป็นต้องมี "ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์" (Visionary leadership) ที่กล้าเปลี่ยนผ่านจากการทูตที่ไร้กระดูกสันหลัง ไปสู่การสร้างพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและมีหลักการ
ในโลกที่ลมแรงขึ้นทุกวัน ไทยจะยังเป็นเพียงกอไผ่ที่รอวันล้ม หรือจะลุกขึ้นมาเป็นผู้กำหนดทิศทางลมในภูมิภาคนี้เอง?
* ข้อมูลสรุป(เพิ่มเติม) |
https://www.blockdit.com/posts/6a630e7f7f8209b7ceb6e901
ตระหนักรู้นำสู่สังคมอุดมปัญญา
ประวัติศาสตร์
เศรษฐกิจ
บันทึก
2
2
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย