24 ก.ค. เวลา 07:53 • ความคิดเห็น
ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน นี่ไม่ใช่ความภักดี...แต่มันคือวัฒนธรรมอุปถัมภ์ที่ฆ่าความยุติธรรมครับ
เคยได้ยินกันไหม...
ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน
หรือ...
ผิดถูกไม่รู้...พวกกูไว้ก่อน
หลายคนถูกสอนให้เชื่อว่าประโยคพวกนี้คือ เกียรติ คือ ความเป็นลูกผู้ชาย คือ ความภักดีต่อพวก
แต่เฮ้ย...ถ้าลองคิดดีๆ มันคือการสอนให้ปกป้องคน หรือกำลังสอนให้ปกป้องความชั่วกันแน่วะ
ไม่แปลกเลยที่หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมคำพูดแบบนี้ถึงถูกเล่าต่อกันมาในบางองค์กร หรือถูกยกเป็นวัฒนธรรมของระบบอุปถัมภ์ ที่ให้ความสำคัญกับพวกเดียวกัน มากกว่าความถูกต้อง
ผลลัพธ์มันก็เลยออกมาแบบที่เห็น... คนผิดไม่ต้องรับผิด คนดีไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนเหยื่อ...ก็ถูกลืม นี่ต่างหากคือวัฒนธรรมอุบาทว์ที่กัดกินสังคมจากข้างใน
สิ่งที่ถูกต้องมันควรเป็นแบบนี้ต่างหาก
ถ้ารุ่นน้องเลว...คุณต้องกล้าพูด
ถ้าเจ้านายใช้อำนาจในทางที่ผิด...คุณต้องกล้าแฉ
ถ้าเพื่อนทำเรื่องชั่ว...คุณต้องเปิดโปง และยืนข้างผู้บริสุทธิ์
ความภักดีที่ไม่มีหลักการ ไม่ใช่คุณธรรม แต่มันคือการร่วมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด
ลองนึกภาพเหตุการณ์หนึ่ง...
เพื่อนของคุณเป็นอันธพาล ไปรุมทำร้ายผู้หญิงจนเสียชีวิต พอตำรวจมาสอบถามคุณว่า ผู้ต้องหาเป็นคนยังไง แทนที่คุณจะพูดความจริง กลับตอบว่าเขาเป็นคนดีครับ ไม่เคยเกเร อยู่แต่บ้าน
บางคนถึงขั้นยอมเป็นพยานเท็จ
เพราะคิดว่า... ผิดถูกไม่รู้ พวกกูไว้ก่อน
เฮ้ย...นี่มันไม่ใช่การรักษามิตรภาพ
แต่มันคือการช่วยคนชั่วหนีความรับผิด แล้วผลักความเจ็บปวดทั้งหมดไปให้ครอบครัวของเหยื่อ
สุดท้ายคนผิดก็ลอยนวล
เหยื่อไม่ได้รับความยุติธรรม
สังคมก็เรียนรู้ว่า
ถ้ามีเส้น มีพวก มีระบบคุ้มกัน ก็ทำอะไรก็ได้
ลองนึกถึงคดีน้องเมย...
ไม่ว่าคุณจะยืนอยู่ฝั่งไหนของคดี สิ่งหนึ่งที่คนทั้งประเทศเห็นตรงกันคือ ครอบครัวต้องต่อสู้เรียกร้องความจริงและความเป็นธรรมเป็นเวลายาวนาน ผู้เป็นแม่ที่ครั้งหนึ่งเคยมีรอยยิ้มสดใส ค่อยๆทรุดโทรมลงจากความเครียด ความทุกข์ และการสูญเสียลูกชายอันเป็นที่รัก
เฮ้ย...ความสูญเสียแบบนี้ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากแลกกับอะไรทั้งนั้น
ถ้าสังคมมีวัฒนธรรมที่ยึดถือว่า ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน จนไม่มีใครกล้าพูดความจริง ไม่มีใครกล้าเป็นพยาน ไม่มีใครกล้าเปิดโปงสิ่งที่เกิดขึ้น คนที่ต้องแบกรับผลของความเงียบไม่ใช่คนผิด แต่คือเหยื่อและครอบครัวของเหยื่อ
ความเงียบของคนจำนวนมาก บางครั้งก็สร้างบาดแผลไม่ต่างจากการกระทำของคนเพียงคนเดียว
แล้วคนยังจะถามอีกเหรอว่าทำไมบ้านเมืองถึงเต็มไปด้วยคนไม่เกรงกลัวกฎหมาย
เพราะคนชั่วไม่ได้มีอำนาจแค่คนเดียวไง
แต่มันมีคนอีกเป็นสิบ เป็นร้อย เป็นพัน ที่พร้อมโกหก พร้อมปกปิด พร้อมทำลายหลักฐาน พร้อมให้การเท็จ เพื่อช่วยให้คนผิดรอด
ยิ่งองค์กรไหนยึดถือวัฒนธรรมแบบนี้มากเท่าไร องค์กรนั้นก็ยิ่งห่างไกลจากคำว่า มืออาชีพ
องค์กรที่ดี ไม่ใช่องค์กรที่ปกป้องคนของตัวเองทุกกรณี แต่องค์กรที่ดี คือองค์กรที่กล้าลงโทษคนของตัวเองเมื่อเขาทำผิด
เพราะความน่าเชื่อถือ ไม่ได้เกิดจากการปิดบัง
แต่มันเกิดจากการยอมรับความจริงและแก้ไขมัน
ที่น่ากลัวที่สุดคือ เมื่อระบบอุปถัมภ์แบบนี้ฝังรากลึกจนคนรุ่นใหม่ถูกปลูกฝังให้เชื่อว่า การฟ้องคนผิดคือ(คนทรยศ)
ทั้งที่ความจริง...
คนที่ทรยศต่อองค์กร คือคนที่ทำให้องค์กรเสื่อมเสีย
ไม่ใช่คนที่เปิดโปงความชั่ว
ถ้าทั้งเพื่อน ทั้งหัวหน้า ทั้งลูกน้อง ต่างช่วยกันปกป้องคนผิด ประเทศนี้ก็จะน่าอยู่น้อยลงเรื่อยๆ
เพราะกฎหมายจะไม่มีความหมาย
ความยุติธรรมจะกลายเป็นของคนมีเส้นสาย
ส่วนประชาชนธรรมดา...ก็เหลือแค่ความหวังลมๆแล้งๆ ว่าสักวันจะได้รับความเป็นธรรม
จำไว้ให้ดีนะ... โดยเฉพาะอีพวกอนุรักษ์นิยมเฮงซวย
ความภักดีที่อยู่เหนือความถูกต้อง ไม่ใช่คุณธรรม แต่มันคือเชื้อเพลิงของการคอร์รัปชัน การใช้อำนาจโดยมิชอบ และความอยุติธรรม
วันที่คนในองค์กรกล้าพูดว่า
เพื่อนกูผิด กูก็ไม่ปกป้อง
เจ้านายกูผิด กูก็กล้าแฉ
รุ่นน้องกูเลว กูก็ไม่ปิดบัง
วันนั้นต่างหาก...ที่สังคมจะเริ่มมีความยุติธรรมอย่างแท้จริง
โฆษณา